บทที่ 19 อาการใจสั่น
แผนกฉุกเฉินเป็สถานที่ที่ยากจะพานพบความสงบ แม้โรงพยาบาลเจียงจงจะเป็สถานพยาบาลการแพทย์แผนจีน แต่กระแสคนไข้ในแผนกฉุกเฉินกลับยังคงหลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย
คนไข้จำนวนมากที่ดั้นด้นมายังโรงพยาบาลแห่งนี้ มักเป็ผู้ป่วยจากต่างถิ่นที่เดินทางไกลมาด้วยความศรัทธาในชื่อเสียงของโรงพยาบาลเจียงจง หากพวกเขาไม่สามารถจองคิวในแผนกเฉพาะทางอื่นได้ แผนกฉุกเฉินจึงกลายเป็ด่านแรกที่พวกเขาเลือกฝากความหวังไว้
หลังจากพักเพียงชั่วครู่ เมื่อแพทย์ประจำบ้านหลี่พาพวกฟางหานมาผลัดเปลี่ยนเวร จำนวนคนไข้ก็เริ่มทยอยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เหล่านักศึกษาแพทย์ฝึกงานในกลุ่มของฟางหานเพิ่งจะเริ่มงานวันแรกจึงยังไม่มีภารกิจหลัก ทว่า แพทย์ประจำบ้านหลี่ในฐานะแพทย์ผู้ดูแลเตียงกลับมีภาระล้นมือ เขาต้องรับผิดชอบทั้งการบันทึกเวชระเบียนและตรวจเช็กอาการคนไข้ในความดูแลอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็อุณหภูมิร่างกาย การขับถ่าย หรือสภาพจิตใจ
แพทย์ประจำบ้านเวรดึกที่เห็นแพทย์ประจำบ้านหลี่เดินนำกลุ่มคนมาหลายคน ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยแซวด้วยน้ำเสียงที่แฝงความหมั่นไส้เล็ก ๆ ว่า "อ้าว หมอหลี่ เริ่มรับนักศึกษาแพทย์ฝึกงานเองแล้วเหรอ?"
จำนวนนักศึกษาแพทย์ฝึกงานที่ส่งมายังโรงพยาบาลเจียงจงมีไม่มากนัก แผนกฉุกเฉินได้รับการจัดสรรมาเพียงสี่คนเท่านั้น และแม้จะรวมกับแพทย์ที่มาฝึกอบรมเพิ่มเติม จำนวนบุคลากรก็ยังถือว่าค่อนข้างจำกัด
ดังที่หมอเฝิงจากโรงพยาบาลในเครือแห่งที่ 1 เคยกล่าวไว้ ปัจจุบันมีคนจำนวนมากที่ตัดสินใจเบนเข็มจากแพทย์แผนจีนไปสู่แพทย์แผนปัจจุบัน
วิทยาลัยการแพทย์หลายแห่งมักจะมีคณะหรือภาควิชาแพทย์แผนจีนแยกออกมา ซึ่งหลายคนเลือกสมัครเข้าเรียนเพราะเกณฑ์คะแนนสอบเข้าที่ต่ำกว่าสายแพทย์แผนปัจจุบันอยู่ประมาณ 40-50 คะแนน หรืออาจจะมากกว่านั้น
ทว่า เมื่อเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย นักศึกษาเหล่านี้มักจะเลือกลงวิชาเลือกทางคลินิกสายแพทย์แผนปัจจุบัน และหลังเรียนจบก็มักจะใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวเพื่อเข้าฝึกงานหรือทำงานในโรงพยาบาลแผนปัจจุบันเป็หลัก
โดยปกติแล้ว นักศึกษาที่ยังคงยึดมั่นในเส้นทางแพทย์แผนจีนหลังเรียนจบ มักจะมีเพียงสองกลุ่ม คือกลุ่มที่รักและมีพื้นฐานที่แน่นแฟ้นจริง ๆ กับอีกกลุ่มคือผู้ที่ไร้ทางเลือกอื่น ไม่ว่าจะเป็เพราะผลการเรียนที่ไม่โดดเด่น หรือขาดเส้นสายที่จะพาไปสู่สายการแพทย์แผนปัจจุบัน ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็ความขมขื่นประการหนึ่งของวงการแพทย์แผนจีน
