“แม่ค่ะวันนี้ปิดร้านแล้วไปเดินตลาดเปิดใหม่ดีไหมคะ” เสียงหวานดังมาจากด้านหน้าร้านขายเบเกอรี่
“เอาสิพรุ่งนี้ร้านปิดด้วย อยากได้อะไรเหรอถึงได้ชวนแม่ไปเดินตลาด”
“อืม..ยังไม่รู้เลยค่ะแค่รู้สึกอยากไปเดินเล่นเฉย ๆ เผื่อได้ไอเดียทำขนม”
“เสร็จแล้ว ไปกันเลยไหมจะได้กลับบ้านไม่ดึกมาก”
“ค่ะ” สองแม่ลูกคล้องแขนกันเดินขึ้นรถที่จอดอยู่หน้าร้านร้านเบเกอรี่แห่งนี้เปิดมาได้ 5 ปีหลังจากธันยวีย์กลับมากจากฝรั่งเศษเพื่อไปเรียนและฝึกงานหลายปีั้แ่เรียนจบหลักสูตรเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์
“แม่หนูสนใจเครื่องประดับไหม” จู่ ๆเสียงเรียกหนึ่งดึงความสนใจจากธันยวีย์
“แม่ค่ะ รอหยุดก่อน วีขอดูเครื่องประดับก่อน”
“เอาสิ แม่ไม่รีบ” ธันยวีย์ก้มลงมองดูร้านแบกะดินเก่าๆ ที่ไม่สะดุดตาคนเดินนัก
“หือ?..อันนี้เหมือนป้ายหยกที่เคยเห็นคนจีนสมัยก่อนใช้ห้อยเอวเลยอันนี้เรียกว่านกฟินิกส์ใช่ไหมคะ”
“แม่หนูตาถึงจริง ๆ...”รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏบนใบหน้าหญิงชรา
“อันนี้คือจี้หยกนกหงส์ไฟ หนึ่งใน 5เทพคุ้มครองทิศใต้ แม่ทัพผู้เสียสละเพื่อปกป้องคนที่นางรัก”ความคุ้นเคยบางอย่างเกิดขึ้นในใจของธันยวีย์
“เท่าไหร่คะ”แววตาอบอุ่นสบประสานสายตาเปล่งประกายของธันยวีย์ หญิงชราไม่ทันได้ตอบเสียงร้องมารดาดังขึ้นมาก่อน
“วี!ระวังลูก!” รถคันใหญ่เสียหลักพุ่งตรงเข้าหาธันยวีย์
ตู้ม! โครม! กรี๊ด!
ร่างธันยวีย์ลอยขึ้นกลางอากาศบนฝ่ามือนางร้อนเหมือนถูกไฟเผา จี้หนกหงส์ไฟกำลังค่อย ๆ กลืนหายบนฝ่ามือรอยประทับหงส์ไฟเกิดสว่างวาป เสี้ยววินาทีก่อนธันยวีย์หมดสติ เธอเห็นหญิงชราลุกขึ้นยืนโค้งตัว ส่งยิ้มให้น้ำตาร่วงหล่นจากดวงตาเศร้า
“ดอกเตอร์ยินดีกับการผลิตยาตัวใหม่สำเร็จด้วยครับ”
“ไม่ใช่ฉันคนเดียวหรอกค่ะทุกคนต่างร่วมมือกันถึงได้มีวันนี้”
“อนาคตอยากพัฒนาอะไรให้กับวงการแพทย์ต่อครับ”
“ฉันอยากพัฒนาเครื่องมือที่สามารถช่วยทำการวินิจฉัยโรคที่แม่นยำขึ้นเครื่องมือที่สามารถช่วยผ่าตัดในเคสยาก ๆเพื่อทดแทนการขาดแคลนบุคกรผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชาต่าง ๆ ค่ะ”
“ดอกเตอร์ต้องทำได้แน่ ผมเป็กำลังใจให้ครับ”
“ขอบคุณค่ะ”
“กัปตัน!กัปตัน!”
กัปตัน..ใคร? โอ้ย..เจ็บ! มือหนึ่งคว้าไปที่หัวไหล่กลิ่นเืลอยคลุ้งเข้าจมูก
“กัปตันเป็อะไรไหมครับ!?”ชายหนุ่มผมสีทองตรงหน้ากำลังนั่งคุกเข่าลงช่วยปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้กับเธอ
“ปวดหัว...” ใบหน้าเปื้อนฝุ่นแสดงความเ็ปออกมาชั่วครู่
“ดีนพวกเราต้องไปแล้ว!” ดีนรีบพยุงเธอขึ้นกัปตันแอชรีผลักมือเขาออก
“กัปตัน?”
