บนถนนสายหลักของเมืองหลวง เสียงกลองมงคลและเสียงปี่ดังแว่วมาตามสายลม ขบวนเกี้ยวเ้าสาวสีแดงชาดประดับผ้าไหมทองเคลื่อนตัวช้า ๆ ผ่านท่ามกลางสายตาของผู้คนที่ยืนมุงดูอย่างตื่นเต้น ขบวนสมรสครั้งนี้ยิ่งใหญ่เสียจนผู้คนกล่าวขานกันทั่วทั้งนคร
เกี้ยวเ้าสาวกำลังมุ่งตรงไปยัง จวนเจิ้นกั๋วโหว กู้ฉางเหิง ตระกูลขุนนางผู้ทรงอำนาจแห่งราชสำนัก
ภายในเกี้ยว โจหลิงเยว่ นั่งตัวตรง มือเรียวประสานกันบนตัก ริมฝีปากใต้ผ้าคลุมเ้าสาวแต้มรอยยิ้ม ที่เต็มไปด้วยความยินดีจนแก้มเนียนใสแทบปริ
วันนี้…คือวันที่นางรอคอยมาตลอด นับั้แ่ผ่านพ้นวันปักปิ่น
แม้โจหลิงเยว่จะขี้โรคั้แ่เยาว์วัย แต่ความงามของนางกลับงดงามราวภาพวาดของจิตรกรเอก
ผิวพรรณขาวเนียนดุจหยกขัดเงา ดวงตากลมใสประหนึ่งน้ำค้างยามรุ่งอรุณ ขนตางอนยาวทอดเงาบาง ๆ เหนือแก้มสีระเรื่อ จมูกโด่งรับกับรูปหน้าเรียวเล็ก ริมฝีปากอิ่มบางสีดอกเหมยแรกแย้ม
มิใช่ความงามที่ฉูดฉาด หากแต่เป็ความงามที่นุ่มนวล อ่อนหวาน ละมุนละไม หากผู้ใดได้พบเห็นก็มักชะงักมองราวต้องมนต์ ยากจะละสายตา
ยิ่งกว่านั้น นางยังเป็บุตรีเพียงคนเดียวของ โจซู่หาน อัครเสนาบดีผู้ทรงอำนาจแห่งราชสำนัก
พี่ชายของนาง โจเหวินหย่วน ยังเป็แม่ทัพหนุ่มผู้เกรียงไกรที่ทั้งราชสำนักต่างเกรงใจ
ส่วนตระกูลกู้…ของ เจิ้นกั๋วโหว กู้ฉางเหิง ผู้เป็พี่ชายแท้ ๆ ของฮองเฮา ก็ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน
การสมรสครั้งนี้จึงมิใช่เพียงเื่ของหัวใจ หากคือการผูกสัมพันธ์ของสองตระกูลใหญ่
รุ่งเรืองก็รุ่งเรืองด้วยกัน ตกต่ำก็ต้องฉุดรั้งกันไปด้วย
แต่ภายในใจของกู้จิ้งเฉิง…กลับมิได้ชอบพอนางนักก็ตาม
ไม่นานนัก เกี้ยวเ้าสาวก็หยุดลงหน้าประตูใหญ่ของจวนกู้
เสียงคนดูขบวนสมรสดังเซ็งแซ่
“นี่คือเ้าสาวของซื่อจื่อหรือ”
“ได้ยินว่างดงามยิ่งนัก”
“สองตระกูลใหญ่รวมกัน นับเป็เื่ใหญ่ของเมืองหลวงจริง ๆ”
ม่านเกี้ยวถูกเปิดออก สาวใช้คนสนิท เสี้ยวเซียว รีบยื่นมือเข้าไปประคอง
“คุณหนู ระวังเ้าค่ะ”
โจหลิงเยว่ค่อย ๆ ก้าวลงจากเกี้ยว ชายกระโปรงสีแดงปักหงส์ทองยาวลากพื้นอย่างงดงาม
นางเดินผ่านประตูใหญ่ของจวนกู้เข้าสู่เรือนใหญ่ ภายในห้องโถงพิธีอันกว้างขวาง เจิ้นกั๋วโหว กู้ฉางเหิง นั่งอยู่บนเก้าอี้ประธาน สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้มยินดี
“บ่าวสาวมาถึงแล้วหรือ” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงพอใจ
โจหลิงเยว่ยืนรออยู่กลางโถงพิธี เงาร่างภายใต้ผ้าคลุมเ้าสาวดูบอบบางราวกิ่งหลิวในสายลม
เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง แต่เ้าบ่าวกลับยังไม่ปรากฏตัวทันใดนั้น เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังขึ้นจากด้านนอก
บ่าวชายคนสนิทของกู้จิ้งเฉิงวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในโถง มือข้างหนึ่งอุ้ม ไก่ตัวผู้สีแดงสด อีกข้างกำจดหมายไว้แน่น
เขาทรุดตัวลงคุกเข่าทันที
“ทะ…ท่านโหวขอรับ! เกิดเื่แล้วขอรับ!”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเจิ้นกั๋วโหวพลันหายวับ
“เกิดอันใดขึ้น รีบพูดมา!”
