ลู่เทียนฉีที่บอกลู่เฟยถึงเื่การแต่งตั้งในวันพรุ่งนี้งานพิธีจัดขึ้นยามเช้าแสงแดดอ่อนๆไปจนถึงเพียงแค่เที่ยงวันเป็พิธีที่ไม่ได้ยิ่งใหญ่หรูหราอันใดเป็เพียงการแต่งตั้งโดยการเชื้อเชิญผู้คนมาร่วมเป็สักขีพยานไม่เพียงมีแค่คนในตระกูลลู่ต่างมีผู้คนในเมืองกระบี่เขียวมากมายพอสมควร และรวมถึงแขกกิตติมศักดิ์ที่ลู่เทียนฉีบอกให้ผู้อวุโสในตระกูลไปส่งเทียบเชิญด้วยตัวเองมาก่อนหน้านี้หลายวันแล้วนั่นก็คือสองตระกูลใหญ่จอมยุทธ์ในเมืองกระบี่เขียวมีสามตระกูลใหญ่ที่เป็ผู้ฝึกวิถีวรยุทธ์แต่ก็ไม่ใช่ว่าผู้ฝึกยุทธ์จะมีเพียงคนในสามตระกูลนี้ภายในเมืองกระบี่เขียวก็ต่างมีผู้ฝึกฝนพลังยุทธ์มากมายเพราะว่านี่คือโลกที่มีพลังยุทธ์เป็หลักพลังนำมาซึ่งอำนาจผู้ที่แข็งแกร่งก็จะอยู่เหนือผู้ที่อ่อนด้อยกว่าและผู้ที่ปกครองผู้แข็งแกร่งก็คือผู้ที่แข็งแกร่งกว่า
ลู่เฟยได้ฟังเื่ของอีกสองตระกูลจอมยุทธ์มาอย่างละเอียดแล้วในเมืองกระบี่เขียวตระกูลจอมยุทธ์ใหญ่มีทั้งหมดสามพรรค ตระกูลลู่ ตระกูลหนิงตระกูลฟง ถึงจะเรียกได้ว่าเป็พรรคตระกูลใหญ่ทั้งสามหากแต่ว่าขุมกำลังนั้นกลับแตกต่างกันอย่างมากตระกูลฟงมีขุมกำลังแข็งแกร่งที่สุด รองลงมาคือตระกูลลู่ ส่วนทิ้งท้ายคือตระกูลหนิงตระกูลลู่ที่มีเจ็ดผู้อวุโสใหญ่สิบปรมาจารย์ลู่เทียนฉีถึงกับบอกกับมันว่าไม่อาจนำไปเทียบเปรียบกับตระกูลฟงได้ด้วยซ้ำไม่อาจก่อทำเื่บาดหมางกับตระกูลนี้เด็ดขาดไม่อย่างนั้นผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุดย่อมไม่อาจคาดคิดได้ส่วนตระกูลหนิงที่ทิ้งท้ายแต่ก็ไม่ได้ห่างไกลกับขุมกำลังตระกูลลู่มากมายนักสองตระกูลต่างก็ส่งของมีค่ามากมายไปให้กับตระกูลฟงบ่อยครั้งเพื่อที่ว่าหากมิใช่มิตรก็ควรอย่าเป็ศัตรู
เวลาก็ล่วงผ่านมาจากหลายชั่วยามท้องฟ้าจากมืดมิดก็เริ่มกลายเป็มืดสลัวใกล้เช้าปกติยามนี้ผู้คนต่างก็ไม่เพ่นพ่านไปมามากนักแต่ตอนนี้ภายในลานกว้างตระกูลลู่ก็ต่างมีผู้คนมากหน้าหลายตาอยู่ไม่น้อยพวกมันบ้างก็ออกเดินทางั้แ่ยามค่ำจนมาถึงยามเช้าบ้างก็บ้านของมันไม่ห่างจากตระกูลลู่นักที่พวกมันมากันเร็วไวปานนี้ไม่ใช่เื่แปลกอันใดผู้คนที่มาก็ล้วนเป็จอมยุทธ์ทั้งสิ้นพวกมันก็ต่างอยากจะเห็นขุมกำลังของสามพรรคตระกูลใหญ่บ้างก็มาเพื่อที่จะสร้างความสัมพันธ์หรือประจบประแจงต่างๆนาๆตระกูลลู่อยู่บนูเาการที่จะเดินทางมานั้นยากลำบากแต่ก็มีผู้คนมาไวปานนี้ถือว่างานนี้ผู้คนต่างก็ให้ความสนใจไม่น้อย
