บทที่ 46 ปีศาจนางไม้สิงร่าง (รีไรท์)
“พี่รอง!”
ตอนที่เสิ่นทิงหงรู้ว่าเสิ่นทิงอู่เป็นคนเอาอาหารเข้าไปส่งก็รีบวิ่งมา แต่ว่าปากของคนคนนี้ราวกับปืนลำแสง คิดจะยั้งก็ยั้งไม่อยู่
“ทำไมเหรอน้องเล็ก” เสิ่นทิงอู่มองไปทางเสิ่นทิงหงด้วยสีหน้าสงสัย
“เฮ้อ… ไม่มีอะไรค่ะ หนูมีเรื่องอยากถามเยี่ยเสิ่นเหยียนนิดหน่อย พี่ออกไปก่อนนะ” เสิ่นทิงหงคิดไปคิดมาก็คิดว่าสารภาพกับเยี่ยเสิ่นเหยียนไว้ก่อนจะดีกว่า เลยพูดขึ้น
“ให้พี่อยู่ด้วยดีกว่า เธอเป็นผู้หญิงอยู่กับเขาลำพังมันไม่ปลอดภัย” เสิ่นทิงอู่บอก
เสิ่นทิงหงได้ฟังคำพูดนี้ก็ทนไม่ไหว ถึงกับกรอกตา “พี่รอง เขาอยู่ในสภาพนี้แล้ว…”
คำพูดหลังจากนั้นก็ไม่จำเป็นต้องพูดต่อแล้ว ความหมายนั้นสามารถเข้าใจได้โดยไม่ต้องเอ่ยปาก
เสิ่นทิงอู่มีปฏิกิริยาตอบกลับเหมือนกัน ได้แต่เกาหลังศีรษะตัวเอง “เหมือนจะเป็นงั้นนะ”
พี่ชายน้องสาวทั้งคู่ คนนั้นพูดคนนี้ตอบ ไม่ต่างกับเห็นเยี่ยเสิ่นเหยียนเป็นคนพิการไปแล้วโดยไม่ทันได้คิดถึงใจคนเจ็บแม้แต่น้อย
เยี่ยเสิ่นเหยียนถือชามหมูตุ๋นอยู่ในมือ ชั่วครู่นั้นก็รู้สึกว้าวุ่นขึ้นมาว่าเกิดอะไรขึ้น
“งั้นพี่ออกไปก่อนนะ” พูดจบ เสิ่นทิงอู่ก็เดินออกไปทันที
เสิ่นทิงหงเดินเข้าไปตรงหน้าเยี่ยเสิ่นเหยียนด้วยความกระดากอายเล็กน้อย
“คือว่า…”
เยี่ยเสิ่นเหยียนเลิกคิ้ว “เธออยากจะพูดอะไร”
“คือเรื่องหมูป่าน่ะ…” เสิ่นทิงหงชี้ไปที่กีบหมูในชามที่เขาถืออยู่
“อ่อ!” เยี่ยเสิ่นเหยียนพยักหนัก แล้วรอให้เธอพูดต่อ ไม่ต่างกับตอนที่เขาฝึกทหารใหม่ในกรม
“อะแฮ่ คือฉันบอกกับพวกเขาไปว่า ฉันไปเจอคุณแล้วคุณก็ช่วยฉันแบกกลับมาน่ะ”
เสิ่นทิงหงหลับตาปี๋ หัวจะอยู่หรือหัวจะหายก็แค่ดาบเดียวนี้แหละ
ยังไงก็ไม่สามารถไปอธิบายให้พ่อแม่ฟังได้ เธอไม่คิดที่จะเปิดเผยเรื่องห้วงมิติของตัวเองออกไปแม้แต่น้อย
“อ่อ ทำไมฉันถึงไม่รู้เรื่องเลยล่ะ” เยี่ยเสิ่นเหยียนพูดไม่ออก ตอนนั้นตัวเขาน่าจะออกไปทำภารกิจอยู่ เด็กคนนี้สามารถใช้ตัวเขาเป็นโล่กำบังได้ ถือว่าร้ายไม่เบา
“ไอหยา คือว่าฉันล่าหมูป่าได้บนภูเขา และคิดหาวิธีหลบคนอื่นเพื่อเอากลับมาเองได้ แต่พ่อแม่เขาไม่เชื่อ ฉันเลยบอกไปว่ามีคุณช่วย ยังไงก็แล้วแต่ คุณห้ามหลุดพูดไปล่ะ”
เสิ่นทิงหงรู้สึกว่าตัวเองได้ตายไปแล้ว แต่ว่าการตายต่อหน้าคนคนเดียวย่อมดีกว่าไปตายต่อหน้าคนทั้งบ้านหน่อยนึงแหละน่า ใครจะไปคิดว่าการตบหน้าจะมาถึงเร็วขนาดนี้เล่า
ขอร้องล่ะ เดิมทีเธอคิดว่าพอปล่อยให้เวลาผ่านไปสักพัก พ่อแม่เธอก็จะลืมเรื่องนี้ ใครจะไปคิดว่าไม่กี่วันมันจะกลับตาลปัตรแบบนี้
