บทที่ 5 หากย้อนเวลากลับไปได้
หวนนึกไปถึงเหตุการณ์วิวาทเมื่อสี่ปีก่อน ครั้งนั้นเฉวี่ยต้วนเป็เพียงแม่ทัพหนุ่มอนาคตไกล ที่เพิ่งเสร็จศึกจากป้อมปราการอู่เวย ระหว่างที่เดินทางกลับเมืองหลวง ทหารน้ำดีถูกลอบโจมตีจากกองกำลังไม่ทราบฝ่าย ไม่นานนักทหารหมู่มากถูกสังหารอย่างโเี้ เว้นเสียแต่หลิวเฉวี่ยต้วนที่รอดกลับมาได้
หลังนำธงชัยกลับมาถึงเมืองหลวงได้อย่างปาฏิหาริย์ เฉวี่ยต้วนก็สืบเสาะหาตัวผู้บงการ กระทั่งพบความจริงประการหนึ่ง ว่าแท้จริงแล้ว ผู้ที่สั่งสังหารทหารผ่านศึกใต้บัญชาของเฉวี่ยต้วน รวมถึงสั่งสังหารเฉวี่ยต้วน คือกษัตริย์ผู้ปกครองแผ่นดิน ดั่งสำนวนที่ว่า เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล
ั้แ่นั้นเป็ต้นมาหลิวเฉวี่ยต้วนจึงผันตัวไปหนุนหลังอ๋องสาม ซึ่งเขาคนนี้ถูกตราหน้าว่าเป็หัวหน้ากองกำลังฏ ทรยศแผ่นดิน แต่นั่นก็เป็เพียงแค่ข่าวลือเท่านั้น จริงเท็จประการใดไม่มีผู้ใดกล้าพิสูจน์
การตัดสินใจเข้าไปหนุนหลังอ๋องสาม ทำให้หลิวเฉวี่ยต้วนถูกตราหน้าว่าเป็แม่ทัพฏ แม้ว่าเสียงเ่าั้จะเป็เสียงที่แ่เบามาก แต่ก็สร้างความรำคาญใจให้ฮูหยินน้อยจวนหลิวอย่างกู้เลี่ยงจินยิ่งนัก นางได้ยินมาว่า ผู้ใดเป็ฏย่อมไม่มีจุดจบที่ดี หากเป็ไปได้นางอยากให้สามีถอนตัวจากแผนครองแผ่นดินของอ๋องสามซะ
แต่่เวลานั้นเฉวี่ยต้วนใช่ว่ามีเส้นทางให้เลือกมากมายนัก หากเขาไม่เข้าร่วมกับฝ่ายอ๋องสาม ก็อาจจะถูกฮ่องเต้องค์ปัจจุบันฆ่าล้างตระกูลยามใดก็ได้ ในฐานะหัวหน้าตระกูล...หลิวเฉวี่ยต้วนไม่้าให้เกิดโศกนาฏกรรม อันบิดาของเฉวี่ยต้วนก็ตายตอนกลับจากสนามรบ แม้ผู้อื่นสรรเสริญว่านายท่านใหญ่หลิว เป็วีรบุรุษผู้กล้า แต่หลิวเฉวี่ยต้วนรู้ดีว่าบิดาของเขาถูกลอบสังหารจนตัวตายขณะเดินทางกลับจากทำา และคนที่จะสั่งสังหารแม่ทัพใต้บัญชาได้ง่ายดายเช่นนี้ จะเป็ใครไปได้ หากไม่ใช่ฮ่องเต้ผู้ปกครองแผ่นดิน
เฉวี่ยต้วนรู้ดีว่า...การเข้าร่วมกับฝ่ายกองกำลังฏของอ๋องสาม ไม่ใช่การตัดสินใจที่ดีนัก แต่การเป็แม่ทัพใหญ่ใต้บัญชาของฮ่องเต้ที่สั่งสังหารบิดาของตน เป็เื่ที่ดีกว่างั้นหรือ!!
