เมื่อเห็นว่าหนานิปรากฏตัวขึ้นที่ลานประลอง แววตาของขวงฉีก็แปรเปลื่ยนเป็เ็าและมีจิตสังหารปะปนอยู่เล็กน้อย
หนานิเองก็ััได้ถึงจิตสังหารของขวงฉี แต่เขาก็ไม่ได้สนใจมากนัก เพราะสำหรับเขาแล้วขวงฉีก็เป็เพียงแค่ขั้นบันไดให้เขาเหยียบขึ้นไปเท่านั้น และเขาก็จะทำให้ทุกๆคนในสถาบันฉินเยี่ยรู้ว่าเขาแข็งแกร่งมากแค่ไหนด้วยเช่นกัน
ความแข็งแกร่งของหนานิในเวลานี้คือระดับเซียนยุทธ์ขั้นกลาง ต่อให้เป็อาจารย์ขั้นทองของสถาบันฉินเยี่ยก็ไม่สามารถทำให้เขาเอาจริงได้ด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับขวงฉีที่เป็เพียงแค่อาจารย์ยุทธ์ขั้นสมบูรณ์
“ ข้าหนานิอายุสิบหก ศิษย์ของท่านอาจารย์โหรวอวี้ขอคำชี้แนะจากศิษย์พี่ด้วย ” หนานิกล่าวด้วยรอยยิ้มพร้อมกับหยิบดาบไม้ออกมาจากอุปกรณ์มิติ
เมื่อเห็นว่าหนานิหยิบดาบไม้ออกมาจากอุปกรณ์มิติ ดวงตาของขวงฉีก็ยิ่งเ็าลงมากกว่าเดิม
“ เหอะ!! ในเมื่อเ้าอยากตายนักข้าก็จะจัดการตามที่เ้าหวัง ” ขวงฉีหยิบเอาหอกสีเงินออกมา
หอกสีเงินนี้เป็ถึงอาวุธระดับปฐีขั้นสูงที่ขวงฉีใช้มานานหลายปี ทำให้เขาและหอกนี้หลอมรวมเป็หนึ่งเดียวกันอย่างแท้จริง
หนานิยิ้มจางๆ ถ้าหากคนทั่วไปคงดูเหมือนกับว่าหนานิกำลังดูถูกขวงฉี แต่ความจริงแล้วมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ว่าดาบไม้เล่มนี้ถูกสร้างขึ้นมาจากไม้หมื่นปีของต้นเหล็กรัตติกาล แถมอาวุธชิ้นนี้ก็อยู่ในระดับ์ขั้นสูงอีกด้วย
จากนั้นอาจารย์ขั้นเงินผู้หนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นและเสนอตัวเป็กรรมการให้กับทั้งสองเอง
แน่นอนว่าโหรวอวี้และหยู่เจียงก็ไม่ได้ปฏิเสธ เนื่องจากอาจารย์ฉินผู้นี้เป็คนที่ยุติธรรมอันดับต้นๆของสถาบันฉินเยี่ยและยังเป็คนกลางที่สุดและเหมาะสำหรับการเป็ผู้ตัดสินในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน
อาจารย์ฉินเห็นว่าทั้งหนานิและขวงฉีพร้อมแล้วเขาจึงเริ่มการประลองในทันที
“ เข้ามาสิ ข้าอยากดูว่าศิษย์พี่ขวงฉีแข็งแกร่งขนาดไหน? ” หนานิกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ ตายไปซะ ” ขวงฉีคำรามพร้อมกับพุ่งใส่หนานิทันที
“ หอกทะลวงนภา ” ขวงฉีแทงหอกไปด้านหน้าก่อนที่จะมีแสงสีฟ้าพุ่งใส่หนานิอย่างรวดเร็ว
