ด้วยความที่ท่านอาจารย์ให้หลี่ซูเม่ยใส่หน้ากากทุกครั้งที่ออกจากสำนัก ทำให้ไม่มีใครรู้ว่านางคือศิษย์ของท่านนักพรตหญิง และแน่นอนว่าคนผู้นั้นที่นางช่วยมา ย่อมไม่เห็นหน้าตาที่แท้จริงของนางเช่นกัน แต่นางได้เห็นหน้าตาของคนผู้นั้นอย่างชัดเจน
นางไม่คาดคิดว่าเหตุการณ์ช่วยเหลือคนแปลกหน้าที่าเ็อยู่กลางป่า ที่นางเคยอ่านในนิยายจะเกิดขึ้นกับตัวนางเองเช่นนี้ ชายผู้นี้หน้าตาหล่อเหลาเป็อย่างยิ่ง นางต้องข่มใจตัวเองไม่ให้ยื่นมือไปลูบไล้ผิวขาวผ่องของชายผู้นี้อยู่หลายรอบ
นางนั่งเช็ดตัวให้ชายผู้นี้พลาง นั่งคิดไปพลางว่า 'หากมีสามีเช่นนี้จะดีสักเท่าใดหนอ เห้อ...คิดไปก็เปล่าประโยชน์ เพราะยังไงชาตินี้ฉันก็เลือกสามีเองไม่ได้ ก็ฉันดันเป็เ้าของหยกคู่ไปซะได้ ตอนนี้ได้แต่ภาวนาให้คนที่มีหยกอีกชิ้นดูดีเหมือนผู้ชายคนนี้และเป็สามีที่ดี'
ชายผู้นี้ดูแล้วอายุน่าจะประมาณ 20 ปี และน่าจะเป็ลูกหลานที่โดดเด่นของตระกูลเก่าแก่ของแคว้นหรือไม่ก็เป็ทหารตำแหน่งใหญ่ เนื่องจากลักษณะร่างกายของเขาบ่งบอกว่าเขามีวรยุทธ์ที่สูงส่ง ระดับพร์น่าจะสูงเช่นกัน
เขามีร่างสูงใหญ่ ่ไหล่ลาดกว้าง ร่างกายมีกล้ามเนื้อได้สัดส่วนอย่างสมบูรณ์ดังเช่นผู้ที่ฝึกวรยุทธ์อย่างสม่ำเสมอ และมีรอยแผลเป็อยู่บ้างประปราย ฝ่ามือมีรอยที่เกิดจากการจับอาวุธ เส้นผมดำยาวนุ่มสลวยดุจแพรไหมตกลงมาไล้ตามลําตัว ใบหน้าที่สมบูรณ์แบบดั่งเทพประทาน ดวงตาคมใต้เรียวคิ้วเข้มหนาที่โก่งรับกับจมูกโด่งเป็สัน ริมฝีปากบางเฉียบเป็เส้นตรง
ในเวลานั้นหากชายผู้นี้สลบก่อนถึงกระท่อม ตัวนางคนเดียวย่อมไม่สามารถแบกชายผู้นี้ได้อย่างแน่นอน ร่างกายของนางตอนนี้ยังคงเป็ร่างกายของเด็กอายุ 10 ปี ยังดีที่นางฝึกวรยุทธ์ั้แ่เด็ก ทำให้ยังพอช่วยพยุงชายผู้นี้ได้
หลังจากที่ชายผู้นั้นฟื้น นางได้ตรวจดูอาการของเขาอีกรอบ ชายผู้นั้นเองก็ได้สำรวจตนเองเช่นกัน และพบว่าชุดที่คนใส่อยู่ไม่ใช่ชุดเดิม ผ้าที่ปิดหน้าไว้ได้หายไป าแบนตัวได้รับการรักษา แผลที่หลังยังคงเจ็บอยู่ ทำให้เขาต้องนอนคว่ำตลอดเวลา ดูเหมือนตอนนี้จะเป็เช้าวันใหม่แล้ว และเขารู้สึกกระหายน้ำมากแต่เขาก็มีสิ่งที่อยากรู้มากกว่า
ดังนั้นเมื่อชายผู้นั้นเห็นว่าหญิงสวมหน้ากากที่ช่วยเขาไว้เดินมาตรวจดูอาการของเขา เขาจึงถามนางด้วยน้ำเสียงแหบพร่าว่า "แม่นางน้อย เ้าเป็คนรักษาข้าเช่นนั้นหรือ"
"ใช่แล้ว"
"ข้าสลบไปนานหรือไม่ แล้วเ้าอยู่ที่กระท่อมแห่งนี้เพียงผู้เดียวหรือ"