ซึ่งการที่แผนกจะรับนักศึกษาแพทย์ฝึกงานหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับความสมัครใจและเวลาของแพทย์เฉพาะทาง หรือแพทย์เ้าของไข้ จากนั้นหน้าที่จึงจะตกมาถึงแพทย์ประจำบ้าน ซึ่งใครก็ตามที่มีคุณสมบัติเพียงพอจะรับดูแลนักศึกษาฝึกงานได้ ย่อมถูกมองว่าเป็ผู้ที่มีความสามารถโดดเด่นและมีอนาคตไกล
บ่อยครั้งที่แพทย์เฉพาะทางมักจะไม่สนใจรับภาระดูแลเด็กฝึกงาน หน้าที่นี้จึงกลายเป็มาตรวัดความสามารถของเหล่าแพทย์ประจำบ้านไปโดยปริยาย
แพทย์ประจำบ้านเวรดึกรู้สึกแปลกใจไม่น้อย เนื่องจากปกติแพทย์ประจำบ้านหลี่ดูจะไม่มีผลงานอะไรโดดเด่นนัก แต่ทำไมครั้งนี้ถึงได้รับดูแลนักศึกษาฝึกงานรวดเดียวถึงสี่คน? หรือว่าคนในเวรกลางคืนจะขาดแคลนขนาดนั้น? แต่มันก็ไม่น่าจะถึงขั้นนั้นนี่นา
แพทย์ประจำบ้านหลี่รู้สึกกระอักกระอ่วนใจอย่างบอกไม่ถูก เขาจึงรีบตัดบทเปลี่ยนเื่ทันที "คนไข้เมื่อคืนเป็อย่างไรบ้าง ทุกคนเรียบร้อยดีใช่ไหม?"
"ทุกคนอาการคงที่ ผมบันทึกข้อควรระวังไว้ในสมุดส่งเวรเรียบร้อยแล้ว เดี๋ยวคุณค่อยไปตรวจเช็คอุณหภูมิร่างกายอีกรอบก็แล้วกัน" แพทย์ประจำบ้านเวรดึกโบกมือลา "ผมขอตัวก่อนล่ะ"
เมื่อเห็นเพื่อนร่วมงานเดินจากไป แพทย์ประจำบ้านหลี่ก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก หากถูกซักไซ้มากกว่านี้เขาคงไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน
เขารู้ดีว่าเื่นี้ปิดบังได้ไม่นาน บางทีไม่ทันพ้นวัน เขาอาจกลายเป็แพทย์ประจำบ้านคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ต้องคอยรับคำสั่งจากนักศึกษาฝึกงาน แต่การยื้อเวลาความอับอายออกไปได้อีกสักพักก็นับว่ายังดี ความรู้สึกกระอักกระอ่วนใจต่อหน้าผู้อื่นเช่นนี้ หากเลี่ยงได้เขาก็อยากจะเลี่ยง
'เฮ้อ... เป็หมอนี่มันลำบากจริง ๆ' แพทย์ประจำบ้านหลี่รำพึงกับตัวเองด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ
ห้องสังเกตอาการของแผนกฉุกเฉินกว้างขวางพอสมควร มีจำนวนเตียงร่วมร้อยเตียง แต่ในตอนนี้มีคนไข้จับจองไปแล้วกว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์
ฟางหานเดินตามแพทย์ประจำบ้านหลี่ไปรอบ ๆ เพื่อทำความคุ้นเคยกับสถานที่ ก่อนจะเอ่ยถามว่า "ห้องสังเกตอาการมีคนไข้หนาตาขนาดนี้เลยเหรอครับ? โรงพยาบาลเราคนไข้เยอะขนาดนี้เลยเหรอ?"