‘เอี๊ยด’เสียงเปิดประตูอย่างแ่เบาตามมาด้วยหญิงสาวมู่ไฉซูนางเดินไปเปิดผ้าม่านเหมือนกับที่นางทำทุกวันแต่วันนี้นางจะต้องปลุกลู่เฟยมู่ไฉซูไม่ปลุกเด็กหนุ่มทันที นางเห็นลู่เฟยนอนขดตัวห่มผ้านางก็แย้มยิ้มเล็กน้อย
หญิงสาวใช้เข่าขวาวางลงเตียงแล้วจึงโน้มตัวไปใช้มือขวาของนางไปดึงแก้มของลู่เฟยอย่างบางเบานางก็ยิ้มแย้มไปด้วย
“อ๊ะ” หญิงสาวส่งเสียงร้องเบาด้วยความใ
ลู่เฟยมันคว้ามือของนางที่อยู่บนใบหน้าตนแล้วกระชากดึงเข้าหาตัวเองทำให้นางที่ผยุงไว้ด้วยเข่าข้างเดียวต้องล้มนอนลงไปทับบนตัวของมัน“พี่หญิง กลั่นแกล้งข้ายามหลับอีกแล้วถ้าหากข้าหลับต่ออีกนิดท่านจะทำอันใดต่อหรือ?”
แน่นอนว่าลู่เฟยมันนั้นตื่นมานานแล้วมันเพียงแกล้งหลับทำตามสันดานเดิมของมันที่อดจะแกล้งหญิงสาวไม่ได้แล้วครั้งนี้หญิงสาวก็ตกหลุมพลางของมันอีกครั้งเรียกได้ว่าเป็ไปตามแผนการอันเ้าเล่ห์ของมัน
มู่ไฉซูก็เป็ไปตามที่มันคาดไว้นางก็เอ่ยคำอะไรไม่ออกสักนิดหน้าแดงแจ๋พยายามหลบหน้าออกจากมัน
“อะหื้ม” เสียงไอต่ำทุ้ม
เมื่อลู่เฟยได้ยินมันจึงเหลียวมองไปทางต้นตอเสียงมันนั้นแทบจะรีบปล่อยตัวมู่ไฉซูไม่ทัน
( ° △ °|||) “ฮ่า ฮ่า”ลู่เฟยหัวเราะเจื่อนพร้อมเอ่ยวาจา “สวัสดีท่านอาสบายดีหรือไม่” มันแสดงสีหน้าเรียบนิ่งเอ่ยคำเหมือนกับว่าเหตุการณ์เมื่อกี้ไม่เคยเกิดขึ้น
บุรุษวัยกลางคนผู้นี้คือมู่หวังเฟิงพ่อของมู่ไฉซูมันสวมอาภรณ์ยาวสีขาวล้วนทั้งตัว เส้นผมยาวดำขลับมันมีส่วนสูงเกือบหกฟุตรูปร่างธรรมดาไม่ผอมไม่อ้วนเรียวคิ้วดำคมใบหน้ากระจ่างไม่มีรอยเหี่ยวย่นราวกับคนที่อายุไม่ถึงสามสิบปีแต่อายุของมันนั้นเกือบจะสี่สิบเข้าไปแล้วดูไปก็ไม่ต่างจากผู้ดีจากตระกูลราชวงศ์ รู้ได้เลยว่ามันผู้นี้เป็คนที่มีระเบียบเรียบร้อยปานใด
“ข้าสบายดี ข้าขอบคุณนายน้อยที่คอยดูแลลูกสาวของข้าอย่างดี” มู่หวังเฟิงเอ่ยพร้อมกับรอยยิ้ม
ก่อนที่จะเป็มู่ไฉซูคอยดูแลลู่เฟยก็เป็มันมู่หวังเฟิงที่คอยดูแลเด็กหนุ่มอยู่ตลอดสิบปีก่อนที่จะเป็หน้าที่ของหญิงสาวเรียกได้ว่ามันเลี้ยงดูเด็กหนุ่มเหมือนกับว่าเป็ลูกตัวเองลู่เทียนฉีก็มาดูแลเด็กหนุ่มบ่อยครั้งแต่ไม่อาจนำมาเทียบเปรียบกับมู่หวังเฟิงได้
