ฝูงชนช่วยกันลากร่างของโกว๊กที่หมดสติออกจากสนาม ทิ้งไว้เพียงอาโปที่ยืนอยู่กลางลานประลอง ร่างกายของเขาเปลือยเปล่า่บน เผยผิวขาวเนียนที่ดูไร้ร่องรอยของกล้ามเนื้อ ทำให้ยากจะเชื่อว่าเขาคือผู้ที่สามารถจัดการคู่ต่อสู้ได้ในเวลาเพียงไม่กี่วินาที
บัลคาจ้องมองอาโปด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความครุ่นคิด แม้ภายนอกชายหนุ่มจะดูไม่มีความแข็งแกร่ง แต่ในวินาทีที่เขาปล่อยหมัดออกมา บรรยากาศในสนามเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ความเร็วและพลังที่แฝงอยู่ในหมัดนั้นทำให้แม้แต่เขายังมองแทบไม่ทัน
ดร๊อกป้าที่ยืนอยู่ข้างบัลคาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวล
“ท่านบัลคา ข้าว่าการประลองครั้งนี้เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของอาโปแล้ว ถ้าปล่อยให้มีการต่อสู้อีกครั้ง แล้วเขาชนะขึ้นมาอีก ข้าเกรงว่าสถานการณ์อาจบานปลายมากกว่านี้”
ดร๊อกป้าไม่เคยคิดว่าอาโปจะแพ้คนในที่แห่งนี้เลยแม้แต่น้อย อันที่จริง เขาเริ่มคิดว่านอกจากผู้ควบคุมธาตุแล้ว ก็คงยากที่จะหามนุษย์ธรรมดาคนไหนมารับมือกับอาโป
บัลคาหันไปมองดร๊อกป้าพลางยิ้มบางๆ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ
“ไม่ต้องกังวล คนของฝ่ายลงทัณฑ์ไม่ใช่พวกที่จะทำเื่ไร้เหตุผลเช่นนั้นหรอก”
ดร๊อกป้าขมวดคิ้วพลางด่าบัลคาในใจ
‘เชื่อคำพูดปาหี่ของท่านนะสิ!’
เขาเหลือบมองบัลคาที่เป็ต้นเหตุของเื่ราวทั้งหมด และนึกถึงอันธพาลที่กำลังพักฟื้นอยู่ที่บ้านพักในตอนนี้ ทั้งสองคนนี้ล้วนเป็คนของฝ่ายลงทัณฑ์ มองหน้าชายล่ำบึกพวกนี้แล้ว ราวกับหลงเข้ามาอยู่ในของรังโจรป่า เขาไม่เชื่อว่าพวกนั้นจะยอมปล่อยผ่านเื่นี้ง่ายๆ เมื่อมองดูร่างของอาโปที่ยังยืนอย่างมั่นคงกลางสนาม เขาก็ได้แต่หวังว่าสถานการณ์จะไม่เลวร้ายไปมากกว่านี้
ต่างจาก่แรกที่มีคนมากมายกระหายอยากต่อสู้กับอาโป บัดนี้ทุกคนในสนามเริ่มเข้าใจแล้วว่าชายหนุ่มผมขาวคนนี้ไม่ใช่กระดูกอ่อนที่ใครจะเคี้ยวและกลืนได้ง่ายๆ พวกเขาเฝ้ารอใครสักคนที่กล้าก้าวออกมาเพื่อท้าทายอาโปอีกครั้ง
ชายหนุ่มผมขาวไม่คิดอยู่แล้วว่าคนอื่นกำลังคิดอะไรอยู่ เขาค่อยๆ ก้าวเท้าเพื่อออกจากสนามประลอง
ก่อนที่อาโปจะเดินออกจากสนาม ชายคนหนึ่งก็ก้าวเข้ามาขวางหน้าเขาไว้
“อย่าพึ่งไปไหนสิ เ้าไม่ได้บอกเหรอว่าจะสู้สักคนสองคน? ถ้าอย่างนั้น คนที่สองขอเป็ข้า!”