หนานิหลบลำแสงสีฟ้าอย่างรวดเร็วก่อนที่จะหัวเราะเบาๆก่อนที่จะพุ่งใส่ขวงฉีบ้าง
ตู้มมม
ความเร็วของหนานิเรียกได้ว่าแม้กระทั้งยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ยุทธ์บางคนยังแทบมองไม่ทัน แล้วนับประสาอะไรกับขวงฉีที่เป็เพียงแค่อาจารย์ยุทธ์
ดาบของหนานิหวดเข้าไปที่ลำตัวของขวงฉีอย่างรวดเร็วจนทำให้เกิดเสียงแตกเบาๆพร้อมกับร่างของขวงฉีลอยกระเด็นไปไกลหลายสิบจั้งก่อนที่จะกระแทกพื้นอย่างรุนแรง
เพียงการโจมตีเดียวก็ทำให้ขวงฉีที่มีชื่อเสียงมาอย่างยาวนานในสถาบันฉินเยี่ยถึงกับหมดสติและดูเหมือนว่ากระดูกภายในของเขาอาจจะแตกหลายจุดอีกด้วย
“ หนานิเป็ฝ่ายชนะ ” อาจารย์ฉินประกาศขึ้นอย่างรวดเร็วและมองไปที่หนานิด้วยแววตาจริงจัง
แน่นอนว่าไม่ใช่แค่อาจารย์ฉินเท่านั้นที่มองไปยังหนานิ ทุกๆคนที่รับชมอยู่ต่างก็มองไปที่หนานิด้วยแววตาประหลาดใจและเคารพ
ทุกคนต้องไม่ลืมว่าหนาิอายุเพียงแค่สิบหกปีเท่านั้นแต่ความเร็วของเขานั้นเทียบเท่าหรือเหนือกว่าปรมาจารย์ยุทธ์ไปแล้ว การโจมตีเมือครู่ก็รุนแรงกว่าที่ระดับปรมาจารย์ยุทธ์ขั้นต้นจะทำได้ด้วยซ้ำ หรือก็คือโดยรวมแล้วศักยภาพของหนานินั้นเทียบเท่ากับระดับปรมาจารย์ยุทธ์ได้ด้วยซ้ำ
เวลานี้ทุกคนๆต่างเรียกหนานิว่าสัตว์ประหลาดไปแล้ว และคาดว่าคงไม่มีใครในรุ่นเดียวกันสามารถเอาชนะหนานิได้แล้วด้วยซ้ำ
อายุสิบหกปีก็มีความแข็งแกร่งเทียบเท่ากับระดับปรมาจารย์ยุทธ์แล้ว นับั้แ่ก่อตั้งสถาบันฉินเยี่ยมานี้คืออัจฉริยะระดับปีศาจของแท้
หนานิเก็บดาบก่อนที่จะมองไปยังร่างที่หมดสติของขวงฉีก่อนที่เขาจะโค้งคำนับและกล่าวด้วยรอยยิ้มขี้เล่นว่า “ ขอบคุณศิษย์พี่ขวงฉีที่ออมมือให้แล้ว ”
เมื่อกล่าวจบหนานิก็ะโขึ้นไปยืนอยู่ด้านข้างของโหรวอวี้
“ ศิษย์ไม่ได้ทำให้อาจารย์เสียชื่อแล้ว ” หนานิกล่าวด้วยรอยยิ้ม
โหรวอวี้ยิ้มจางๆก่อนที่จะพาหนานิกลับที่พัก
หลังจากที่หนานิและโหรวอวี้จากไปแล้ว ทุกๆคนก็พูดถึงหนานิด้วยความชื่นชมทันที จะมีก็แต่คนของอาจารย์หยู่เจียงที่กัดฟันแน่นด้วยความโกรธ พวกเขานึกไม่ถึงเลยว่าขวงฉีจะพ่ายแพ้ขาดลอยแบบนี้
เพียงไม่นานชื่อเสียงของหนานิอัจฉริยะคนใหม่ของสถาบันฉินเยี่ยก็แพร่กระจายไปทั่วทั้งสถาบันฉินเยี่ยหรือแม้กระทั้งทั่วทั้งเมืองต้าฉินก็ยังต้องได้ยิน
