ตอนที่ 31 นี่คือบ้านที่โจวสือซวินเติบโต
เซิ่งอันหนิงตกตะลึงไปในไม่กี่วินาที คาดไม่ถึงว่าเพียงไม่นานก็ได้พบกับอดีตคนรักของโจวสือซวิน
ผู้ที่ใคร ๆ ต่างรู้สึกว่าเป็นหญิงสาวที่ควรได้แต่งงานกับโจวสือซวิน เมื่อมองดูแล้วก็ไม่เลวเลย
โจวสือซวินย้ายที่นั่งของตน “มานั่งกินข้าวก่อนสิ”
เซิ่งอันหนิงนั่งลงข้าง ๆ โจวสือซวิน และไม่พลาดสังเกตเห็นแววผิดหวังในชั่วเสี้ยวหนึ่งบนใบหน้าของหลัวไฉ่เสีย แต่เธอก็ไม่ได้พูดอะไรมากนัก
หลัวไฉ่เสียรอให้เซิ่งอันหนิงนั่งลงแล้วจึงมองไปที่โจวสือซวิน “ตอนนั้นที่ได้ยินว่าคุณแต่งงาน ฉันเองก็ยังคิดอยู่ว่าคุณจะหาภรรยาแบบไหน คาดไม่ถึงเลยว่าจะสวยขนาดนี้ อาซวิน คุณโชคดีมากเลยนะคะ”
โจวสือซวินไม่ได้พูดอะไรออกมา และได้ส่งชาหนึ่งถ้วยให้กับเซิ่งอันหนิง
หลัวไฉ่เสียเข้าใจนิสัยของโจวสือซวินเป็นอย่างดี หล่อนจึงหันไปสนทนากับเซิ่งอันหนิง “ตั้งแต่พวกคุณแต่งงานกันก็ไม่ได้กลับมาเลี้ยงฉลอง ครั้งนี้กลับมาฉลองใช่ไหมคะ?”
ไม่รอให้เซิ่งอันหนิงเอ่ยปากพูด โจวสือซวินก็ได้เอ่ยออกมาก่อน “ไม่ใช่ พวกเรามีเรื่องที่ต้องจัดการ”
ดูเหมือนหลัวไฉ่เสียจะรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย “ทำไมถึงไม่จัดงานเลี้ยงล่ะคะ? คนในหมู่บ้านต่างก็รู้ว่าพวกคุณแต่งงานกันแล้ว แต่ยังไม่ได้ร่วมเลี้ยงฉลองเลย ฉันเปิดร้านตัดเสื้อผ้าในอำเภอที่ตัดเสื้อผ้าให้พวกคุณได้นะ ใช้เวลาแค่สองถึงสามวันก็เสร็จแล้ว”
เซิ่งอันหนิงรู้สึกประหลาดใจ หลัวไฉ่เสียชอบโจวสือซวินแล้วทำไมถึงทนดูชายหนุ่มแต่งงานกับหญิงอื่นได้ และยังจะทำชุดให้อีก
บะหมี่มาตั้งที่โต๊ะแล้ว ยังไม่ทันที่โจวสือซวินจะเอ่ยปากพูดอะไร แต่หลัวไฉ่เสียกลับเป็นฝ่ายพูดเรื่องราวต่าง ๆ ในหมู่บ้าน
เป็นต้นว่าลุงหนิวเสียชีวิตไปเพราะไข้หวัดเมื่อปีก่อน
อาจารย์ที่สอนหนังสือให้กับพวกเขาก็กำลังจะกลับเมือง แต่กลับถูกรมควันจนเสียชีวิต
ยังมีเรื่องของเสี่ยวชิวเถียนที่แต่งงานกับชุนหยาจากหมู่บ้านใกล้ ๆ
เซิ่งอันหนิงไม่รู้จักแม้แต่คนเดียว เธอจึงทำได้แค่กินบะหนี่เงียบ ๆ และฟังหลัวไฉ่เสียพูดเรื่องราวชีวิตต่าง ๆ ในอดีตระหว่างหล่อนและโจวสือซวิน จนบะหมี่ในปากมีแต่รสเปรี้ยว
เมื่อกินเสร็จ เซิ่งอันหนิงก็รู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนเกิน จึงหันไปบอกกับโจวสือซวินสองสามคำและออกจากร้านไปก่อน
ไม่นานโจวสือซวินและหลัวไฉ่เสียก็ตามออกมา เพียงแต่ดวงตาของหลัวไฉ่เสียนั้นแดงก่ำ หลังเหลือบมองเซิ่งอันหนิงก็จากไปอย่างรวดเร็ว
เซิ่งอันหนิงเห็นว่าสีหน้าของโจวสือซวินไม่ได้เปลี่ยนแปลง จึงรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมากว่าทั้งสองคนสนทนาอะไรกัน หลัวไฉ่เสียจึงได้ร้องห่มร้องไห้กลับไป?