อาโปมองชายที่ร่างกายเต็มไปด้วยแผลเป็ เขาจำได้ว่าชายคนนี้คือผู้ชนะในศึกแรกที่ชื่อเอเกิว เมื่อเทียบกับคนอื่นแล้วกล้ามเนื้อของเขาดูกระชับและคล่องแคล่วปราดเปลว
‘อีกรอบงั้นเหรอ’ อาโปพบว่าเขาพูดเช่นนั้นจริงๆ เขาจึงพยักหน้าอย่างว่าง่าย แล้วก้าวกลับมาที่ใจกลางสนามประลองอีกครั้ง
บัลคามองไปที่ร่างของเอเกิว ใบหน้าของเขามีรอยยิ้มจนดร๊อกป้ารู้สึกแปลกใจ
“งั้นการประลองรอบสองเริ่มขึ้นได้!”
สิ้นเสียงสัญญาณ ทั้งสองยืนนิ่งอยู่กับที่จ้องมองหน้ากันอย่างไม่ไหวติง เอเกิวตั้งท่าต่อสู้ก่อนจะยิ้มขึ้นและเริ่มกล่าว
“หนึ่ง สอง…เ้าไม่เข้ามาเหรอ เดี๋ยวก็นับถึงสิบวินาทีหรอก”
คิ้วของอาโปเลิกขึ้นเล้กน้อย ดวงตาสีเทาซีดของจ้องมองไปที่เอเกิวอย่างไร้อารมณ์ เขาก้าวขาขวาไปข้างหน้า
“สาม…” เมื่อเอเกิวกล่าวคำพูดนี่ อาโปก็พุ่งตัวเข้ามา ความเร็วที่เขาแสดงออกมานั้นเร็วเกินกว่าที่คนข้างนอกจะตั้งตัว แต่ดวงตาของเอเกิวกลับจดจ่อกับ่เวลานี้ถึงขีดสุด
“ฟิ้ว” เสียงหมัดหวืดผ่านใบหน้าเอเกิว เขาเอียงตัวหลบก่อนปล่อยหมัดขวาเข้าหาอาโป
เมื่อหมัดของเอเกิวพุ่งเข้าหา อาโปก้มหัวหลบเพียงเสี้ยววินาที และปล่อยหมัดสวนเข้าที่สีข้างของเอเกิว แต่เอเกิวกลับยกศอกขึ้นมากันไว้ทัน
“ปึก!”
รอยยิ้มเผยขึ้นมาบนใบหน้าของเอเกิว
“ใกล้ครบสิบวินาทีแล้วมั้งตอนนี้” เอเกิวกล่าว ก่อนจะผลักตัวออกเพื่อเว้นระยะห่าง
เสียงฝูงชนะเิกึกก้อง ทุกคนต่างพากันส่งเสียงเรียกชื่อของเอเกิว
“เอเกิว! เอเกิว! เอเกิว!”
ดร๊อกป้าที่เฝ้าดูเหตุการณ์ถึงกับเบิกตากว้าง เขามองเอเกิวด้วยความประหลาดใจ
“เ้าประหลาดใจใช่ไหม? ไม่คิดว่าจะมีใครสามารถสู้กับอาโปได้แบบนี้สินะ” บัลคากล่าวพลางเหลือบมองดร๊อกป้า ใบหน้าเต็มไปด้วยความพึงพอใจ
“เขาแข็งแกร่งจริงๆ” ดร๊อกป้ายอมรับ
บัลคากอดอกและกล่าว
“แน่นอน หน้าที่ของฝ่ายลงทัณฑ์นั้นคือการควบคุมระเบียบของผู้รับใช้ แต่ที่สำคัญไปกว่านั้น พวกเราต้องคอยลงทัณฑ์ผู้รับใช้ที่ฝ่าฝืนกฎและพยายามเป็ผู้ควบคุมธาตุโดยไร้ซึ่งคุณสมบัติ ในบรรดาคนพวกนั้น เอเกิวถือได้ว่าเป็หนึ่งในผู้มีความสามารถสูงสุดที่ผ่านการต่อสู้กับผู้ควบคุมธาตุมาอย่างโชกโชน หากอาโปสามารถเอาชนะเอเกิวได้ ถึงแม้จะมีคนไม่ชอบใจ แต่พวกเขาก็จะไม่ปฏิเสธพวกเ้าได้ เพราะพวกเราต่างรู้ดีว่า ยิ่งมีคนแข็งแกร่งอยู่ในฝ่ายลงทัณฑ์มากเท่าไร ความเสี่ยงในการต่อกรกับผู้ควบคุมธาตุก็น้อยลงเท่านั้น”