หลังจากที่หนานิกลับมาที่พักแล้ว เขาก็ไปนั่งเล่นอยู่ที่ศาลาข้างบ้านเพื่อพักผ่อน โดยที่มีชิงหยินและชิงหลานคอยอำนวยความสะดวกให้ไม่ว่าจะเป็การนำอาหารหรือการบริการต่างๆ
“ นายท่านดูเหมือนว่าชื่อเสียงของท่านจะกระจายไปทั่วสถาบันฉินเยี่ยแล้วนะเ้าคะ ” ชิงหยินกล่าวพร้อมกับยิ้มจางๆ
“ นั้นสินายท่าน ไม่ว่าข้าน้อยจะไปที่ไหนก็ได้ยินศิษย์เ่าั้พูดถึงเื่ของนายท่าน ” ชิงหลานกล่าวเสริม
หนานิหัวเราะเบาๆก่อนที่จะกล่าวว่า “ พวกเ้าก็รู้ว่าขวงฉีก็เป็เพียงแค่ขั้นบันไดให้กับข้าเท่านั้น อีกอย่างด้วยความแข็งแกร่งของข้าเกรงว่าแม้กระทั้งอาจารย์ขั้นทองของสถาบันฉินเยี่ยก็ยังไม่ใช่คู่มือของข้าด้วยซ้ำ ”
ชิงหยินและชิงหลานต่างก็พยักหน้าเห็นด้วย เพราะพวกนางรู้ดีว่าความแข็งแกร่งของนายท่านนั้นอยู่ในระดับเซียนยุทธ์ขั้นกลาง
ทันใดนั้นด้านหน้าของหนานิก็มียันต์ส่งสารปรากฏขึ้น
หนานิหยิบเอายันต์ส่งสารมาอ่านก็พบว่าผู้ที่ส่งมาคือหนานหลิน นางได้ยินเื่ที่หนานิประลองกับขวงฉี นางจึงส่งข้อความมาหาด้วยความเป็ห่วงและไถ่ถามว่าเขาาเ็มากน้อยแค่ไหน
หนานิยิ้มและส่ายหน้าเบาๆกับการกระทำของหนานหลิน จากนั้นก็ส่งยันต์ส่งสารกลับไปหาหนานหลินว่าเขาไม่ได้รับาเ็ใดๆและไม่ต้องเป็ห่วง
พริบตาเดียวก็ผ่านไปนานกว่าครึ่งปีนับั้แ่ที่หนานิเข้าร่วมกับสถาบันฉินเยี่ย
ใน่ห้าเดือนที่ผ่านมาหนานิได้อัญเชิญตัวละครถึงสิบตัวละคร แม้ว่าจะมีมากถึงสิบตัวแต่ตัวละครที่แข็งแกร่งที่สุดก็คือเจิ้งฝู่ ซึ่งเป็ตัวละครระดับเซียนยุทธ์เท่านั้น เรียกได้ว่าโชคของหนานินั้นย้ำแย่มากจริงๆ
เวลานี้หนานินั่งพักอยู่ที่ศาลาใกล้กับบ้านพัก เขากำลังมองดูการ์ดตัวละครที่เขาอัญเชิญด้วยสีหน้าประหลาดใจ
[ ยินดีด้วยโฮสต์ได้ทำการอัญเชิญ สัตว์อสูรหมาป่าจันทรา์ ตัวละครระดับสีม่วง ความแข็งแกร่งระดับเซียนขั้นปฐีสมบูรณ์ แต่เนื่องจากโลกที่โฮสต์อยู่เป็โลกระดับต่ำทำให้ไม่สามารถรองรับพลังเซียนได้ระบบจึงปิดผนึกความแข็งแกร่งของหมาป่าจันทรา์ไว้เหลือเพียงแค่กึ่งเซียนเท่านั้น]
[ ตัวละครที่ถูกโฮสต์อัญเชิญมาจะมีความซื่อสัตย์กับโฮสต์อย่างยิ่งและไม่มีวันทรยศโฮสต์อย่างแน่นอน ]