ทั้งสองคนกลับไปที่สถานี ครั้งนี้นับว่ารวดเร็ว เพียงแค่ชั่วโมงครึ่งก็เดินทางมาถึงตำบลแล้ว หลังจากนั้นจึงเดินเท้าต่อเพื่อกลับไปยังหมู่บ้านเหอวาน
ตอนนี้ท้องฟ้าก็ได้มืดลงแล้ว และถนนในตำบลก็ยังไม่มีเสาไฟ ถนนทอดไปยังหมู่บ้านก็มืดขึ้นเรื่อย ๆ
เซิ่งอันหนิงมองดูยอดเขาที่ห่างออกไปในความมืด เสียงร้องของนกเค้าแมวดังขึ้นเป็นครั้งคราว หญิงสาวจึงรู้สึกเป็นกังวลเล็กน้อย “อีกไกลไหมคะกว่าจะถึงหมู่บ้าน?”
โจวสือซวินคำนวณเงียบ ๆ “ต้องข้ามสันเขาอีกสองลูก เราเดินกันค่อนข้างช้าก็น่าจะอีกประมาณสองชั่วโมง”
เซิ่งอันหนิงตกใจ “ไกลขนาดนั้นเลย? งั้นปกติพวกคุณไม่ออกมากันหรือ?”
“ก็มีหลายคนที่ไม่เคยมาที่ตำบลเลย”
ว่าพลางโจวสือซวินก็ยื่นมือไปหยิบกระเป๋าของเซิ่งอันหนิง “ผมช่วย”
เซิ่งอันหนิงรีบคว้ากระเป๋าอย่างรวดเร็ว “ฉันถือเองดีกว่า คุณมีแผลผ่าตัดนะ”
ครั้งนี้โจวสือซวินไม่ได้ตามใจหญิงสาว “ไม่เป็นไร ทางในภูเขามันไม่ได้เดินง่าย ๆ นะ”
ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง เซิ่งอันหนิงจึงรู้สึกว่าขาของเธอไม่ใช่ของตัวเองอีกต่อไป ผิวถนนที่ไม่มีความสม่ำเสมอกันส่งผลให้การเดินทางยากลำบากขึ้น หญิงสาวต้องคอยจับแขนเสื้อของโจวสือซวินเอาไว้จึงจะเดินได้
ขณะที่เกือบจะทนไม่ไหวอีกต่อไป ในที่สุดก็พบเข้ากับแสงสว่างลิบ ๆ จากเชิงเขา
หมู่บ้านเหอวานนั้นเป็นหมู่บ้านที่แร้นแค้นเป็นอย่างมาก อาศัยธรรมชาติในการดำรงชีวิต และหลายบ้านก็ไม่มีไฟฟ้าใช้ จึงต้องใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าด
บ้านตระกูลโจวเองก็ตัดใจไม่ใช้ไฟฟ้า ในตอนกลางคืนก็จุดตะเกียงน้ำมันก๊าด
จูกุ้ยฮวาได้นำเรื่องที่โจวสือซวินจะกลับมาบอกกับคนที่บ้าน ไม่กี่วันมานี้สมาชิกในครอบครัวต่างก็นอนไม่หลับกัน พวกเขากลัวว่าความลับที่ปิดเอาไว้จะไม่สามารถปกปิดโจวสือซวินได้อีก
ถึงเวลานั้นถ้าชายหนุ่มโกรธและไม่ส่งเงินกลับบ้านจะทำอย่างไร
เมื่อได้ยินเสียงประตูใหญ่ดังขึ้น จูกุ้ยฮวาจึงตกตะลึงไปสักครู่หนึ่งจากนั้นจึงผลักโจวฉางยวิ่นลูกชายคนสุดท้องที่อยู่ข้าง ๆ เตียงเตา “ฉันได้ยินเสียงเปิดประตูใหญ่ แกไปดูสิว่าใช่พี่รองของแกหรือเปล่า”
โจวฉางยวิ่นรู้สึกหงุดหงิด “ถ้าเขาจะมาเขาก็มาเอง ดูพวกแม่สิกลัวจนทำตัวไม่ถูกแล้ว”
ชายชราโจวหม่านชางที่นอนอยู่ในผ้าห่มไอพลางส่งเสียงด่า “บอกให้แกไป แกก็ไปสิ จะมาเพ้อเจ้ออะไรแถวนี้!”