"ท่านสลบไปแค่คืนเดียว และใช่ข้าอยู่ที่กระท่อมแห่งนี้เพียงผู้เดียว แต่ตอนนี้ท่านดื่มน้ำก่อนเถิด ท่านเพิ่งจะฟื้นตัว ควรพักผ่อนเยอะๆ" นางตอบก่อนที่จะเบี่ยงประเด็น เพราะนางไม่้าให้ชายผู้นี้ถามอะไรมากไปกว่านี้
'นางคิดเบี่ยงประเด็นหรือ เอาไว้ค่อยถามอีกรอบก็ได้' ชายผู้นั้นคิดในใจก่อนจะตอบกลับไปว่า "ขอบคุณเ้ามาก หากไม่ได้เ้าช่วยไว้ ข้าคงไม่รอดแล้ว"
นางพยักหน้าก่อนจะกล่าวหยอกล้อชายผู้นี้เลนเพื่อดูปฏิกิริยาตอบโต้ของเขา "แล้ว...ท่านไม่คิดจะรับผิดชอบข้าหรือ ข้ายังเป็หญิงสาวตัวน้อยที่ไม่เคยแตะต้องผู้ชายคนใดมาก่อน ข้าต้องทนเห็น ทนััร่างกายท่าน เพื่อช่วยท่านจากความตาย หากผู้ใดรู้เข้า ข้าต้องแต่งไม่ออกแน่ๆ ท่านแต่งงานกับข้าเถิดนะ"
ชายผู้นั้นผงะไปชั่วขณะ 'นี่นางพูดอะไรของนางกัน อ่า...ข้าเผลอแสดงสีหน้าตามความรู้สึกทั้งๆที่ไม่เป็แบบนี้มานานแล้ว ข้าเป็อะไรเนี่ย ข้าต้องาเ็จนเผลอปล่อยตัวเกินไปเป็แน่ ไม่ได้ๆ ข้าจะต้องควบคุมตัวเองให้ดี' เขาคิดในใจก่อนจะปรับสีหน้ากลับไปเป็ปกติอย่างรวดเร็ว "ดูแล้วเ้าอายุน่าจะยังไม่วัยปักปิ่น เหตุใดจึงคิดเื่แต่งงานเร็วเช่นนี้"
'ฮ่า ฮ่า ฮ่า เขาถึงกับทำหน้าเช่นนั้น แม้ว่าจะเพียงครู่เดียวก็เถอะ แกล้งต่ออีกนิดดีกว่า' เมื่อคิดเช่นนั้นแล้วนางจึงตอบว่า "ข้าอายุยังไม่ถึงวัยปักปิ่นก็จริง แต่ข้าก็ต้องคิดถึงอนาคตของข้าสิ หากมีข่าวลือออกไปตอนนี้ ผู้คนย่อมจดจำเอาไว้ เมื่อข้าถึงวัยปักปิ่น ย่อมมีคนจำได้อย่างแน่นอน ท่านต้องรับผิดชอบข้าสิ ่นี้ข้าอยู่ที่นี่ตลอด ท่านส่งแม่สื่อมาได้ทุกเมื่อ ข้าจะให้การต้อนรับอย่างดีอย่างแน่นอน"
'นางยังไม่ยอมจริงๆ ข้าพูดตรงๆเลยแล้วกัน' เขาคิดในใจก่อนจะกล่าวว่า "เ้าไม่พูด ข้าไม่พูด แล้วใครจะรู้ คนที่เสียหายคือข้า ไม่ใช่เ้า เ้าพูดอย่างกับว่าเ้าคือคนที่เสียหาย
ดูเ้าสิแม้แต่หน้าของเ้าข้ายังไม่เคยเห็นเลย ชื่อของเ้าข้าก็ไม่รู้ สิ่งเดียวที่ข้ารู้คือกระท่อมหลังนี้
ถึงข้าไปบอกใคร ก็คงไม่มีผู้ใดเชื่อข้า ข้าจะตอบแทนอย่างอื่นให้เ้าแทนแล้วกัน เ้าอย่าได้คิดมากไปเลย"
'หึย เขาถึงกลับตอบกลับมาตรงๆ แถมไม่แสดงสีหน้าอะไรเลย ราวกับเื่นี้ไม่เกี่ยวกับเขา ไม่สนุกเลย เอาไว้คราวหน้าก็ได้ คนหล่อนี้หลอกยากจริงๆ ข้านึกว่าเขาจะยอมรับผิดชอบข้า แล้วมาแต่งงานกับข้าซะอีก' นางคิดในใจ
นางรับปากก่อนจะถามกลับไปว่า "ข้าไม่คิดมากก็ได้ ว่าแต่ท่านไม่ใช่โจรใช่หรือไม่"