“ไปได้แล้ว ฉันจะอยู่ที่นี้ต่อ”
“กัปตันอยู่ผมก็อยู่” ดีนยืนยันเสียงหนักแน่น
“ดอกเตอร์...หวังว่าการเสียสละครั้งนี้จะคุ้มค่ากับเซรุ่มนั้นนะ”ดอกเตอร์ก้มลงมองกล่องในมือของตนเอง เขาเสียคนไปไม่น้อยกว่าจะค้นคว้าเซรุ่มตัวนี้ขึ้นมาได้แม้มันยังไม่ได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์แต่มันสามารถยับยั้งเชื้อกินสมองให้ช้าลงได้
“ยานี้อาจไม่ได้ผลถึงขึ้นยับยั้งไม่ให้กลายเป็ซอมบี้ได้แต่มันชะลอการติดเชื้อให้ช้าลงได้”ดอกเตอร์ยื่นเซรุ่มหลอดสีเขียวให้กับกัปตันแอชรี เธอยืนมือไปรับ
“ผมจะไม่ลืมการเสียสละของคุณกับทีมคุณเด็ดขาด”เธอยิ้มให้เขา หันมามองดีนที่นั่งไม่ยอมลุกไปไหน เธอดึงแท็กยื่นให้กับอีกฝ่าย
“เก็บไว้ให้ดี กุญแจล็อคเกอร์ของฉันทุกอย่างในนั้นคงต้องให้นายช่วยจัดการ”
“กัปตัน..อึก” ผู้ชายตัวโตตาแดง
“เราได้คนที่้าแล้ว จากนี้ไปพวกนายคงไม่ต้องเสี่ยงออกมาข้างนอกอีกดูแลครอบครัวให้ดี ฉันคงต้องฝากที่เหลือไว้กับนายแล้ว...อเล็กซ์!” อเล็กซ์หนึ่งในทีมนางแอ่นแดงวิ่งมาดึงดีน ขอบตาเขาร้อนผ่าวพยายามห้ามความเสียใจไม่ให้ไหลออกมา
“ไปได้แล้ว ช้ากว่านี้พวกเราคงได้ตายกันทุกคน”
“กัปตัน...”
“ไป!!”
ปัง! ปัง! กัปตันแอชรีผลักทั้งสองให้ถอยไปด้านหลังเธอลุกขึ้นยืนยิงปืนใส่หัวซอมบี้ที่พังประตูดาดฟ้าขึ้นมา
"เร็วเข้า พวกเราต้องรีบไปแล้ว! กัปตัน!”เธอหันหลังกลับไปมอง หนึ่งในทีมโยนแม๊กะุมาให้ ดีน อเล็กซ์ถอดของตนให้กับเธอ
“กัปตันคุณต้องรอดไปให้ได้น่ะ”
“รีบไปได้แล้ว” เสียงปืนดังขึ้นอีกครั้ง สุดท้ายเฮลิคอปเตอร์บินขึ้นเหนือดาดฟ้าตึกกัปตันแอชรียิ้มสูดลมหายใจเข้าปอด ปืนในมือเล็งใส่ฝูงซอมบี้ที่กรูกันเข้ามา
“มาเลยไอ้พวกบ้าไม่มีสมอง!! แม่จะฆ่าให้หมดเลย!”
“ตาย!! ตายไปให้หมด ๆ !!”
แม่งเอ้ย!
“ไอ้พวกโลภมาก! ไอ้พวกเห็นแก่ตัว! ไอ้สารเลว! แม่ง! กูจะฆ่าพวกมึงให้หมดเลย!” กัปตันแอชรีด่าซอมบี้ตรงหน้าเหมือนกำลังด่าเลยไปถึงพวกนักวิทยาศาสตร์ที่ทดลองเพาะเชื้อโรคชนิดนี้ขึ้นมาเพื่อนำมาใช้ทำลายศัตรูสุดท้ายทุกอย่างเหนือการควบคุมจนเลยเถิด เกิดการแพร่กระจายทั่วโลก
ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! เสียงปืนดังขึ้นเป็ระยะ เฮลิคอปเตอร์บินไกลออกไปเรื่อย ๆ กัปตันแอชรีหยิบแม็กะุขึ้นมาเปลี่ยน เธอกำหลอดเซรุ่มในมือแน่นตอนนี้ร่างกายกำลังมีปฏิกิริยาเปลี่ยนแปลงภายในจนตัวเธอรู้สึกได้ ก่อนเชื้อลามถึงสมองเซรุ่มถูกฉีดเข้าที่คอทันทีความเย็นวาปไหลผ่านร่างกาย เืในกายเริ่มอุ่นขึ้นอีกครั้ง เธอกดนาฬิกาจับเวลา
“พวกเรามาปาร์ตี้ให้หนำใจกันสักหน่อยดีไหม”รอยยิ้มมุมปากในเวลานี้ไม่ได้มีความหวาดกลัว ดวงตาแน่วแน่กับสิ่งที่้าจะทำ
3เดือนต่อมา
‘นางแอ่นแดงเรียกฐานทราบแล้วเปลี่ยน’ เสียงเรียกจากวิทยุทำให้คนในฐานทัพตื่นตะลึง
ไม่ผิดแน่...