การ์ดตัวละครที่เป็รูปหมาป่าสีเงินขนาดใหญ่ ดวงตาของมันสีแดงราวกับโลหิต ลำตัวของมันมีสีขาวราวกับหิมะ ที่หน้าผากของมันมีคำว่า์เขียนเอาไว้
“ นี้เป็ครั้งแรกที่ข้าอัญเชิญได้สัตว์อสูรแบบนี้? แถมยังเป็ถึงสัตว์อสูรระดับเซียนอีกด้วย ” หนานิอดไม่ได้ที่จะพึมพำเบาๆ แม้ว่าดวงตาของเขาจะเต็มไปด้วยความตื่นเต้นก็ตาม
นอกจากนี้หนานิยังจำได้ลางๆว่าสัตว์อสูรที่มีคำว่า์ต่อท้ายส่วนมากจะเป็สัตว์อสูรที่มีสายเืศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งความแข็งแกร่งของมันจะเหนือกว่าระดับเดียวกันมาก แม้กระทั้งต่อสู้ข้ามขั้นก็ยังทำได้ง่ายๆ
แถมหมาป่าจันทรา์จะแข็งแกร่งกว่าเดิมหลายเท่าเมื่ออยู่ใน่เวลากลางคืน แถมมันยังมีทักษะลับที่สามารถทำให้กลางวันเป็กลางคืนอีกด้วย แม้ว่าทักษะลับนี้จะใช้ได้เพียงแค่เดือนละหนึ่งครั้งแถมใช้ได้นานครั้งละหกชั่วยามเท่านั้น
จากนั้นหนานิก็ได้อัญเชิญอีกครั้งหนึ่ง
ซึ่งโชคของเดือนนี้ทำให้หนานิมีความสุขอย่างมาก เพราะการ์ดตัวละครที่อยู่ด้านหน้าของเขานั้นคือการ์ดตัวละครสีม่วงอีกครั้ง
[ ยินดีด้วยโฮสต์ได้ทำการอัญเชิญ มู่สือจินแห่งตำหนักเทวะศักดิ์สิทธิ์ ตัวละครระดับสีม่วง ความแข็งแกร่งระดับเซียนทองคำขั้นสมบูรณ์ แต่เนื่องจากโลกที่โฮสต์อยู่เป็โลกระดับต่ำทำให้ไม่สามารถรองรับพลังเซียนได้ระบบจึงปิดผนึกความแข็งแกร่งของมู่สือจินไว้เหลือเพียงแค่กึ่งเซียนเท่านั้น ]
[ ตัวละครที่ถูกโฮสต์อัญเชิญมาจะมีความซื่อสัตย์กับโฮสต์อย่างยิ่งและไม่มีวันทรยศโฮสต์อย่างแน่นอน ]
เมื่อเห็นมู่สือจินหนานิก็หัวเราะอย่างมีความสุข นี้เป็ตัวละครตัวที่สองที่เป็ถึงระดับเซียนทองคำขั้นสมบูรณ์อีกหนึ่งคน และนี้ก็เป็เซียนทองคำคนที่สี่ที่หนานิอัญเชิญมาได้
เซียนทองคำสามคนก่อนหน้านี้ก็คือหม่าซีเยว่ เจียงเหรินและหนิงขวง
หม่าซีเยว่ปัจจุบันรับหน้าที่คอยดูแลหนานหลินทั้งในที่ลับและที่แจ้ง ส่วนเจียงเหรินและหนิงขวงปัจจุบันทั้งสองดำรงตำแหน่งรองผู้นำศาลาชุนิ
“ ดูเหมือนว่าเดือนนี้ข้าจะโชคดีมากเลยสินะ ได้ทั้งหมาป่าจันทรา์ระดับเซียนปฐีและยังได้มู่สือจินระดับเซียนทองคำ ” หนานิพึมพำเบาๆ
ในขณะนั้นเองชิงหยินก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับกล่าวขึ้นว่า “ นายท่านวันนี้บ่าวนำภารกิจสามดาวที่ต้องค้นหาสมุนไพรดอกนภาครามร่วมกับหน่วยย่อยของกองทัพพยัคฆ์ททิฬ ”