บ่าวชายกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก “ซื่อจื่อ…หนีไปแล้วขอรับ!” ทั้งโถงพลันเงียบงัน
“ว่าอย่างไรนะ!”
บ่าวชายก้มหน้าต่ำกว่าเดิม
“ซื่อจื่อทิ้งไว้เพียงจดหมายฉบับนี้ และ…ไก่ตัวนี้ขอรับ เขาบอกว่า…หากคุณหนูโจอยากสมรสกับเขาจริง ๆ ก็ให้เข้าพิธีกับไก่แทน”
เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที โจหลิงเยว่ที่ยืนอยู่กลางโถงถึงกับเซถอย มือเล็กยกขึ้นกุมหน้าอก
เสี้ยวเซียวรีบเข้าประคอง
“คุณหนู! ระวังเ้าค่ะ!”
เจิ้นกั๋วโหวคว้าจดหมายมาเปิดอ่านอย่างรวดเร็ว สีหน้าของเขาเปลี่ยนจากตะลึงเป็เดือดดาล เมื่ออ่านจบ เขาก็กระแทกจดหมายลงกับโต๊ะ
“ไอ้ลูกทรพี! ไอ้ลูกไม่รักดี!”
ขณะนั้นเอง ร่างสูงของ โจเหวินหย่วน ก็ก้าวเข้ามา สีหน้าเคร่งขรึม
“ท่านโหว เกิดเื่อันใดขึ้น” เขามองไปรอบโถง “แล้วกู้จิ้งเฉิงเล่า ไปอยู่ที่ใด”
เจิ้นกั๋วโหวกัดฟันแน่น
“ไอ้ลูกตัวแสบมันหนีไปกับกองทัพั้แ่เช้าตรู่แล้ว!”
โจเหวินหย่วนกำหมัดแน่นจนเส้นเืปูด ความจริงวันนี้เขาก็ต้องออกเดินทัพเช่นกัน แต่เพราะ้าส่งน้องสาวที่รักเข้าหอเสียก่อน จึงรั้งตัวอยู่ เขาพ่นลมหายใจแรง
“ดีนัก…”
เสียงของแม่ทัพหนุ่มเย็นเยียบ
“รอให้ข้าไปถึงค่ายทัพก่อนเถิด ข้าจะซัดมันเสียให้จมเื!”
ทว่าขณะนั้นเอง เสียงสะอื้นแ่เบาก็ดังขึ้นใต้ผ้าคลุมเ้าสาว ร่างบอบบางของโจหลิงเยว่สั่นไหว ก่อนจะทรุดฮวบลง
“คุณหนู!” เสี้ยวเซียวร้องลั่น
นางรีบประคองร่างเ้านายไว้
“ท่านแม่ทัพ! คุณหนูเป็ลมไปแล้วเ้าค่ะ!”
โจเหวินหย่วนรีบเข้ามาประคองน้องสาว ใบหน้าที่เคยแข็งกร้าวกลับเต็มไปด้วยความกังวล
“น้องพี่…” เขาเอ่ยเสียงเบา
“อย่าเป็อะไรไปนะ” จากนั้นเขาะโลั่นโถง “ตามหมอมาเดี๋ยวนี้!”