‘นางแอ่นแดงเรียกฐาน ทราบแล้วเปลี่ยน’ เมื่อเสียงดังขึ้นอีกครั้ง หัวหน้าฐานรีบตระครุบวิทยุสื่อสารทันที
“อินทรีดำเรียกนางแอ่นแดงทราบแล้วเปลี่ยน”กัปตันแอชรียิ้มออกมา
“นางแอ่นแดงได้ยินชัดเจน…หัวหน้า”
‘แอชรี! บอกพิกัดมาเร็วเข้า ฉันจะให้คนไปรับเธอเดี๋ยวนี้!ไปตามหน่วยนางแอ่นมาเร็วเข้า’ ปลายสายร้อนรนจนไม่เหลือมาดหัวหน้าผู้เคร่งครึม
“หัวหน้า...ส่งคนมารับพัสดุตามพิกัดที่ฉันส่งไปให้หน่อยสิอึก”
‘อดทนไว้นะ ฉันจะให้คนรีบไปรับเธอเดี๋ยวนี้เรียกหน่วยเคลื่อนที่เตรียมรับพัสดุ เร็วเข้า!’
‘กัปตัน! กัปตันคุณยังไม่ตาย!’
“เฮ้...พวกนายสบายดีไหม”
‘กัปตันพวกเราจะรีบไปรับเดี๋ยวนี้ อดทนไว้น่ะ’ เสียงสั่นเครือดังมาตามสาย กัปตันแอชรีหัวเราะเสียงแหบแห้ง
“ฉัน...อดทนไม่ไหวแล้วล่ะดอกเตอร์พัฒนายาไปถึงไหนแล้ว ได้ผลบ้างไหม” ทางปลายสายเงียบลงไปครู่หนึ่ง
‘ไม่มีความคืบหน้าเท่าไหร่...’ เสียงหัวหน้าดังขึ้น
“...งั้น..พัสดุฉันคงช่วยได้”
‘หมายความว่ายังไง?’
“หลังจากรับพัสดุแล้วหัวหน้าจะรู้เอง..อ๊ากก!”
‘แอชรี! /กัปตัน!’
“เฮ้อ...คราวนี้สงสัยฉันคงไม่โชคดีเหมือน3 เดือนก่อนแล้วละ..หัวหน้าฉันฝากดูแลหน่วยนางแอ่นของฉันด้วยส่วนพวกนายทุกคนทำหน้าที่ของตนให้ดี หวังว่า....หลัง...รับพัสดุทุกคนคงไม่ต้องออกมานอกกำแพงอีก..อ่า..เหนื่อยชะมัด..”
‘อีกไม่เกิน 10 นาทีหน่วยเคลื่อนที่จะไปถึงเธอทนมาได้ขนาดนี้แค่ 10 นาทีเธอต้องทนได้สิ!’
“...ไม่ใช่ฉันไม่อยากทน..อึก..แต่มันถึงขีดจำกัดแล้ว...วันนี้ท้องฟ้า..สด...ใส..จริง....”