ต่างฝ่ายต่างอธิบายในมุมมองของตนเอง และต่างฝ่ายต่างไม่มีใครเข้าใจใคร สุดท้ายแล้วบทสรุปของการทะเลาะวิวาทระหว่างสามีภรรยา ลงเอยด้วยการหย่าร้าง ซึ่งกู้เลี่ยงจินไม่ยินยอมให้ลูกของนางที่อาจเกิดขึ้นมาในอนาคต ต้องถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เจ็ดชั่วโคตรไปตามสกุลหลิวแน่นอน เพราะตัวนางรู้ดีว่า…โอกาสที่ฏจะยึดอำนาจได้สำเร็จมีเพียงริบหรี่ เรียกได้ว่ามีความเป็ไปได้ไม่ถึงหนึ่งในแปดส่วนเสียด้วยซ้ำ
ในตอนนั้นใช่ว่าหลิวเฉวี่ยต้วนไม่รักภรรยา เพียงแต่ว่าเขา...เตรียมตัวสำหรับทำการใหญ่ ในเมื่อภรรยากล้าหย่าขาด เขาก็กล้าลงนาม และกล้าปล่อยให้นางไปใช้ชีวิตตามที่นาง้า กู้เลี่ยงจินจากไปก็ดีเหมือนกัน ถ้าในอนาคตตระกูลหลิวช่วยอ๋องสามยึดอำนาจได้ล้มเหลว กู้เลี่ยงจินผู้หญิงคนเดียวที่เขารัก จะได้อยู่รอดปลอดภัยในใต้หล้า
แต่หากเฉวี่ยต้วนช่วยอ๋องสามยึดอำนาจได้สำเร็จ ถึงเวลานั้นต่อให้หลิวเฉวี่ยต้วนคนนี้ต้องพลิกผืนแผ่นดินตามหาภรรยา เขาก็ยินดีทำ!
กระทั่งหนึ่งปีผ่านไป…
หลิวเฉวี่ยต้วนหนุนหลังอ๋องสามขึ้นสู่ฐานอำนาจได้สำเร็จ จากเดิมเป็เพียงขุนนางผู้ถือตราตั้งต้าเจียงจวิน เป็แม่ทัพของแว่นแคว้น ตอนนี้ถูกประทานยศใหญ่ให้เป็ไคกั๋วกง ซึ่งเป็ตำแหน่งบรรดาศักดิ์สูงสุดของชั้นกง ขั้น 1 ชั้นรอง และเป็ตำแหน่งสูงสุดที่ขุนนางจะได้รับพระราชทานจากจักรพรรดิ
ดังนั้นการที่จะบอกว่า ขุนนางในราชสำนัก ทั้งหัวขาว ทั้งหัวดำ และขุนนางทุกชั้นยศ จะยำเกรงต่อบารมีของหลิวเฉวี่ยต้วนวัยเพียง 25 ปี ก็ไม่ใช่เื่แปลก เขาผู้นี้เป็กั๋วกงที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่มีผู้ใดกล้าครหา เพราะหลิวเฉวี่ยต้วนสร้างผลงานใหญ่ไว้เป็เครื่องยืนยัน
หลังเสร็จกิจธุระทุกอย่างของงานราชการ หลิวเฉวี่ยต้วนออกตามหาภรรยารักด้วยตัวเองนานหกเดือน ทว่ากลับไร้ซึ่งวี่แวว ไม่รู้ว่านางไปหลบอยู่ที่มุมไหนของแว่นแคว้น และเฉวี่ยต้วนเชื่อว่าตัวเขาเองมีอำนาจล้นมือเพียงนี้ ไม่มีทางที่จะตามหาภรรยาเพียงคนเดียวไม่พบ เพราะคิดอย่างนี้ จึงไม่ละความพยายามที่จะตามหากู้เลี่ยงจิน
กระทั่งเวลาล่วงเลยมาถึงปัจจุบัน หลิวเฉวี่ยต้วนอายุย่าง 28 ปี ได้รับจดหมายปริศนาส่งถึงจวนหลิว และเพิ่งทราบว่า แท้จริงจดหมายฉบับนี้เขียนถึงตนั้แ่หกเดือนก่อน เพียงแต่ว่ายุ่งยากกับงานราชการเกินไป จนลืมให้ความสำคัญกับกองจดหมาย เพราะแต่เดิมจวนหลิวมักมีจดหมายรัก จากสตรีน้อยใหญ่ในแว่นแคว้นเขียนมาถึง นี่จึงเป็อีกเหตุผลที่เฉวี่ยต้วนไม่ค่อยให้ความสนใจกับจดหมายพวกนั้น