โถงพิธีมงคลที่ควรเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ บัดนี้กลับปกคลุมด้วยความโกลาหลและความอัปยศ
เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังขึ้นในโถงพิธี ไม่นานหมอหลวงผู้หนึ่งก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา ชายชราทรุดตัวลงข้างกายเ้าสาวในชุดแดง มือสั่นเล็กน้อยขณะยื่นออกไปจับข้อมือเรียวบางเพื่อตรวจชีพจร
เพียงครู่เดียว สีหน้าของหมอก็ซีดเผือด
“ทะ…ท่านแม่ทัพ…” เสียงของเขาสั่นเครือ “คุณหนูโจ…ไม่มีชีพจรแล้วขอรับ”
คำพูดนั้นราวสายฟ้าฟาดลงกลางโถงพิธี
โจเหวินหย่วนรีบพุ่งเข้ามาทันที มือใหญ่ประคองร่างน้องสาวเอาไว้ ก่อนจะเปิดผ้าคลุมหน้าสีแดงออกอย่างลนลาน
ใต้ผ้าคลุมนั้นปรากฏใบหน้างดงามดั่งหยกขาว ทว่าบัดนี้ซีดเซียวไร้สีเื
“เยว่เยว่…”
เสียงแม่ทัพหนุ่มสั่นเครือ
“น้องพี่…อย่าเป็อะไรไปนะ”
แเื่ที่มาร่วมงานต่างตกตะลึง บางคนยกมือปิดปาก บางคนกระซิบเสียงเบา
“เช่นนี้งานมงคลจะกลายเป็งานศพหรือไม่…”
อีกคนรีบยกนิ้วแตะริมฝีปาก
“จุ๊ๆ เงียบไว้เถิด”
โจเหวินหย่วนกอดร่างไร้ลมหายใจของน้องสาวแน่น น้ำตาของแม่ทัพผู้ผ่านสนามรบมานับไม่ถ้วนกลับไหลลงโดยไม่อาจกลั้น
“เยว่เยว่…ตื่นเถิด”
“อย่าทำให้พี่ใเช่นนี้…”
อ้อมกอดของเขากระชับขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับ้าดึงน้องสาวกลับมาจากความตาย
ด้านเจิ้นกั๋วโหวเอง สีหน้าก็เคร่งเครียดไม่ต่างกัน ถึงกับยกมือกุมอกแน่น
“ท่านโหว!” บ่าวข้างกายร้องลั่น “รีบเรียกหมอมาเร็ว!”
โถงพิธีที่ควรเต็มไปด้วยเสียงยินดีกลับปั่นป่วนไปทั่ว แต่ในขณะนั้นเอง
“แค่ก…แค่ก…” เสียงไอเบา ๆ ดังขึ้น
ร่างในอ้อมกอดของโจเหวินหย่วนขยับเล็กน้อย ดวงตาที่เคยปิดสนิทค่อย ๆ ลืมขึ้นช้า ๆ
เสียงแ่เบาดังออกมาจากริมฝีปากซีด
“ท่าน…ช่วยคลายกอดก่อนได้หรือไม่…”
นางไออีกครั้ง ก่อนพูดเบา ๆ
“หากยังกอดแน่นเช่นนี้ ข้าคงตายรอบสองเป็แน่”
โจเหวินหย่วนชะงัก ก่อนจะรีบคลายอ้อมแขนทันที
“เยว่เยว่!”
น้ำตาที่ค้างอยู่ในดวงตาไหลลงมาอีกครั้ง
แท้จริงแล้ว สตรีที่ลืมตาขึ้นมาในร่างนี้ มิใช่โจหลิงเยว่คนเดิม หากเป็ดวงจิตจากอีกโลกหนึ่ง
ในโลกเดิม นางคือหญิงสาวผู้ดำรงตำแหน่ง CEO มีความสามารถรอบด้าน แม้แต่ศิลปะการต่อสู้ก็เชี่ยวชาญ
ทว่าโชคชะตากลับเล่นตลก นางสะดุดล้มศีรษะกระแทกพื้น และเมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ก็มาอยู่ในร่างของโจหลิงเยว่ ตัวละครในหนังสือนิยายที่นางหยิบมาอ่านเพื่อฆ่าเวลา ตัวประกอบในนิยายที่ตายั้แ่ต้นเื่...!
“คุณหนู!” เสี้ยวเซียว สาวใช้คนสนิทร้องออกมาด้วยน้ำตา
“ท่านฟื้นแล้วจริง ๆ!”