‘กัปตัน! /แอชรี!’ แอชรีไม่มีแรงมากพอจะเอ่ยตอบกลับใบหน้าครึ่งหนึ่งบิดเบี้ยวไม่เหลือเค้าโครงเดิม ดวงตาที่มองเห็นเพียงข้างเดียวกำลังเหม่อมองท้องฟ้า
‘แม่งเอ้ย!! ทำไมหน่วยเคลื่อนที่ยังไปไม่ถึงอีก!! แอชรี!! แอชรี!!’ เสียงสุดท้ายที่ได้ยินคือความโมโหเต็มไปด้วยความห่วงใยทำให้ขอบตาเธอร้อนผ่าว น้ำตาไหลลงพื้นปูนร้อน
ถึงเวลาของฉันแล้วใช่ไหมหงส์ไฟ... ฝ่ามือขวาอุ่นขึ้นปรากฏรูปหงส์ไฟกางปีกสวยงามลมหายใจแอชรีอ่อนแรงลงทีละนิด
“กัปตันแอชรี” แอชรีหันควับ หญิงชราเดินเข้ามาดึงมือขวานางให้หงายขึ้นฝ่ามือเหี่ยวย่นลูบผ่านรูปนกหงส์ไฟสยายปีกปรากฏขึ้น
“...มันหมายความว่ายังไง” หญิงชราจูงมือเธอไปนั่งบนริมลำธารด้านหน้าคือน้ำตกใสสะอาดรอบ ๆ คือป่าอันอุดมสมบูรณ์
“พวกเราเรียกความทรงจำนี้ว่า เสี้ยวชีวิต”หญิงชราลุกขึ้นยืน ชั่วพริบตาที่หันกลับมาหญิงชราผู้นั้นได้กลายเป็หญิงสาวผู้งดงาม
“เสี้ยวชีวิตท่านได้ถูกกำหนดให้เวียนว่ายใน่เวลาที่ต่างกันเพื่อเรียนรู้ทุกอย่างตามที่ท่านปรารถนา”
“ตามที่ฉันปรารถนา?”หญิงสาวยิ้มออกมา
“ทุกเสี้ยวชีวิตท่านได้กำหนดเอาไว้ล่วงหน้า คนนอกไม่อาจแทรกแซงได้”
“ทำไมฉันต้องทำอะไรยุ่งยากแบบนั้นด้วย” หญิงสาวหัวเราะ
“ข้าไม่อาจตอบท่านได้ สิ่งเดียวที่ข้าตอบได้คือข้าปรารถนาให้ท่านมีความสุขในทุกเส้นทางที่ท่านเลือก ท่านคือผู้เสียสละที่พวกเรามิอาจเนรคุณได้ หน้าที่ของข้าคือคอยดูแลเสี้ยวชีวิตของท่านนี้คือเสี้ยวชีวิตสุดท้ายหมายความว่าหน้าที่ของข้าได้จบลงแล้ว...ส่วนนั้น” หญิงสาวผู้นั้นชี้ไปที่มือมือขวาของแอชรี
“..สิ่งนั้นคือห้วงหงส์ไฟท่านคงรู้วิธีการใช้มาบ้างแล้วในห้วงหงส์ไฟไม่ได้มีแค่ห้องทดลองเท่านั้น ทุกอย่างที่เคยเป็ของท่านทุกความสามารถที่ท่านเคยมีข้าขอมอบเพื่อเป็ของขวัญสำหรับการกลับมาอย่างสมบูรณ์ของท่าน ท่านเลี่ยงเฟิ่ง...ทำในสิ่งที่ท่านพึงพอใจเถิด..อย่าได้กังวลเื่อื่นเลย...”ร่างนั้นค่อย ๆ หายเข้าไปในสายหมอก แอชรีลุกขึ้นวิ่งตาม ะโร้องเรียกเสียงดัง
“เดี๋ยวก่อน!”
“คุณหนู! ท่านฟื้นแล้ว” กัปตันแอชรีปรับสายตามองรอบกาย
ฉันคิดบ้าอะไรของฉันอยู่ละเนี้ย... แม้ยังไม่รู้ตัวตนแท้จริงในชาติภพต้นกัปตันแอชรีกลับไม่อยากหาคำตอบ สิ่งที่สงสัยในตอนนี้คือ ทำไมเธอในชาติต้นต้องทำอะไรยุ่งยากแบบนี้หรือที่ผ่านมาชีวิตราม่าไม่พอ
นี่คือเสี้ยวชีวิตสุดท้ายของเธอ หญิงสาววัย 20 ปีนามเลี่ยงเฟิ่ง แซ่ซุน ตามแซ่มารดา ซุนมู่เสี่ย เนื่องจากบิดาอู๋ซั่วเกอแต่งเข้าบ้าน สามปีก่อนมารดาเสียชีวิตหลังตรอมใจมานานหลังบิดาจากไป ทรัพย์สมบัติทั้งหมดจึงตกเป็ของซุนเลี่ยงเฟิ่งทายาทเพียงคนเดียว