โจวฉางยวิ่นลุกขึ้นออกไปอย่างไม่เต็มใจนัก แต่ยังไม่ทันจะออกไปประตูห้องก็ถูกเปิดเสียก่อน แล้วโจวสือซวินก็เข้ามาพร้อมกับเซิ่งอันหนิง
ภายในความมืดมิด เซิ่งอันหนิงมองไม่เห็นว่าสถานการณ์ข้างในเป็นเช่นไร ภายใต้แสงริบหรี่จากตะเกียงน้ำมันก๊าดที่เล็กราวกับเมล็ดถั่ว เธอก็เข้าไปในห้อง พอพบกับผู้คนจำนวนมากจึงตกตะลึงไปชั่วครู่
ในห้องมีเตียงเตาหนึ่งหลังตั้งอยู่และเตียงนั้นก็กินพื้นที่ไปมากกว่าครึ่ง
ชายชราคนหนึ่งนอนอยู่บนเตียงเตา และมองจ้องมาด้วยใบหน้าเหี่ยวย่น
จูกุ้ยฮวานั่งอยู่ที่โต๊ะบริเวณหน้าเตียง มือของนางยังจับฝ่าเท้าตัวเองเอาไว้
มีหญิงสาวหนึ่งคนนั่งอยู่อีกฝั่งหนึ่งและขมวดคิ้วมองมาที่ทั้งสองคน บริเวณด้านข้างของหล่อนยังมีมีชายอายุราว ๆ สามสิบกว่าที่หน้าตาคล้ายกับชายชรานั่งอยู่อีกคน
และชายหนุ่มอีกคนที่หน้าตาคล้ายกับจูกุ้ยฮวายืนอยู่ ดวงตาเฉียบคมและดูเฉลียวฉลาด
เซิ่งอันหนิงมองไปรอบ ๆ ภายในใจของเธอมีเพียงแค่ข้อสรุปเดียวเท่านนั้น นั่นก็คือคนพวกนี้หน้าตาไม่เหมือนกับโจวสือซวินเลยแม้แต่น้อย พิจารณาจากรูปลักษณ์แล้ว ดูเหมือนชายหนุ่มจะไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับพวกเขาเลย
จูกุ้ยฮวาตกตะลึงไปครู่หนึ่ง ก่อนลุกขึ้นมาและสวมรองเท้าอย่างเร่งรีบ “เจ้ารอง ทำไมพวกแกจู่ ๆ ก็กลับมาล่ะ? แม่คิดว่าพวกแกจะรอสักสองวันก่อน แผลผ่าตัดใหญ่แบบนั้นทำไมไม่พักก่อนล่ะ?”