โจเหวินหย่วนยิ้มทั้งน้ำตา
“น้องพี่…เ้าไม่เป็อะไรแล้ว”
โจหลิงเยว่พยักหน้าเล็กน้อย
“อืม…ข้าเพียงเป็ลมเท่านั้น ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว”
เสี้ยวเซียวรีบเข้ามาประคองคุณหนูของตนให้ลุกขึ้นยืน
โจหลิงเยว่กวาดสายตามองไปรอบโถง ก่อนจะหยุดสายตาที่บ่าวชายผู้กำลังอุ้มไก่ตัวผู้สีแดงไว้
นางจึงหันไปทางเจิ้นกั๋วโหว เสียงของนางสงบนิ่ง
“ท่านโหวเ้าคะ เมื่อเื่มาถึงขั้นนี้แล้ว ซื่อจื่อก็หาได้ยินดีแต่งงานกับข้าไม่”
“เช่นนั้นก็อย่าได้กล่าวถึงความรักเลย”
นางหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวชัดเจน
“ยกเลิกงานแต่งนี้เสียเถิดเ้าค่ะ”
คำพูดนั้นทำให้แเื่ต่างตกตะลึง
สตรีที่เคยถูกกล่าวขานว่าอ่อนแอ บอบบาง ขี้โรค วันนี้กลับยืนอย่างสง่างาม แววตาแน่วแน่
โจเหวินหย่วนรีบกล่าว
“ไม่ได้! เช่นนั้นเ้าจะยิ่งอับอาย”
โจหลิงเยว่มองพี่ชาย ก่อนส่ายหน้าเบา ๆ พลางคิดในใจ
พี่ใหญ่เอ๋ย...เ้าบ่าวก็หนีไปแล้ว จะให้ข้าเข้าพิธีกับไก่ เช่นนั้นไม่อับอายยิ่งกว่าหรือ...! ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“พี่ใหญ่ เ้าทนเห็นข้าแต่งเข้าไปอยู่ห้องหอร้างได้หรือ”
เสียงของนางสงบแต่หนักแน่น
“หากวันหนึ่งเขากลับมา แต่ไม่รักข้า แล้วขอหย่า ข้าก็ต้องอับอายอยู่ดี”
นางเงยหน้าขึ้น
“แต่วันนี้ ข้ายังมีโอกาสเลือก” ดวงตาของนางแน่วแน่ “และข้าจะเลือกเอง”
“ยกเลิกงานแต่งนี้เสียเถิด”
โจเหวินหย่วนมองน้องสาวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจเบา ๆ แล้วคลี่ยิ้ม
“อืม…พี่ตามใจเ้า”
โจหลิงเยว่ค้อมกายคารวะ
“ท่านโหว เยว่เยว่คงไม่มีวาสนาได้เป็ลูกสะใภ้ของท่าน ข้าขอลากลับจวนก่อนเ้าค่ะ”
เจิ้นกั๋วโหวถอนหายใจยาว
“เื่นี้…จวนโหวทำผิดต่อตระกูลโจ สินสอดทั้งหมด ถือเป็การชดเชย”
ชายชราส่ายหน้าเบา ๆ
“อีกไม่นาน ลุงจะไปขอขมาท่านอัครเสนาบดีด้วยตนเอง”
บรรยากาศในโถงพิธีค่อยคลายความตึงเครียด โจหลิงเยว่เดินไปยังบ่าวชายที่อุ้มไก่ตัวผู้สีแดง มือเรียวคว้าคอมันไว้ ก่อนจะได้ยินเสียง กร๊อบ! ไก่คอตกนิ่งในทันที
แเื่ต่างตะลึงงัน นางยกไก่ขึ้นเล็กน้อยแล้วหันไปค้อมกายต่อเจิ้นกั๋วโหว
“ท่านโหวเ้าคะ หลานขอนำเ้าไก่ตัวนี้กลับไปต้มบำรุงร่างกายเสียหน่อย”
กล่าวจบ นางยิ้มบางแล้วหมุนกายเดินออกจากโถง ชายกระโปรงเ้าสาวพลิ้วไหว
ไม่นานข่าวก็แพร่ทั่วเมืองหลวง ผู้คนมิได้พูดถึงเ้าบ่าวที่หนีไป หากกล่าวถึงคุณหนูโจหลิงเยว่ ผู้เดินออกจากจวนโหวพร้อมหิ้วคอไก่เ้าบ่าวไปต้มกิน...