หนานิที่ได้ยินที่ชิงหยินกล่าวมา เขาก็ถึงกับชะงักเล็กน้อยก่อนที่จะยิ้มออกมา เขากำลังคิดว่าจะเรียกหมาป่าจันทรา์ออกมาและไปไว้ที่ไหน ตอนนี้ดูเหมือนว่าเขาจะเอาหมาป่าจันทรา์ไปปล่อยไว้ที่เทือกเขามรณะแล้วให้มันอาศัยอยู่ที่นั้นไปก่อน
หนานิพยักหน้ารับก่อนที่จะลุกขึ้นพร้อมกับบิดี้เีเบาๆ “ แล้วพวกเราจะออกเดินทางวันไหนล่ะ? ”
“ วันพรุ่งนี้เ้าคะ ” ชิงหยินตอบ
“ เข้าใจแล้ว งั้นเ้ากับชิงหลานก็ไปเตรียมตัวเถอะ ” หนานิกล่าวพร้อมกับเดินกลับเข้าไปในบ้าน
สถาบันฉินเยี่ยมีกฏว่าในทุกๆสามเดือน ศิษย์ชั้นในทั้งหมดจะต้องรับภารกิจจากสถาบันฉินเยี่ยหนึ่งครั้งและภารกิจนั้นจะต้องเป็ภารกิจสามดาวขึ้นไป
ภารกิจสามดาวคือภารกิจที่จะต้องไปยังเทือกเขามรณะและนำสมุนไพรหรือสมบัติบางอย่างจากเทือกเขามรณะ
เนื่องจากสถาบันฉินเยี่ยเกี่ยวข้องกับกองทัพพยัคฆ์ทมิฬ ทำให้ภารกิจบางอย่างของสำนักจะต้องทำร่วมกับกองทัพพยัคฆ์ทมิฬ เพื่อในอนาคตศิษย์ของสถาบันฉินเยี่ยเมื่อเข้าร่วมกับกองทัพพวกเขาจะได้ทำงานได้ง่ายขึ้น
แน่นอนว่าภารกิจสามดาวขึ้นไปส่วนมากจะต้องจับกลุ่มกันสามคนหรือห้าคน เพราะภารกิจเหล่านี้ไปคนเดียวมันจะอันตรายอย่างมากแม้ว่าจะไปพร้อมกับทหารของกองทัพพยัคฆ์ทมิฬด้วยก็ตาม
อย่างที่แคว้นฉินโจวหรืออาณาจักรต้าเหยียนทราบกันดี เทือกเขามรณะเป็สถานที่อันตรายอย่างมาก แม้กระทั้งระดับราชันยุทธ์เข้าไปก็ยังเอาชีวิตไม่รอด เนื่องจากภายในเทือกเขามรณะมีผู้ปกครองอยู่ ซึ่งมันก็คือพยัคฆ์เนตรเพลิง ซึ่งเป็สัตว์อสูรระดับแปด ซึ่งเทียบเท่ากับระดับจักรพรรดิยุทธ์ของมนุษย์
เพียงแต่พยัคฆ์เนตรเพลิงตัวนี้ไม่ได้ปรากฏตัวมานานนับร้อยปีแล้วทำให้ไม่มีใครรู้ว่ามันยังอยู่หรือตายไปแล้ว และเพราะไม่มีใครกล้าเข้าไปสำรวจเนื่องจากถ้าหากมันยังมีชีวิตอยู่ต่อให้เป็ราชันยุทธ์ก็ไม่สามารถมีชีวิตรอดจากมันได้ ทำให้อาณาจักรที่อยู่ติดกับเทือกเขามรณะต่างก็เฝ้าระวังอย่างดี
วันถัดมา
หนานิได้จับกลุ่มกับชิงหยินและชิงหลาน ก่อนที่จะตรงไปยังค่ายทหารพยัคฆ์ทมิฬ