โจวหม่านชางก็ลุกขึ้นมานั่งเช่นกัน ชายชรามองไปที่โจวสือซวินด้วยรอยยิ้ม “นั่นน่ะสิ จะมาก็ไม่ส่งข่าวอะไรมาเลย จะได้ให้พี่ใหญ่เอาเกวียนไปรับพวกแก”
หลังสนทนากันไปได้สักพัก เซิ่งอันหนิงก็สามารถรู้ได้ว่าชายชราผู้นั้นก็คือโจวหม่านชางพ่อของโจวสือซวิน และชายที่นั่งข้าง ๆ เตียงก็คือโจวฉางหลินพี่ชายคนโตของโจวสือซวิน และคนที่ยืนอยู่ก็คือโจวฉางยวิ่นน้องชายของโจวสือซวิน
และผู้หญิงที่นั่งอยู่อีกฝั่งนั้นก็คือเฉินเฉียวหลานภรรยาของโจวฉางยวิ่น
จูกุ้ยฮวาเรียกให้ทั้งสองมานั่งด้วยความกระตือรือร้นได้เช่นไร “รีบมานั่งบนเตียงสิ กินข้าวกันมาหรือยังล่ะ? ที่บ้านยังมีไข่อีกสองฟอง ให้แม่ทำไข่ต้มใบชาให้เอาไหม”
โจวสือซวินเอ่ยห้าม “ไม่ต้องแล้วครับ พวกเรากินที่ตำบลแล้ว”
จูกุ้ยฮวาพูดด้วยความรัก “พวกแกก็นะ จะมาบ้านทั้งทียังจะไปกินข้าวให้เปลืองเงินอีก”
โจวฉางยวิ่นที่ยืนอยู่อีกฝั่งหันมามองเซิ่งอันหนิงเป็นครั้งคราว ได้ยินจูกุ้ยฮวาและโจวเอ้อร์นีกลับมาบอกว่าภรรยาของพี่รองนั้นหน้าตางดงามเป็นอย่างมาก
ตอนนี้เมื่อมองดูแล้วก็รู้สึกว่าสวยตามคำเล่าลือจริง ๆ ผิวของหล่อนช่างขาวนวลไร้ไฝฝ้าดุจเครื่องกระเบื้องเคลือบ
ยังมีลักษณะเฉพาะตัวที่ชายหนุ่มเองก็ไม่รู้จะบรรยายออกมาเช่นไรดี
ภายในใจจึงรู้สึกริษยาอยู่บ้าง พี่รองนั้นช่างโชคดีเสียจริง หลัวไฉ่เสียที่ว่าสวยที่สุดในหมู่บ้านก็ดีต่อเขามาโดยตลอด ตอนนี้ยังได้แต่งงานกับหญิงสาวที่สวยแบบนี้อีก
โจวฉางหลินที่ดูซื่อ ๆ เอ่ยคำถามที่ซื่อตรงยิ่งกว่า “ตลอดทางเรียบร้อยดีใช่ไหม ได้ยินแม่บอกว่าแกบาดเจ็บนี่ หนักหรือเปล่า? ให้หมอที่หมู่บ้านมาดูไหม?”
ความสัมพันธ์ของโจวสือซวินกับพี่ชายของเขาค่อนข้างดี “ไม่เป็นไร ตอนนี้ดีมากแล้ว ดึกขนาดนี้ผมไม่อยากรบกวนคนอื่น”
โจวหม่านชางไอออกมาอย่างรุนแรง จากนั้นจึงเอ่ยขึ้น “กลับมาก็ดีแล้ว สองวันก่อนแม่แกเก็บกวาดห้องไว้หมดแล้ว ที่นอนก็ซักใหม่หมด พวกแกไปพักก่อนเถอะมีอะไรวันพรุ่งค่อยว่ากัน”
จูกุ้ยฮวาเองก็ยิ้มออกมา “ใช่ ๆๆ มีอะไรไว้พรุ่งนี้ค่อยคุยกัน อันหนิง แม่เห็นเธอถือของมาเยอะเลยให้ มาๆ แม่ช่วยถือ ”
………………………………………………………………………………………………………………………
สารจากผู้แปล
สภาพครอบครัวคือ ไม่น่าจะเป็นครอบครัวที่แท้จริงของพี่โจวเลยค่ะ พี่ดูผ่าเหล่าผ่ากอมาก
ทางบ้านมีเรื่องอะไรปิดบังกันนะ
ไหหม่า(海馬)