"โรงพยาบาลของเรา นับเป็หนึ่งในสถานพยาบาลที่เชี่ยวชาญที่สุดในห้ามณฑลภาคตะวันออกเฉียงใต้ ชื่อเสียงขจรขจายไปไกล คนไข้ถึงหลั่งไหลมาจากทั่วทุกสารทิศ"
แพทย์ประจำบ้านหลี่ตอบฟางหานด้วยความอดทนเป็พิเศษ เพราะลึก ๆ เขารู้ดีว่า ในทางปฏิบัติ ฟางหานคือหัวหน้ากลุ่มของเขา แม้เ้าตัวจะมีสถานะเป็เพียงนักศึกษาแพทย์ฝึกงานก็ตาม
"นายต้องเข้าใจก่อนว่า ปัจจุบันคนส่วนใหญ่ยังคงเทความเชื่อมั่นไปทางแพทย์แผนปัจจุบัน คนไข้ที่ดั้นด้นมาถึงโรงพยาบาลเรา เจ็ดสิบถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์มักจะเป็เคสที่รักษาจากที่อื่นไม่หาย หรือแม้แต่เคสที่ถูกวินิจฉัยว่าหมดทางเยียวยาแล้วด้วยซ้ำ"
เขาพูดพลางส่ายหัวเบา ๆ "แม้ค่ารักษาด้วยการแพทย์แผนจีนจะดูเหมือนถูก แต่ในระดับโรงพยาบาลเรา ค่าบริการก็นับว่าไม่น้อย แต่หากเทียบกับโรงพยาบาลแผนปัจจุบันชื่อดังเ่าั้ก็นับว่ายังห่างไกลนัก บางครั้งการผ่าตัดเพียงครั้งเดียวอาจต้องใช้เงินหลายแสนหยวน แถมยังไม่รับประกันผลการรักษา แต่ที่โรงพยาบาลเรา เงินจำนวนนั้นอาจทำให้พักรักษาตัวได้นานหลายปี ขอเพียงคนไข้อยู่ที่นี่ เราย่อมทุ่มเทสุดความสามารถเพื่อรักษาชีวิตไว้ แม้จะรักษาให้หายขาดไม่ได้ แต่ก็ต้องประคับประคองไม่ให้ถึงแก่ชีวิต"
"นี่! ถ้าเป็แบบนั้น ห้องพักคนไข้ไม่เต็มล้นไปตั้งนานแล้วเหรอครับ?" อู๋เหล่ยอุทานออกมาอย่างลืมตัว
แพทย์ประจำบ้านหลี่หัวเราะในลำคอ "นี่คือเหตุผลที่โรงพยาบาลแพทย์แผนจีนหลายแห่งต้องติดป้ายว่าเป็การแพทย์บูรณาการจีน-ตะวันตก ในด้านหนึ่งคือหมอแผนจีนเก่ง ๆ เริ่มหาได้ยากขึ้น แต่อีกด้านที่สำคัญคือค่าบริการของการแพทย์บูรณาการนั้นแตกต่างกัน หากคนไข้เรื้อรังมาเกาะติดไว้นาน ๆ โดยที่ค่าใช้จ่ายไม่คุ้มทุน โรงพยาบาลก็แบกรับภาระไม่ไหวเหมือนกัน
โชคดีที่โรงพยาบาลเรามีปรมาจารย์อย่างพวกผู้าุโกัวคอยดูแล หากเจอเคสที่ซับซ้อนเกินรับมือ พวกท่านจะมาช่วยปรึกษาเคสระหว่างแผนก และเมื่อคนไข้พ้นขีดอันตรายจนพอจะดูแลตัวเองได้ โรงพยาบาลจะพยายามโน้มน้าวให้พวกเขากลับไปพักฟื้นที่บ้าน มิฉะนั้นเตียงคงไม่มีวันว่าง"
สิ่งที่แพทย์ประจำบ้านหลี่ไม่ได้กล่าวออกมาก็คือ รายได้หลักของโรงพยาบาลเจียงจงนั้นส่วนหนึ่งมาจากค่าเตียงผู้ป่วยนี่เอง
แม้ค่ารักษาและค่ายาจะมีมาตรฐานกำหนดไว้ แต่หากเทียบเคสที่กัวเหวินยวนมาช่วยรักษาเมื่อไม่กี่วันก่อนอย่างไวรัสตับอักเสบเฉียบพลัน หากคนไข้รายนั้นไปรักษาที่โรงพยาบาลแผนปัจจุบันชื่อดัง คงต้องเสียเงินไม่ต่ำกว่าหลายแสนหยวน และความเสี่ยงจากการผ่าตัดก็สูงลิ่ว
แต่ที่โรงพยาบาลเจียงจง ฟางหานเพิ่งทราบจากเริ่นไห่เฉียงว่าคนไข้เริ่มฟื้นตัวดีขึ้นแล้ว และค่าใช้จ่ายทั้งหมดจนถึงวันออกจากโรงพยาบาลคาดว่าไม่เกินสองหมื่นหยวน ซึ่งในจำนวนนั้นเป็ค่าเตียงผู้ป่วยเสียส่วนใหญ่
สำหรับผู้ที่คุ้นเคยกับโรงพยาบาลแพทย์แผนจีนมาตรฐานจะรู้ดีว่า หากไม่ได้นอนโรงพยาบาล ค่าใช้จ่ายบางครั้งอาจจะถูกกว่าไปคลินิกข้างนอกเสียด้วยซ้ำ
"จริง ๆ แล้วทุกโรงพยาบาลก็เผชิญปัญหาคล้ายกัน แม้จะมีกฎว่า หลังผ่านแผนกฉุกเฉินแล้ว การรักษาต่อเนื่องจะเป็หน้าที่ของแต่ละแผนกเฉพาะทาง แต่สำหรับโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หายขาด แผนกอื่น ๆ ก็มักจะบ่ายเบี่ยงไม่อยากรับ เพราะแต่ละแผนกต่างก็มีตัวชี้วัดความสำเร็จของตนเอง และที่สำคัญคือจำนวนเตียงที่ตึงตัวจริง ๆ"
กริ๊ง ๆ ๆ!