ดร๊อกป้าฟังด้วยความเงียบ แม้จะมีบางอย่างอยากจะพูด แต่สายตาของเขาถูกดึงกลับไปยังร่างของอาโปที่เริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง
การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้เป็การพุ่งไปข้างหน้าเหมือนรอบก่อน แต่เป็เพียงการยกมือตั้งท่าเลียนแบบเอเกิวเท่านั้น
“นี่มัน…เ้ากำลังเลียนแบบข้าเหรอ?” เอเกิวพบว่ามันเป็ความคิดที่น่าตลก ทักษะการต่อสู้และท่าทางนั้นเกิดขึ้นจากการฝึกฝน การเลียนแบบเพียงภายนอกนั้น นอกจากไม่ให้ผลดีแล้วยังเกิดผลเสียอีก
อาโปไม่ตอบสนองต่อคำพูดของเขา สายตาของชายหนุ่มจ้องมองมาที่เขาอย่างน่าขนลุก
เอเกิวพ่นลมหายใจออกจากทางจมูก พร้อมขยับเข้าหาและเหวี่ยงหมัดซ้ายตรงเข้าหาเป้าหมาย อาโปถอยหลังไปครึ่งก้าว พลิกตัวเล็กน้อยเพื่อหลบหมัดนั้น ก่อนหมุนตัวสวนกลับพร้อมปล่อยหมัดขวาที่รวดเร็วราวสายลม
“ปึก!”
หมัดของอาโปกระแทกเข้าการ์ดแขนของเอเกิวที่ยกขึ้นมาป้องกัน การปะทะนั้นส่งแรงสั่นะเืจนผู้ชมรอบสนามรู้สึกได้
“เ้านะเร็ว… แต่หมัดเ้านั้นเบาไป!” เอเกิวกล่าวพร้อมกับเหวี่ยงศอกขวาไปทางศีรษะของอาโป
อาโปเอนตัวหลบต่ำอีกครั้งอย่างว่องไว ก่อนใช้ขาซ้ายเตะต่ำเข้าใส่ข้อเท้าของเอเกิว หวังทำให้เสียหลัก แต่เอเกิวกลับย่อตัวลงพร้อมกับเตะสวนกลับไปยังต้นขาของอาโปในจังหวะเดียวกัน
“ปึก!”
เสียงขาของทั้งคู่ปะทะกันดังลั่นจนทุกคนในสนามเงียบกริบ ดวงตาของเอเกิวเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ในขณะที่อาโปยังคงสงบนิ่งราวกับทุกการเคลื่อนไหวไม่ได้ทำให้เขาหวั่นไหวเลยแม้แต่น้อย
“เป็ไง? คิดว่าเลียนแบบท่าทางข้าแล้วจะได้เปรียบหรือไง?” เอเกิวตั้งท่าพุ่งเข้าโจมตีอีกครั้ง
ทันใดนั้น อาโปก็ก้าวเข้าหาในระยะประชิด พร้อมปล่อยหมัดซ้ายต่อเนื่องสามครั้งในจังหวะที่ต่างกัน
เอเกิวรีบปัดหมัดแรก ยกศอกกันหมัดที่สอง และหมุนตัวเพื่อหลบหมัดสุดท้าย แต่ในจังหวะที่เขาคิดว่าปลอดภัย อาโปก็ใช้เข่าขวาพุ่งกระแทกเข้าที่สีข้างของเขาอย่างแรง
“ปึก!”
เอเกิวเสียหลักไปเล็กน้อย แต่เขาก็ยืดตัวกลับมาทันที พยายามจดจ้องมาที่ชายหนุ่มผมขาวอีกครั้ง แต่สิ่งที่เขาเห็นในตอนนี้คือเงาสีขาวที่พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว
“ผัวะ!”