ซุนเลี่ยงเฟิ่งถูกเลี้ยงมาไม่ได้ต่างจากมารดา การศึกษาหรือการค้าซุนมู่เสี่ยต่างสอนตามหลักของบิดา ซุนลู่หยุน แต่ไม่รู้เพราะรักลูกสาวมากเกินไปหรืออย่างไรทุกครั้งที่นางอิดออดไม่อยากเรียนรู้มารดาจึงตามใจจนทำให้ซุนเลี่ยงเฟิ่งเกียจคร้าน เอาแต่ใจ อารมณ์ร้าย ความรู้ตื้นเขินไม่ทันคนหากไม่มีพ่อบ้านโหย่งจิ้นคอยดูแลป่านนี้ตระกูลซุนคงหมดตัวไปั้แ่ปีแรกที่ซุนมู่เสี่ยไม่อยู่กระนั้นบางอย่างยังหลุดรอดสายตาเขาไปได้
“ข้าสลบไปนานแค่ไหน”
“หนึ่งวันกับหนึ่งคืนเ้าค่ะ” หนิงเฉิงสาวใช้ผู้ภัคดีอีกหนึ่งคนที่ยังอยู่เคียงข้างนางแม้ถูกทำร้ายหลายครั้งในยามที่นางถูกขัดใจ
“คุณหนูยังเจ็บตรงไหนอยู่หรือไม่เ้าคะ”
“ข้าไม่เป็อะไร เรียกพ่อบ้านให้ข้าที” หนิงเฉิงลอบมองเลี่ยงเฟิ่งจนนางเงยหน้าขึ้นมอง
“ไปได้แล้ว”
“..เ้าค่ะ” หนิงเฉิงเดินกลับมาพร้อมพ่อบ้านวัยเกือบ 70
“คุณหนู...ท่านเป็อย่างไรบ้างขอรับ”น้ำเสียงห่วงใยเอ่ยถามขึ้น ร่ายกายแก่ชรา ใบหน้าเหี่ยวย่น คิ้วขมวดอยู่ตลอดเวลาแสดงถึงความเหนื่อยล้าที่สะสมมาหลายปี
“พวกเขาล่ะ”
“รออยู่ที่ห้องโถงขอรับ” พ่อบ้านโหย่งจิ้นสังเกตเห็นบางอย่างเขาหันไปมองหนิงเฉิงเหมือนอย่างถาม อีกฝ่ายส่ายหน้าเป็คำตอบ
คนที่ซุนเลี่ยงเฟิ่งถามหาคือ หลิวห้าวเหลียงหลิวห้าวจิ่ง พวกเขาคือคุณชายใหญ่ คุณชายรองตระกูลหลิว สามีคู่แฝดของนางที่แต่งเข้ามาเมื่อสองปีก่อนด้วยความรักบังตาบวกกับความโง่เขลา ครอบครัวอีกฝ่ายไม่อยากให้เปลี่ยนแซ่ตามนางซุนเลี่ยงเฟิ่งยังยินยอม
เหตุผลที่ทำให้นางได้แต่งงานกับคุณชายตระกูลหลิวไม่ได้เกิดมาจากความรักหรือสัญญาของตระกูลแต่เป็ซุนเลี่ยงเฟิ่งใช้เส้นสายทางการค้าต่อรองทำให้ได้แต่งงานกับพวกเขา กระทั่งร่วมหอยังบังคับทั้งที่พวกเขาไม่ได้เต็มใจด้วยเนื้อแท้ภายในทำให้นางรู้สึกผิดอยู่ลึก ๆ ดังนั้นหลังแต่งงานนางได้ชดเชยให้หลายอย่างแม้รู้ทั้งรู้ว่าตัวสามีและครอบครัวไม่ได้รักนางเลย
“คุณหนู?”พ่อบ้านโหย่งจิ้นเรียก เมื่อเห็นนางยังเงียบอยู่
“ช่วยนำกระดาษกับพู่กันมาให้ข้าทีหนิงเฉิงไปหยิบกล่องที่อยู่ในตู้นั้นมาให้ข้าด้วย” ซุนเลี่ยงเฟิ่งยื่นกุญแจให้
“คุณหนูจะทำอะไรขอรับ”
“ถึงเวลาที่ข้าต้องปล่อยสิ่งที่ไม่อาจได้ไปเสียที”
“คุณหนูจะหย่าหรือ?” ซุนเลี่ยงเฟิ่งพยักหน้า
“แต่..นั้นหมายความว่าร้านผ้าต้องยกให้ตระกูลหลิวไม่ใช่หรือขอรับ?” ซุนเลี่ยงเฟิ่งยิ้มเศร้า อดสมเพชตัวเองไม่ได้ ‘ถ้าข้าทำให้พวกท่านรักข้าไม่ได้ภายใน3 ปี ข้ายินดีหย่า และมอบร้านผ้าตระกูลซุนชดเชยให้ท่าน’ ความมั่นใจโง่ๆ ในตอนนั้นทำให้นางต้องสูญเสียร้านผ้าที่ตระกูลซุนสืบทอดกันมาหลายรุ่น