ขณะที่บทสนทนากำลังดำเนินไป เสียงกระดิ่งไฟฟ้าที่ดังระรัวและเร่งร้อนก็ฉีกกระชากความเงียบขึ้น พวกฟางหานต่างสะดุ้งสุดตัวและรีบวิ่งออกไปทันที เพราะนี่คือสัญญาณเตือนภัยระดับวิกฤต
ปกติแล้วหากคนไข้ที่มาแผนกฉุกเฉินมีอาการไม่รุนแรง พวกเขาจะต้องรอรับการคัดกรองตามลำดับ แต่หากพยาบาลที่จุดคัดกรองพบผู้ป่วยที่มีอาการวิกฤตถึงแก่ชีวิต เธอจะกดกระดิ่งไฟฟ้าที่เสียงจะดังสนั่นไปทั่วทั้งแผนก
กลุ่มของฟางหานที่อยู่ในบริเวณนั้นรีบรุดไปที่หน้าประตูแผนกฉุกเฉินอย่างรวดเร็ว รถเข็นคันหนึ่งถูกเข็นเข้ามาด้วยความเร็วสูง บนนั้นมีชายชราอายุราวหกสิบปีเศษนอนอยู่
"คนไข้หายใจหอบถี่ มีฟองฟูมปาก คาดว่าเป็โรคหัวใจกำเริบ! รีบตามรองหัวหน้าฟางด่วน!" พยาบาลที่วิ่งประคองรถเข็นะโเสียงดัง
"ผมจะรีบโทรหาเดี๋ยวนี้..." แพทย์ประจำบ้านหลี่ลนลานเตรียมกดโทรศัพท์หาฟางเฮ่าหยาง แต่ฟางหานกลับพุ่งตัวออกไปรับรถเข็นด้วยความรวดเร็ว
เสี้ยววินาทีที่เข้าถึงตัวคนไข้ มือข้างหนึ่งของฟางหานก็คว้าข้อมือเพื่อตรวจชีพจรทันที พร้อมกับสื่อสารกับระบบในใจ
'แลกเปลี่ยนทักษะการวินิจฉัยขั้นสูงชั่วคราว'
[การวินิจฉัยขั้นสูง (ชั่วคราว) ใช้แต้มความชอบ 1,000 แต้ม ้ายืนยันการแลกเปลี่ยนหรือไม่?]
'ยืนยัน!'
ฟางหานตอบตกลงโดยไม่เสียเวลาคิด
แม้ทักษะการปฐมพยาบาลที่เขาได้รับมาจะครอบคลุมการวินิจฉัยอยู่บ้าง แต่ก็นับว่ายังห่างไกลจากระดับเชี่ยวชาญ เมื่อได้ยินพยาบาลระบุว่าเป็โรคหัวใจกำเริบ เขาจึงไม่กล้าเสี่ยงแม้แต่น้อย แต้มความชอบ 1,000 แต้มย่อมไม่มีค่าเท่ากับหนึ่งชีวิตที่อยู่ตรงหน้า
ในขณะที่นิ้วััชีพจร สายตาของฟางหานก็กวาดมองอาการของคนไข้อย่างละเอียด ชายชราหายใจหอบกระชั้น มีเสมหะเป็ฟองปนสีชมพูจาง ๆ ออกมาทางปาก ซึ่งเป็สัญญาณอันตรายขั้นวิกฤต
ใบหน้าของเขาซีดเผือดจนไร้สีเื เหงื่อกาฬไหลท่วมกาย ริมฝีปากเริ่มเปลี่ยนเป็สีม่วงคล้ำ และสติสัมปชัญญะหลุดลอยไปแล้ว
ััจากปลายนิ้วบ่งบอกว่า ชีพจรของคนไข้ขาด่ไม่เป็จังหวะ บางครั้งรวดเร็วรุนแรง แต่บางครั้งกลับเบาหวิวราวกับจะขาดใจ
"นี่คืออาการใจสั่น จัดอยู่ในกลุ่มอาการพร่อง!"
ฟางหานวินิจฉัยได้อย่างเด็ดขาด ในขณะที่ฝีเท้ายังคงวิ่งตามรถเข็น เขาะโสั่งการแพทย์ประจำบ้านหลี่เสียงดัง
"คนไข้อาการใจสั่น กลุ่มอาการพร่อง! ห้องฉุกเฉินห้องไหนว่าง? รีบเตรียมยาฉีดโสมเพื่อฉีดเข้าเส้นเือย่างช้า ๆ เตรียมเครื่องกระตุ้นหัวใจไว้ให้พร้อม ป้องกันภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน!"