“นี่เธอกำลังเอาอย่างระบบสังคมนิยมนะ” จู่ ๆ เยี่ยเสิ่นเหยียนก็เกิดความคิดที่จะหยอกเธอเล่น จึงพูดขึ้นอย่างจริงจัง
เสิ่นทิงหงชี้ไปที่กีบหมูในมือเยี่ยเสิ่นเหยียนอย่างไม่ใส่ใจ “คุณก็เอาไปเหมือนกัน”
เยี่ยเสิ่นเหยียน ‘…ก่อนหน้านี้ทำไมถึงไม่รู้เลยว่าเด็กคนนี้ปากเก่งได้ขนาดนี้’
ภาพจำที่เขามีต่อเสิ่นทิงหงนั้นมีไม่มาก เมื่อครั้งที่มีการตกลงหมั้นหมายก็คือครั้งที่ได้พบกันก่อนจะได้เจอกันที่โรงเรียนเมื่อคราวก่อน
เธอมองเขาด้วยใบหน้าที่แดงก่ำ ไม่กล้าพูดออกมาสักคำ
เมื่อพบเธออีกครั้งก็คือที่โรงเรียน เธอได้ตอกกลับทุกคนที่สงสัยในตัวเธอ
หากจะบอกว่าที่เปลี่ยนแปลงไปมากขนาดนั้น เป็นเพราะเธอรู้สึกเขินอายเวลาที่เจอเขา ก็สมเหตุสมผลอยู่ แต่คราวนี้อยู่กับเธอเพียงลำพัง เยี่ยเสิ่นเหยียนรู้สึกว่าตัวเองมองไม่เห็นความชื่นชอบในตัวเขาได้จากสายตาของเธอเลย
หรืออาจบอกได้ว่า จริง ๆ แล้วเสิ่นทิงหงไม่ได้ชื่นชอบเขาเลย แต่ก่อนหน้านี้ที่เธอเขินอายจนหน้าแดงตอนเจอเขาก็เป็นเธอจริง ๆ
สุดท้ายเยี่ยเสิ่นเหยียนรู้สึกว่า ไม่แน่ว่าเด็กคนนี้อาจถูกผีสางนางไม้บนภูเขาสิงร่างอยู่
แม้ว่าตอนนี้จะไม่ได้รับอนุญาตให้พูดถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับระบบศักดินาและไสยศาสตร์ แต่ทุกครั้งเวลาที่พวกเขาออกไปปฏิบัติงานยังต้องขอพรกับพระเจ้าให้คุ้มครองให้พวกเขาเดินทางราบรื่น
อีกอย่างหากพูดถึงเรื่องหมูป่านั้น ถ้าเด็กนี่โดนปีศาจนางไม้เข้าสิงขึ้นมาจริง ที่เธอสามารถแบกหมูป่ากลับมาได้ก็ถือว่าปกติ
เสิ่นทิงหงไม่รู้ตัวสักนิดว่าเวลานี้เยี่ยเสิ่นเหยียนกำลังเดาว่าตัวเองเป็นปีศาจอะไรเถือกนั้น
เห็นท่าทางเขาแบบนี้ก็คิดว่าตัวเองพูดสำเร็จแล้ว เสิ่นทิงหงจึงพูดว่า “‘งั้นคุณก็ดื่มเถอะ ฉันออกไปก่อนล่ะ”
เห็นเสิ่นทิงหงหมุนตัวออกไป เยี่ยเสิ่นเหยียนก็เริ่มกินกีบหมูป่า
ต้องบอกว่าฝีมือขอคุณป้าหลิวนั้นเยี่ยมมาก ฝีมือดีกว่าพวกเรียนทำอาหารในกรมมากจริง ๆ
พอเสิ่นทิงหงจากห้องก็ปะทะเข้ากับสายตาหลายคู่ที่มองมา ทุกคนล้วนอยู่กันที่ห้องโถง เสิ่นทิงหงถูกจ้องจนรู้สึกเก้อเขิน
“นีเอ๋อร์ มากินข้าวเถอะ” หลิวเยว่พูด
เสิ่นทิงหงรู้สึกว่าแม่ของเธอมีอาการของคนขี้นินทาอยู่เล็กน้อย
“นีเอ๋อร์ เยี่ยเสิ่นเหยียนบาดเจ็บแบบนี้ ลูกคิดว่าไง” เสิ่นต้าเฉียงถามขึ้น
อย่างไรก่อนหน้านี้ลูกสาวตัวเองก็ดูเหมือนจะชอบเจ้าเด็กนี่อยู่พอสมควร ครั้งนี้จึงอดรู้สึกเป็นห่วงความรู้สึกของเธอไม่ได้
“หืม..” เสิ่นทิงหงกำลังหยิบชาม พอถูกถามขึ้นจึงสับสนเล็กน้อย
ครั้นเห็นสายตาเป็นกังวลของคนทั้งบ้าน เสิ่นทิงหงก็เข้าใจทันที