'ข้านึกแล้วเชียวว่านางจะยอมง่ายๆหรือ ที่แท้เปลี่ยนจากเื่แต่งงานมาว่าข้าว่าหน้าตาเหมือนโจรแทน อืม...เช่นนั้นข้าตอบนางไปเช่นนี้แล้วกัน'
"ข้าไม่ใช่โจร ข้าเป็องครักษ์ของวังรัชทายาทมีนามว่าจางหยวน"
'จางหยวน จางหยวน ทำไมชื่อนี้มันคุ้นๆจังนะ อ๋อ...ใช่แล้ว! มันคล้ายกับชื่อของศิษย์พี่ใหญ่นี่เอง'
เมื่อคิดได้ดังนั้นนางจึงถามกลับไปว่า "ข้าจะเชื่อท่านได้อย่างไร แล้วเหตุใดนามของท่านจึงคล้ายกับพระนามขององค์รัชทายาท"
'ไม่น่าเชื่อว่าคนที่อยู่กลางป่าที่ห่างจากตัวเมืองหลวงพอสมควรอย่างนางจะรู้จักนามของข้าด้วย น่าสนใจจริงๆ'
"ข้าเป็องครักษ์คนสนิทขององค์รัชทายาท นามนี้ก็เป็นามที่องค์รัชทายาทประทานให้
ตอนนี้ข้าไม่มีอะไรติดตัว ข้าจึงไม่มีหลักฐานอะไรมายืนยัน เพราะข้าออกมาทำภารกิจลับ หากข้ากลับไปที่วังรัชทายาทเมื่อไหร่ ข้าจะนำตราประจำตัวข้ามาให้เ้าดู
แต่ว่าตอนนี้ที่วังคงวุ่นวายน่าดู ข้าวานเ้าช่วยส่งสารของข้าไปยังวังรัชทายาทได้หรือไม่"
'มันก็เป็ไปได้ ข้าก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับศิษย์พี่ใหญ่เลยนอกจากชื่อด้วยสิ งั้นตอนนี้เชื่อไปก่อนแล้วกัน อืม...ส่วนเื่ส่งสาร คิดดูแล้วข้าน่าจะไม่เสียเปรียบอะไร' นางจึงตอบพร้อมกับรอยยิ้มว่า "ย่อมได้ แล้ว...ท่านจะเขียนเองหรือท่่านจะให้ข้าเขียนให้"
'นางยิ้มแปลกๆ แต่ข้าคงคิดมากเกิน ไม่น่ามีอะไรกระมั้ง' เมื่อพิจารณาแล้วจึงตอบกลับไปว่า "รบกวนเ้าด้วยแล้วกัน"
นางพยักหน้าก่อนจะเดินไปหยิบกระดาษ ที่ฝนหมึก และพู่กัน เมื่อนางเตรียมพร้อมแล้วจางหยวนจึงเอ่ยว่า "เขียนไปว่าองครักษ์จางหยวนปลอดภัยดี"
เมื่อนางเขียนเสร็จจึงยื่นไปให้จางหยวนอ่าน เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง หลังจากที่เขาได้ตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว จึงกล่าวว่า "ขอบคุณเ้ามาก ข้าจะไม่ลืมบุญคุณของเ้า รบกวนเ้าแล้ว"
"ไม่รบกวนหรอก แต่ท่านก็อย่าลืมแล้วกันว่าท่านติดค้างข้าอยู่สอง ไม่สิ สามอย่าง
อย่างแรก ข้าเป็คนช่วยชีวิตท่่าน
อย่างที่สอง ข้าช่วยท่านเขียนสาร
อย่างที่สาม ข้าช่วยท่านส่งสาร"
'นางยิ้มแปลกๆเพราะเช่นนี้นี่เอง อย่าให้ถึงคราวของข้าแล้วกัน ยามนี้ข้าคิดว่าน่าจะเหมาะกับการถามข้อมูลเกี่ยวกับนางที่สุดแล้ว' เมื่อคิดได้เช่นนั้นจึงตอบนางไปว่า "ได้สิ ข้าจะไม่ลืมแน่นอน ว่าแต่เ้ารู้นามของข้าแล้ว แต่ข้ายังไม่รู้นามของเ้าเลย เ้ามีนามว่าอะไร"
