ร่างบางที่ก้มหน้าก้มหน้ากวาดใบไม้อยู่ใกล้ทางเดินรีบยอบกายลงอย่างรวดเร็วเมื่อได้ยินเสียงขานว่าอ๋องเต้กำลังเสด็จดีที่นางยืนอยู่ห่างจากทางเดินนั่นพอสมควรเมื่อวางไม้กวาดแล้วก้มหน้านิ่งก็หวังในใจว่าฮ่องเต้จะเสด็จผ่านไปโดย ไม่ใส่ใจนางกำนัลปลายแถวอย่างนาง
พลันมีลมหมุนใหญ่พอสมควรวนเข้ามาหน้าตำหนักเป่าฉีหงซือซือเงยหน้าขึ้นมองพลางใว่าหากใบไม้กองที่นางกวาดไว้กองใหญ่เกิดกระจายขึ้นมาบ่ายนี้มิต้องออกไปสืบเื่ที่สงสัยพอดีกัน
“ฝ่าา! ระวังพะยะค่ะ ลมแรงทีเดียว”สิ้นคำของอู๋กงกง ลมหมุนนั้นก็วนมาใกล้บริเวณที่ฮ่องเต้ประทับพอดีองครักษ์หลายนายรีบวิ่งออกไปเป็โล่กำบังยืนขวางลมในขณะที่ฮ่องเต้ทรงยกแขนที่มีปลายแขนเสื้อใหญ่และหนานั้นขึ้นบังลม
หวือ! หวืด! หวือ!
ลมหมุนวนมาเพียงเฉียดกองใบไม้กองใหญ่กองสุดท้ายที่หงซือซือกวาดไว้ก็นำเอาใบไม้กว่าครึ่งลอยวนขึ้นไปพร้อมมันส่วนที่เหลือกระจัดกระจายเต็มลานนางยกแขนขึ้นบังใบหน้าพอได้ยินเสียงลมหมุนนั้นออกห่างไปแล้วจึงลดแขนลง
“จบกัน! ข้าต้องกวาดใหม่อีกแล้ว”เสียงบ่นของนางแม้ไม่ดังนักทว่าฮ่องเต้ซึ่งเป็ผู้ฝึกยุทธ์กล้าแข็งกลับได้ยินเสียงนั้นอย่างชัดเจนเมื่อลมสงบแล้ว หงซือซือกำลังลุกขึ้นเพื่อจะไปกวาดใบไม้ขบวนคนที่ยืนต่อหน้านางต่างจ้องมองมาที่นางเป็จุดเดียวฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรนางกำนัลที่อยู่ตรงหน้าก็ทรงนึกขึ้นได้ว่านางคือผู้ที่กระโปรงขาดในคราวนั้น
“เ้ามานี่สิ!” พระสุรเสียงกังวานทั่วบริเวณทำให้นางเลิ่กลั่กเล็กน้อยเพราะไม่คิดว่าตัวเองจะพลาดลุกขึ้นมาในตอนที่ขบวนคนเหล่านี้ยังไม่ผ่านไปนางค่อยๆ ก้าวเข้าไปอย่างระมัดระวังพยายามก้มหน้าเอาไว้เพราะการสบตาคนผู้นี้อาจจะทำให้นางถึงจุดจบได้
“เ้าเคยอยู่ตำหนักฮองเฮาใช่หรือไม่?”
“เพคะ”นางก้มหน้าลงให้มากกว่าเดิมเพื่อหวังให้เขาลดละความสนใจ ทว่าฮ่องเต้กลับเอ่ยประโยคชวนตระหนกออกมา“อู๋กงกงต่อไปให้นางไปรับใช้ในห้องบรรทมตำหนักเป่าฉี”หงซือซือเงยหน้าอ้าปากค้างอยู่ครู่หนึ่ง เหมือนว่าิเฟยหลงจะทรงรู้พระองค์ใบหน้านั้นก้มน้อยๆ คล้ายกับรอจ้องหน้านางอยู่เมื่อสบตากับนางก็ทรงจำได้ว่านางคือผู้ที่พบครั้งแรกมิใช่คือนางกำนัลที่พบครั้งที่สอง ที่สำคัญรู้สึกคุ้นเคยกับนางเจอกันหลายครั้ง “เริ่มตอนนี้เลยเ้าเดินตามเจิ้นมา”
อู๋กงกงได้ยินดำรัสของฮ่องเต้ก็หันไปขยิบตาให้กับนางกำนัลผู้แสนโชคดี ยากนักหนาที่จะได้เลื่อนจากการวาดลานสวนไปทำงานรับใช้ในห้องบรรทมแม้นางจะเป็นางกำนัลที่ไร้ขั้นในยามนี้ก็ไม่แน่ว่านางกลายอาจจะกลายเป็คนโปรดของฮ่องเต้และได้รับรางวัลจำนวนมากเช่นเดียวกับเหล่านางกำนัลและขันทีประจำห้องบรรทมที่ได้รับอยู่บ่อยๆไป๋เพ่ยเจินตัวปลอมยอบกายรับคำสั่ง ‘ดาวเคราะห์โคจรมาในชะตาข้าซะแล้ว อุตส่าห์พยายามอยู่ห่างเ้าัขาวเ้าเล่ห์ก็มองเห็นข้าจนได้’
หงซือซือเดินต่อท้ายขบวนจนกระทั่งองครักษ์ทั้งหลายไปยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูผู้ที่ตามเสด็จถึงด้านในมีเพียงเหม่ยห้าวหัวหน้าองครักษ์และอู๋กงกงเมื่อฮ่องเต้ทรงประทับพระที่นั่งแล้วไม่เห็นนางกำนัลผู้นั้นเดินตามเข้าไปก็ก็ขมวดพระขนงอู๋กงกงสังเกตได้ว่องไวยิ่งรีบค้อมศีรษะขออนุญาตเดินออกมาตามไป๋เพ่ยเจินที่ยืนรออยู่หน้าประตูทำทีเก้ๆกังๆ
“เ้าเข้ามาสิต่อไปต้องรับใช้ในห้องบรรทมนะ ยังไม่เข้าใจอีกหรือ?”