“ไม่มีอะไรนี่คะ ดูเขาก็ไม่ได้เป็นอะไรร้ายแรง พักฟื้นแล้วก็จะดีขึ้น”
เสิ่นต้าเฉียงพยักหน้า แล้วไม่ได้พูดอะไรต่อ
วันต่อ ๆ มาหลังจากนั้นค่อนข้างน่าเบื่อ
เสิ่นทิงเหวินได้พักร้อนแล้ว แต่เพราะเยี่ยเสิ่นเหยียนอยู่ที่บ้าน จะทำอะไรจึงไม่ค่อยสะดวกนัก ที่บ้านจำต้องมีใครสักคนอยู่ด้วย
แต่ให้เสิ่นทิงหงเป็นคนดูแลก็ไม่ค่อยสะดวก ตอนนี้ไม่ว่าเขาจะกินดื่มหรือทำอะไรก็ต้องมีคนคอยดูแล อย่างอื่นยังพอได้ แต่เรื่องเข้าห้องน้ำพวกนี้เสิ่นทิงหงช่วยดูแลไม่ได้
ดังนั้นเสิ่นทิงเหวินจึงต้องอยู่บ้าน มันทำให้เสิ่นทิงหงรู้สึกเป็นอิสระ
พอเธอรู้สึกเบื่อก็จะหาอะไรมาทำ
เสิ่นทิงหงกำลังคิดว่าจะออกไปข้างนอก แล้วเสิ่นชิงชิงก็มาหาพอดี
ช่วงนี้เสิ่นชิงชิงเองก็ต้องคอยช่วยที่บ้านทำนู่นทำนี่จนหัวหมุน เลยไม่มีเวลามาหาเสิ่นทิงหง ต่อให้เป็นลูกสาวของหัวหน้าหมู่บ้าน เสิ่นเว่ยจวินก็ปฏิบัติกับเธออย่างดี แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีชีวิตที่ดีอย่างเสิ่นทิงหง งานอะไรก็ไม่ต้องทำ
ถึงจะไม่ให้เธอออกไปลงแรงข้างนอก แต่งานบ้านก็ยกให้เธอทำทั้งหมด
“ทิงหง พวกเราเข้าไปเล่นในเมืองกันเถอะ”
เสิ่นชิงชิงเป็นคนกระตือรือร้น ไม่ทันได้เห็นคนก็ได้ยินเสียงของเธอมาก่อนแล้ว
รอจนเธอที่ไม่เหลือภาพพจน์วิ่งเข้ามาในลานบ้านเสิ่นถึงพบว่าในลานบ้านไม่ได้มีแค่เสิ่นทิงหง แต่ยังมีเสิ่นทิงเหวิน และเยี่ยเสิ่นเหยียนที่ถูก ‘ย้าย’ ออกมาด้วย
ชั่วขณะนั้นจึงรู้สึกกระดากใจอยู่เล็กน้อย โดยเฉพาะจังหวะที่มองเห็นเสิ่นทิงเหวินนั้น ก็รีบปิดปากหุบฟันทันที
“เอ่อ… คือว่าทิงหง วันนี้ฉันไม่มีธุระอะไร พวกเราไปเดินเล่นกันเถอะ”
เห็นท่าทางเก้อเขินของเสิ่นชิงชิง ทำให้เสิ่นทิงหงรู้สึกเหมือนจะได้กลิ่นแตงลอยมา เธอมองไปทางเสิ่นชิงชิง แล้วก็มองไปทางพี่ชายของตัวเอง
เข้าใจล่ะ…
แต่พอเห็นท่าทางของพี่ชายตัวเองแล้ว ดูท่าคงยังไม่รู้ตัว
“วันนี้เธอไม่ต้องอยู่ช่วยงานที่บ้านเหรอ” เสิ่นทิงหงถาม
น้ำเสียงของเสิ่นชิงชิงเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนขึ้นมา
“วันนี้พ่อฉันใจดีขึ้นมาน่ะ ให้แม่ฉันอยู่บ้านแทน แล้วให้ฉันหยุดได้หนึ่งวัน”
เสิ่นทิงหง ‘สหายเสิ่นชิงชิงไม่น่าทำแบบนี้เล้ยยย เธอไม่เหมาะจะทำเสียงเล็กเสียงน้อยจริง ๆ’
“อย่างงั้นเหรอ พอดีฉันก็เบื่อมากเหมือนกัน เธอรอแป๊บนะ ฉันไปเปลี่ยนเสื้อเดี๋ยวเดียว”
เสิ่นทิงหงพูดจบก็วิ่งเข้าไปในห้องของตัวเอง
เสิ่นชิงชิงมองแล้วมองอีกไปที่เสิ่นทิงเหวิน ราวกับว่าเพิ่งเห็นเขา
“พี่ใหญ่เสิ่น อยู่บ้านด้วยเหรอคะ”