นับั้แ่ที่ลู่เฟยฟื้นตื่นขึ้นมาในความทรงจำตลอดครึ่งปีก็มีมู่หวังเฟิงมาหาบ้างแต่ไม่บ่อยนักแต่ครั้งนี้เป็การได้พบเจอด้วยตาตนเองเป็ครั้งแรกดูภายนอกมันก็เป็คนที่น่านับถือภายในแววตาก็ไม่มีความคิดร้ายเจตนาไม่ดีอันใดแฝงอยู่มีเพียงความอ่อนโยนที่เหมือนกับแววตามู่ไฉซูเรียกได้ว่าที่หญิงสาวมู่ไฉซูอ่อนโยนเมตตาเช่นนี้ก็เพราะว่าได้มาจากพ่อของนางสั่งสอนมาเป็อย่างดี
“ท่านพ่อ วาจาของน้องเฟยเมื่อครู่ล้วนเป็คำโป้ปดข้าต่างหากที่เป็ฝ่ายถูกกลั่นแกล้ง” หญิงสาวรีบเอ่ยแก้ความด้วยใบหน้าแดงก่ำ
“ฮ่าฮ่า พวกเ้าสองคนสนิทกันก็ดีแล้วจะใครแกล้งใครล้วนไม่ใช่เื่อันใด”มู่หวังเฟิงเอ่ยคำพร้อมกับแสดงร้อยยิ้มนุ่มนวล
มู่หวังเฟิงเอ่ยต่อ “ผู้คนต่างพากันมามากมายแล้ว เตรียมตัวให้ไวเลย” กล่าวจบมันก็นำอาภรณ์แขนขายาวสีดำลวดลายสีม่วงตราของผู้นำตระกูลที่เหมือนกับลู่เทียนฉีใส่แต่เพียงแค่ตราคนละสีลู่เฟยมักใส่ชุดสีม่วงลวดลายตราที่ปักจึงเป็สีม่วง
เวลาก็ผ่านไปไม่นานลู่เฟยก็เตรียมตัวเสร็จทุกอย่างมันสวมอาภรณ์ที่มู่หวังเฟิงเตรียมให้แล้ว “เป็ไงบ้างพี่หญิง ข้าดูหล่อเหลาหรือไม่”กล่าวจบมันก็ยืนหันซ้ายหันขวาเก๊กท่าพิลึกพิลั่นเปลี่ยนไปมา
“ฮิฮิ” หญิงสาวไม่เอ่ยอันใดเพียงหัวเราะคิกคัก
“นายน้อย ดูดียิ่ง” มู่หวังเฟิงเอ่ย
“ถ้าอย่างนั้น ไปกันเถอะ” ลู่เฟยเอ่ย
“ข้าจะพาไปหาท่านผู้นำตระกูล เชิญตามข้ามา”มู่หวังเฟิงเอ่ย
ลู่เฟยทำสีหน้าครุ่นคิดพลางเอ่ย “แล้วพี่หญิงเล่า ไปกับข้าได้หรือ”
มู่หวังเฟิงเอ่ยตอบ “พิธีการไม่นานอันใดเพียงไม่ถึงครึ่งชั่วยามด้วยซ้ำหลังจากนั้นก็เป็การพบปะพูดคุยกับผู้คนเมื่อถึงตอนนั้นนายน้อยจะให้ซูเอ๋อร์ติดตามไปด้วยก็ไม่มีปัญหาอันใดถึงท่านผู้นำจะบอกไปแล้วแต่ก็อย่าลืมพวกเ้าทั้งสองก็ดูแลกันให้ดีที่สำคัญที่สุดคือมิอาจสร้างความบาดหมางกับผู้ใดก็ตาม”
“ข้าเข้าใจแล้วท่านอา”ลู่เฟยเอ่ยอย่างหนักแน่นมันรู้ดีว่าที่พ่อของมันกับมู่หวังเฟิงต่างกระชับเื่นี้เป็พิเศษก็เพราะว่าจะอย่างไรมันก็ต้องอดทนต่อสายตาหรือคำพูดบางคำที่เสียดสีดูิ่ตัวมันแต่ก็ต้องไม่ทำอันใดวู่วามไม่อาจสร้างศัตรู