"เอ่อ... คือ..." แพทย์ประจำบ้านหลี่ใจนอ้าปากค้าง ทำอะไรไม่ถูก
"มัวยืนอึ้งอะไรอยู่! ลืมคำสั่งของหมอเหมียวแล้วหรืออย่างไร? หากเกิดอะไรขึ้นผมจะเป็คนรับผิดชอบเอง!"
ฟางหานตวาดลั่น วินาทีแห่งชีวิตเช่นนี้เขาไม่มีเวลามาอธิบายอะไรทั้งนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือการซื้อเวลาให้หัวหน้าแผนกมาถึง
พยาบาลสาวที่อยู่ใกล้ ๆ ไม่เคยเห็นหน้าฟางหานมาก่อน เดิมทีเธอตั้งท่าจะดุที่เขามาสั่งการมั่ว ๆ แต่เมื่อเห็นท่าทางเกรงใจของแพทย์ประจำบ้านหลี่ เธอจึงรีบหุบปากทันที เธอรู้ดีว่าหากฟางหานกล้าสั่งแพทย์ประจำบ้านได้ขนาดนี้ย่อมไม่ใช่เด็กใหม่ธรรมดา หรือจะเป็หมอแลกเปลี่ยนระดับแพทย์เฉพาะทางที่อายุน้อยและหล่อเหลาขนาดนี้?
"นำคนไข้ไปห้องฉุกเฉินหมายเลขแปด! พยาบาลเตรียมอุปกรณ์ตามที่หมอฟางสั่งด่วน รองหัวหน้าฟางกำลังจะมาถึงแล้ว!"
เมื่อถูกฟางหานกดดัน แพทย์ประจำบ้านหลี่จึงจำต้องยอมปฏิบัติตามคำสั่งนั้น เพราะคำสั่งของหมอเหมียวที่ให้เชื่อฟังฟางหานยังคงดังก้องอยู่ในหัว หากเขาขัดคำสั่งแล้วเกิดการสูญเสีย ความรับผิดชอบทั้งหมดจะตกอยู่ที่เขาเพียงผู้เดียว
ทันทีที่เข็นรถเข้าสู่ห้องฉุกเฉินหมายเลขแปด ฟางเฮ่าหยางและหมอเหมียวก็รุดมาถึงพอดี
"สถานการณ์เป็อย่างไร?"
ฟางเฮ่าหยางเอ่ยถามพลางรีบเข้าตรวจชีพจรคนไข้ด้วยตนเอง
"อาการใจสั่นครับ ใบหน้าซีด ริมฝีปากม่วงคล้ำ ชีพจรมาไม่สม่ำเสมอทั้งความแรงและจังหวะ วินิจฉัยเบื้องต้นว่าเป็กลุ่มอาการพร่องครับ" ฟางหานรายงานอาการอย่างกระชับ
ฟางเฮ่าหยางพยักหน้ารับ เมื่อตรวจชีพจรและดูลักษณะฝ้าบนลิ้นเสร็จ เขาก็รีบสั่งการทันที
"เตรียมยาฉีดโสมและเครื่องกระตุ้นหัวใจด่วน! แจ้งแผนกอายุรกรรมให้มาปรึกษาเคสระหว่างแผนกเดี๋ยวนี้!"
ทว่า สิ้นคำสั่งของหัวหน้าแผนก พยาบาลก็ก้าวเข้ามาพร้อมเข็มฉีดยาที่มีน้ำยาพร้อมสรรพ
ฟางเฮ่าหยางชะงักไปครู่หนึ่ง "เตรียมพร้อมเร็วขนาดนี้เลยเหรอ?"
"หมอฟางเป็คนสั่งเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้วค่ะ" พยาบาลตอบพลางเริ่มฉีดยาเข้าเส้นเือย่างระมัดระวัง
"ฟางหาน?" ฟางเฮ่าหยางหันมามองฟางหานด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความทึ่ง เคสนี้อยู่ในระดับวิกฤตมาก การที่ฟางหานวินิจฉัยได้ถูกต้องก็นับว่ายอดเยี่ยมแล้ว แต่การที่เขาสามารถคาดการณ์แผนการรักษาและเตรียมการไว้พร้อมสับเช่นนี้... นี่มันเกินระดับนักศึกษาฝึกงานไปไกลโข ราวกับปีศาจในร่างมนุษย์ชัด ๆ