กระทั่งได้เปิดอ่านเมื่อไม่นานมานี้ จึงทราบว่าจดหมายฉบับนี้ เป็ชวงเถาซึ่งนางมีสถานะเป็อดีตสาวใช้ของเลี่ยงจิน เจียดเงินไปจ้างนักกวีเฒ่าเขียนอักษรบอกเล่าทุกเื่ราวให้เฉวี่ยต้วนได้รับรู้ ด้วยเหตุนี้เฉวี่ยต้วนจึงเร่งรุดให้ตงฉือเร่งออกเดินทางไปยังตำบลหนานเฉิง เพื่อไปรับตัวบุตรสาวเพียงคนเดียวของเขากลับมา
ครั้งแรกที่อ่านใจความในจดหมาย ยอมรับว่าเฉวี่ยต้วนต้องเผชิญกับความเสียใจที่มีความดีใจปะปนอยู่ เสียใจที่ตนเองไม่อาจพาภรรยากลับจวนได้ เสียใจที่ตนเองทำพลาดไป หากย้อนเวลากลับไปได้...เฉวี่ยต้วนจะเลือกทำตามแผนเดิม เพียงแต่ว่าจะไม่ยอมหย่ากับนางเด็ดขาด และไม่ยอมให้นางจากไปเด็ดขาด เขาสำนึกแล้วว่าสิ่งที่ตนเองได้ตัดสินใจในอดีต...มันผิดมหันต์
แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้เฉวี่ยต้วนเกิดแสงสว่างในใจ คือเืเนื้อเชื้อไขที่ภรรยาทิ้งไว้ แม้จะเป็เพียงลูกสาว เฉวี่ยต้วนก็ยินดีอ้าแขนรับนางเข้าจวนหลิวอย่างเต็มใจ เมื่อได้อ่านอักษรคำว่า 'ถงหลี' ในจดหมาย เฉวี่ยต้วนก็ยิ่งซาบซึ้งเข้าไปใหญ่ นั่นมันชี้ชัดแล้วว่าในใจของกู้เลี่ยงจินยังมีความรักให้กับสามีคนนี้อยู่ แม้แต่ชื่อของบุตรสาวยังเป็ชื่อที่เฉวี่ยต้วนเคยลั่นวาจาไว้
ตำบลหนานเฉิงตั้งอยู่ในหุบเขาที่ถูกตัดขาดจากสังคมภายนอก คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นั้นส่วนใหญ่จะเป็พรานป่า ส่วนพวกผู้หญิงจะหาสมุนไพรป่ามาขาย แล้วจะมีพวกพ่อค้าคนกลางเข้ามารับตัวยา นำไปขายต่อตามหัวเมืองต่าง ๆ เพื่อเกร็งกำไรอีกทอดหนึ่ง เพราะสถานที่แห่งนี้ไม่เคยปรากฏอยู่ในแผ่นที่ เฉวี่ยต้วนจึงตามหาเลี่ยงจินไม่พบสักที...
ที่แท้ตลอดหลายปีมานี้นางอยู่ที่นั่น เชื่อว่าตัวนางก็คงไม่รับรู้กระแสข่าวจากโลกภายนอกเช่นเดียวกัน เพราะหากเลี่ยงจินรู้ว่าเฉวี่ยต้วนช่วยอ๋องสามยึดอำนาจได้สำเร็จ นางน่าจะพาลูกสาวตัวน้อย ๆ มาปรากฏตัวที่ประตูจวนหลิวตั้งนานแล้ว
น่าเสียดาย…
ที่ไม่มีโอกาสได้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตา…
.
.
“คารวะนายท่าน” เสียงของเสิ่นเจียอี้ดังขึ้น พร้อมกับหยุดเท้ากะทันหัน หากไม่ใช่เพราะนายท่านปรากฏตัวขึ้นเสียก่อน เสิ่นเจียอี้คนนี้คงต้องวิ่งตามคุณหนูไปอีกหลายชั่วยาม
“คารวะนายท่าน” ถงหลีเหลือบเห็นพี่ชายเจียอี้ประสานมือคำนับอย่างนอบน้อม ถงหลีไม่รู้ว่าคนผู้นี้มีสถานะใด ตัวนางจึงไม่เกียจคร้านที่จะเรียนแบบท่าทางของเสิ่นเจียอี้ เพราะถือคติที่ว่า หากเลือกที่จะอยู่ในร่างมนุษย์แล้วฉันใด ก็ต้องเรียนแบบการเป็มนุษย์ ให้กลมกลืนกับคนที่นี่ให้ได้มากที่สุดฉันนั้น
“เรียกข้าท่านพ่อ!” น้ำเสียงแ่พร่าเอ่ยขึ้นมาชี้นำ