ถึงแม้ว่าชิงหยินและชิงหลานจะเป็เพียงบ่าวรับใช้ที่โหรวอวี้รับมาแต่ทั้งสองก็ยังเป็ศิษย์ของสถาบันฉินเยี่ยและยังเป็ศิษย์หลักของสถาบันฉินเยี่ย เนื่องจากความแข็งแกร่งของทั้งสองอยู่ในระดับอาจารย์ยุทธ์ขั้นกลาง ทำให้หนานิสามารถร่วมทีมกับพวกนางเพื่อทำภารกิจของสถาบันได้ ซึ่งนี้ก็เป็ส่วนหนึ่งที่โหรวอวี้เตรียมเอาไว้ให้กับหนานิ
สำหรับชิงหยินและชิงหลาน ความแข็งแกร่งที่แท้จริงของทั้งสองนั้นเทียบเท่ากับระดับปรมาจารย์ยุทธ์ ถ้าหากทั้งสองร่วมมือกันก็สามารถต่อสู้กับระดับราชันยุทธ์ได้ด้วยซ้ำ
ค่ายพยัคฆ์ทมิฬที่หนานิกำลังจะไปเป็ค่ายพยัคฆ์ทมิฬที่เก้า ซึ่งเป็ค่ายพยัคฆ์ทมิฬที่อยู่ใกล้กับเมืองต้าฉินมากที่สุด
ผู้บัญชาค่ายแห่งนี้คือฉวนเตี๋ยซึ่งเป็ยอดฝีมือระดับราชันยุทธ์ขั้นต้นและยังเป็หนึ่งในผู้ติดตามคนสนิทของฉินอ๋องและรับใช้ฉินอ๋องมานานกว่าสี่สิบปี
หลังจากที่กลุ่มของหนานิมาถึงค่ายทหารพยัคฆ์ทมิฬพวกเขาก็ตรงไปยังค่ายรับภารกิจ
ภายในค่ายรับภารกิจมีทั้งศิษย์ของสถาบันฉินเยี่ยและทหารหลายคนกำลังยืนพูดคุยและวางแผนที่จะทำภารกิจร่วมกัน
เมื่อกลุ่มของหนานิมาถึงพวกเขาก็กลายเป็จุดสนใจขึ้นมาทันที ในฐานะที่เป็ศิษย์เพียงคนเดียวของอาจารย์โหรวอวี้ ศิษย์ของสถาบันฉินเยี่ยย่อมรู้จักหนานิกันหมด
ศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้งหลายต่างก็เข้ามาทักทายหนานิด้วยความเคารพ
ส่วนทหารพยัคฆ์ทมิฬก็มองไปยังหนานิด้วยความสนใจ การที่เป็จุดสนใจของศิษย์สถาบันฉินเยี่ยได้จะต้องไม่ธรรมดา
ไม่นานทหารทั้งหมดก็รู้ว่าหนานิมีพร์ระดับตำนานและยังสามารถเอาชนะอาจารย์ยุทธ์ขั้นสมบูรณ์ที่ใกล้จะทะลวงเข้าสู่ปรมาจารย์ยุทธ์ได้ในวัยสิบหกปี เรียกได้ว่าเขาคือบุคคลที่จะไปถึงระดับราชันยุทธ์ได้ในอนาคต ไม่สิอาจจะไปถึงจักรพรรดิยุทธ์ได้เลย
เมื่อไปถึงโต๊ะรับภารกิจ ก็มีอาจารย์ของสถาบันฉินเยี่ยนั่งอยู่คู่กับนายกองผู้หนึ่งของค่ายทหาร
“ อัจฉริยะตัวน้อยนี้เอง ภารกิจของเ้าในครั้งนี้ง่ายมาก เพียงแค่นำสมุนไพรดอกนภาครามจำนวนสิบต้นกลับมาก็ถือว่าเสร็จสิ้นภารกิจแล้ว ” อาจารย์เจ๋อกล่าวพร้อมกับยื่นภารกิจให้กับหนานิ
“ ท่านหู่ดอกนภาครามอยู่ในเขตชั้นนอกใกล้กับส่วนกลาง ข้าอยากให้ท่านส่งทหารฝีมือดีสักหน่อยไปคุ้มกันศิษย์ของข้า ” อาจารย์เจ๋อหันไปกล่าวกับนายกองหู่ข้างๆ
นายกองหู่ครุ่นคิดและเห็นด้วยจากนั้นเขาจึงสั่งให้ลูกน้องไปตามกลุ่มของหวังสุ่ยมาพบ