หมัดกระแทกเข้าที่ปลายคางของเอเกิจนหัวสะบัดไปด้านหลัง ร่างของเขาเซไปสองก้าว แต่ยังพยายามตั้งหลักกลับมา อาโปไม่รอให้โอกาสหลุดมือ เข้าก้าวเข้าไปอีกครั้ง พร้อมปล่อยหมัดซ้ายเสยคางขึ้นจากด้านล่าง
“ผัวะ!”
ศีรษะของเอเกิวหงายขึ้นไปตามแรงกระแทก ความเ็ปและความมึนงงปรากฏชัดในดวงตาของเขา แต่ก่อนที่จะทันได้หายใจ หมัดขวาของอาโปก็พุ่งตามมาอย่างเืเย็น ตรงเข้าสู่คางในมุมเดียวกัน
“ผัวะ!”
เสียงหมัดกระทบชัดเจน ร่างของเอเกิวลอยขึ้นเล็กน้อยก่อนทรุดลงกับพื้นอย่างแรง
“ตึง!”
เอเกิวนอนแน่นิ่ง ร่างกายไม่มีการตอบสนองใดๆ ฝูงชนที่เคยส่งเสียงเชียร์ต่างเงียบกริบ บางคนมองเหตุการณ์อย่างตกตะลึง บางคนก็รู้สึกถึงอะไรบางอย่างเมื่อมองร่างสีขาวในตอนนี้
อาโปยืนอยู่กลางสนาม จ้องมองร่างของเอเกิวที่หมดสติอยู่ตรงหน้า ในเมื่อนี้นับเป็คนที่สองแล้ว ก็นับว่าหมดธุระกับที่นี่แล้ว เขาหันหลังเดินออกจากสนามประลองโดยไม่สนใจเสียงใดๆ ราวกับเหตุการณ์ทั้งหมดไม่ใช่เื่สำคัญสำหรับเขา
บัลคามองภาพนั้นอย่างตื่นตะลึง เขาไม่กล้าหันหน้าไปมองที่ดร๊อกป้า เขากระแอมไอ ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่ดังก้อง
“ผู้ชนะคือ อาโป! ั้แ่วันนี้ไปเขาจะเป็ส่วนหนึ่งของฝ่ายลงทัณฑ์ร่วมกับดร๊อกป้า!”
เมื่อได้ยินว่าชายหนุ่มผมขาวจะมาเป็ส่วนหนุ่มของกลุ่ม บางคนในกลุ่มก็ส่งเสียงโห่ร้อง ก่อนที่เสียงเ่าั้จะแผ่ขยายลุกลามไปทั่วทั้งสนาม
“เฮ! เฮ! เฮ! เฮ!”
ดร๊อกป้าหันมามองบัลคาด้วยความประหลาดใจ
“ท่านจะให้ข้าเข้าด้วยหรือ?”
บัลคายิ้ม พลางตบเบาๆ ที่ไหล่ของดร๊อกป้า ซึ่งเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ
“อาโปยัง้าเ้า อีกอย่างข้าไม่คิดว่าเ้าจะอ่อนแอ หรือเ้าคิดว่าหากร่างกายเ้าหายดีแล้ว เ้าจะสู้ใครในที่นี้ไม่ได้?”
ดร๊อกป้าพยักหน้าเล็กน้อยอย่างลังเล
“ไม่รู้สิ แต่ข้าคงชนะเอเกิวไมได้ง่ายเท่าอาโป”
บัลคาหัวเราะ ดร๊อกป้าไม่ได้พูดถึงโกว๊กกับอัสมะเลย ราวกับว่ามั่นใจว่าจะเอาชนะทั้งสองได้ มันช่างน่าสนใจจริงๆ
เมื่ออาโปมาถึง บัลคาก็กล่าว
“พวกเ้าตามข้าขึ้นไปบนชั้นสอง เดี๋ยวข้าจะบอกหน้าที่และของตอบแทนที่จะชดเชยเื่ราวทั้งหมดที่ข้าทำกับพวกเ้าให้”
จากนั้น บัลคาหันกลับไปกล่าวกับฝูงชนด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ส่วนพวกเ้า เลิกการประลองได้แล้ว ไปทำหน้าที่ของตัวเองซะ”