ขณะเดียวกันก็ยื่นมือสากกร้าน ที่ถนัดถือเพียงกระบี่ลงไปลูบหัวทุยของบุตรสาวจนผมหน้าม้าแตก ถงหลีไม่ชอบให้ผู้ใดมาเกาะแกะกับศีรษะของนาง เพราะการกระทำเช่นนี้ให้ความรู้สึกว่านางเป็เพียงสัตว์เลี้ยงตัวหนึ่ง! แม้จะอยู่ในกายหยาบของมนุษย์ และพยายามปรับตัวต่อพฤติกรรมของมนุษย์เพียงใด แต่ิญญาเสี้ยวหนึ่งของถงหลี ก็ยังเป็ัดินต้าจี๋ที่ยังโตไม่เต็มวัย ตัวนางไม่เคยได้รับความอบอุ่นจากบิดามารดา จึงไม่รู้ว่าการลูบหัว หมายถึงความรักความเอ็นดูที่คนเป็พ่ออยากจะมอบให้
แต่เดิมพวกเผ่าั หากเป็คนในครอบครัวจะแสดงความรักแก่กัน...ด้วยการเอาศีรษะมาคลอเคลียกับศีรษะของอีกฝ่ายถึงจะถูก แต่นั่นก็เป็เพียงพิธีรีตองของเผ่าปีศาจเท่านั้น จะเหมารวมเอามาใช้ในแดนมนุษย์ไม่ได้
“หลิว-ถง-หลี นี่เ้า!” เฉวี่ยต้วนเสียความมั่นใจยิ่งนัก เมื่อมือเล็ก ๆ ของบุตรสาวรีบยกขึ้นมาปัดเรือนผมหลัด ๆ คล้ายรังเกียจที่ถูกบิดาแตะเนื้อต้องตัว ด้านเฉวี่ยต้วนนั้นคิดไปไกล เพราะั้แ่มีอำนาจกั๋วกงอยู่ในมือ ก็ไม่เคยมีผู้ใดกล้าทำให้เสียหน้ามาก่อน
“ถงหลีไม่ชอบให้ผู้ใดลูบหัว ถงหลีไม่ใช่สุนัข เช่นนั้นเปลี่ยนมาจับมือได้หรือไม่”
เด็กน้อยไม่สนใจท่าทีโมโหโอหังของบิดา นางเพียงจัดแต่งทรงผมให้หน้าม้าเรียบและเรียงสวยเสมอกัน เพราะกว่าอวี่เอ๋อร์จะทำผมทรงนี้ให้ถงหลีได้งามปานนี้ ใช้เวลาไม่น้อยเลยจริง ๆ อย่างนั้นท่านพ่อไม่มีสิทธิ์มาทำลายความตั้งใจของอวี่เอ๋อร์ ยิ่งไม่มีสิทธิ์มาทำลายความงดงามของถงหลีด้วยเช่นกัน
นี่คือสิ่งที่เด็กหญิงพร่ำพูดอยู่ในใจ ก่อนจะคว้านิ้วสั้นป้อม จับหมับเข้าที่นิ้วมือหยาบกร้านของบิดา วินาทีนี้ไออุ่นจากนิ้วมือเล็ก เชื่อมััฉับพลัน มันแล่นรัวขึ้นไปถึงคลื่นหัวใจของเฉวี่ยต้วนราวมีเส้นสายฟ้าสถิต
“เ้าแค่ไม่ชอบถูกลูบหัว แต่มิได้รังเกียจบิดาของตัวเองใช่หรือไม่?”
เฉวี่ยต้วนปรับโทนเสียงให้เบาลง เมื่อรู้ตัวว่าเมื่อครู่เป็ตัวเขาเอง...ที่วู่วามและเข้าใจผิดคิดไปเอง ว่าบุตรสาวรังเกียจบิดาที่ทอดทิ้งนางกับมารดาของนาง
“เหตุใดถงหลีต้องรังเกียจบิดาของตนเองด้วยเล่า?”
เด็กหญิงฟังอย่างนั้นก็เอียงหัวสงสัยไปกันใหญ่ แม้นางเป็ัดิน แต่ก็ไม่ได้มีพร์จำพวกหยั่งรู้อนาคต และสามารถคาดเดาสิ่งที่อยู่ในใจคนอื่นได้ จะมีก็แค่ความสามารถในการดมกลิ่นเท่านั้น ต่อให้ต้าจี๋จะสามารถรับรู้ความทรงจำของร่างนี้ได้ทั้งหมด แต่แล้วมันมีประโยชน์อะไรเล่า เพราะถงหลีในร่างนี้ ไม่มีความทรงจำใด ๆ เกี่ยวกับบิดาเลย
ความทรงจำอันหลากหลายของร่างนี้ มีเพียงท่านแม่ผู้เดียวเท่านั้น…
และยังจำได้อีกว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา กู้เลี่ยงจินที่เป็มารดาของถงหลี นางไม่ค่อยพูดเื่ของบิดาให้ลูกสาวฟังเลย และตอนนั้นถงหลีก็ยังเด็กเกินกว่าจะถามถึงเื่พ่อของตัวเอง
‘แต่เหตุใด! ท่านพ่อของถงหลีถึงได้มีกลิ่นอายของความชั่วร้ายหนาคลุ้ง’
'ตกลงว่า! ท่านพ่อของถงหลีเป็คนดี หรือเป็คนไม่ดีกันแน่นะ!'