'อืม...ข้าจะชื่ออะไรดี แล้วจะเป็อะไรดีหนอ อืม...อันนี้แล้วกัน'
"ข้ามีนามว่าเม่ยซู ข้าเป็หมอที่คอยรักษาผู้คนและสัตว์อสูรในป่าแถบนี้"
'นางบอกว่านางเป็หมอหรือ ถ้าเช่นนั้นเมื่อเช้านี้ตอนที่ข้าเห็นอาหารที่นางรับประทาน ข้าเห็นว่ามีแต่ของกินที่ไม่น่าจะหาได้จากป่าแถบนี้ทั้งนั้น และข้าไม่เห็นว่านางจะลงมือทำอาหาร นางมีแต่ต้มน้ำกับต้มยาเท่านั้น ลองถามนางดูดีกว่า หากนางตอบไม่ได้แสดงว่านางโกหก'
"เช่นนั้นหรือ ข้าไม่เคยรู้ว่ามีหมอที่เก่งกาจเช่นนี้อยู่ในป่าแถบนี้ด้วย แล้วเ้าทำอาหารกินเองหรือ"
"ข้าไม่ได้เก่งกาจอะไรหรอก และส่วนใหญ่ที่ข้ารักษาจะเป็พวกสัตว์อสูร ไม่ใช่มนุษย์เช่นท่านหรอก ส่วนอาหารข้าไม่ได้ลงมือทำเอง ข้าได้รับมาจากสำนักของท่านนักพรตหญิงที่อยู่ด้านหน้าของป่าแห่งนี้" นางตอบก่อนจะคิดในใจว่า 'ท่านเป็มนุษย์คนแรกที่ข้าได้ทดลองในสิ่งที่เขียนอยู่ในตำราและสิ่งที่ข้าเรียนรู้จากการรักษาสัตว์อสูร ข้าขอบคุณท่านมากที่มาเป็หนูทดลองให้ข้า ส่วนเื่อาหาร ท่านคิดจะถามข้าเพื่อจับโกหกเช่นนั้นหรือ เสียใจที่ข้ารู้ทัน และเสียใจด้วยที่ท่านทำไม่สำเร็จ ฮ่า ฮ่า ฮ่า'
เมื่อเห็นว่านางตอบได้ เขาจึงคิดว่า 'นางคงไม่ได้โกหก ท่านอาจารย์เป็คนมีเมตตา หากนางไปขอความช่วยเหลือ ท่านย่อมช่วยนางแน่ ไว้ว่างๆข้าค่อยเข้าไปสอบถามท่านอาจารย์ดู' ก่อนจะถามนางว่า
"แล้วข้าต้องพักอยู่ที่นี้อีกกี่วัน"
"ดูแล้วประมาณหนึ่งสัปดาห์ท่านก็น่าจะเคลื่อนไหวร่างกายได้บ้างเล็กน้อย แต่ถ้าท่านฝืนลุกขึ้นมาตอนนี้น่าจะต้องนอนพักที่นี้อีกเป็เดือน"
"ข้ารู้แล้ว เ้ารีบเอาสารไปส่งเถิด แล้วก็ตอนไปส่งให้เ้าส่งให้องครักษ์ที่มีชื่อว่าเหวินฝู
เ้านำเสื้อผ้าที่ข้าใส่เมื่อวานไปด้วย หากพวกทหารที่เฝ้าหน้าประตูวังไม่เชื่อเ้า เ้าก็ให้พวกเขาเอาชุดนี้ไปให้เหวินฝูดู
เ้าไม่ต้องกังวล ข้าไม่หนีไปไหนแน่นอน ข้าเจ็บหนักขนาดนี้ เ้าไปเถิด"
หลี่ซูเม่ยพยักหน้าก่อนจะคิดในใจ 'ใช่ ขนาดท่านาเ็หนักถึงเพียงนี้ ท่านยังเดินจากลำธารมาถึงกระท่อมแห่งนี้ได้เลย ถ้าเขาเป็โจรหรือเป็ศัตรูกับวังรัชทายาทเขาต้องหนีแน่ๆ
อืม...ใช่แล้ว! ข้าให้เขากินยาสลบก็สิ้นเื่'
เมื่อนางคิดได้เช่นนั้น นางจึงรีบไปต้มยาก่อนที่จะใส่ยาสลบลงไปแล้วนำมาให้จางหยวนกิน
------------------------------------------------------------
* มาลงให้แล้วนะค่าา ฝากติดตามตอนต่อไปของไรท์ด้วยน้าา
ขอบคุณค่ะ ♥️