“เ้าค่ะ”ไม่ใช่ว่านางไม่รู้แต่นางไม่อยากต่างหาก ตามปกตินางกำนัลตำหนักเป่าฉีที่รับใช้ในห้องบรรทมมีสี่คนที่เหลือเป็ขันทีอีกสี่คนฮ่องเต้ทรงระมัดระวังพระองค์อย่างยิ่งแม้จะทรงมีพระสนมจำนวนมากแต่ก็เป็เพราะนางเ่าั้ถูกถวายเข้ามา มิได้เกิดจากความประสงค์ของฮ่องเต้แต่อย่างใด
นางเข้าไปยืนหดคอก้มหน้าอยู่เยื้องกับอู๋กงกงนางกำนัลประจำตำหนักคนอื่นๆ ล้วนต้องยืนรออยู่ข้างนอกจนกว่าจะถูกเรียกเข้ามาฮ่องเต้เรียกนางมาแล้วกลับมิได้สนใจนางกลับหันไปคุยกับอู๋กงกงเื่การเรียนขององค์ชายิเหอตี้
“เจิ้นไม่เจอเสี่ยวตี้หลายวันแล้วเขาเป็อย่างไรบ้าง?”
“องค์ชายทรงขยันเรียนพะยะค่ะราชครูทรงชื่นชมว่ามีลายพระหัตถ์สวยงามและท่องจำหนังสือพันอักษรได้แล้ว”
“อืม...ดี! สมกับเป็ว่าที่รัชทายาท” อู๋กงกงถอนหายใจ“อย่ากังวลไปก่อนเลยอู๋กงกง วันข้างหน้าพวกขุนนางคงจะเห็นดีเห็นงามไปเองเพราะเจิ้นเองก็ยังมองไม่เห็นว่าผู้ใดจะเหมาะสมเป็ฮองเฮาในห้วงนี้”
อู๋กงกงถอนหายใจอีกคราขุนนางทั้งหลายต่างคัดค้านที่ฮ่องเต้จะทรงแต่งตั้งองค์ชายิเหอตี้ขึ้นเป็รัชทายาทเพราะทรงเป็สายเืของฮองเฮาฏเกรงจะเกิดการแก้แค้นขุนนางที่ได้โค่นล้มอำนาจของฮองเฮาตระกูลเถียนผู้นั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งขุนนางส่วนใหญ่เป็ห่วงชินอ๋องซึ่งเป็พระอนุชาคนโปรดที่คงจะได้รับผลกระทบยิ่งกว่าผู้ใดในฐานะผู้นำในการปราบฏ
ทว่าพระโอรสของฮ่องเต้ิเฟยหลงมีเพียงองค์เดียวเท่านั้น เป็ที่รู้กันว่าฮองเฮาเถียนส่วงนั้นร้ายกาจเพียงใดนางวางแผนกำจัดพระโอรสและพระธิดาทุกพระองค์ั้แ่อยู่ในครรภ์หรือต่อให้เติบโตสักเล็กน้อยก็กลับสิ้นพระชนม์ด้วยอาการป่วยที่คาดไม่ถึงไม่ว่าพระสนมองค์ใดตั้งครรภ์แม้ระมัดระวังตนเองอย่างดี สุดท้ายกลับไม่อาจรักษาชีวิตพระโอรสเอาไว้ได้
“อู๋กงกงเ้าไปเชิญเสี่ยวตี้มากินข้าวกับเจิ้นมื้อค่ำด้วย”
“พะยะค่ะ”อู๋กงกงถอยออกไปแล้ว ฮ่องเต้ทรงหันไปหาเหม่ยห้าว
“เ้าเองก็ไปทำงานอื่นเสียเถิดที่นี่เจิ้นมีคนดูแลมากพอแล้ว”
“พะยะค่ะฝ่าา” หัวหน้าองครักษ์วังหลวงก้าวเท้าเข้าไปกระซิบบางอย่างใกล้พระกรรณหงซือซือที่อยู่ไกลพอสมควรจึงมิได้ยินฮ่องเต้พยักหน้าเล็กน้อยทว่าสายตาของพระองค์กลับจับจ้องอยู่ที่ไป๋เพ่ยเจิน
“เจิ้นรู้แล้ว”
หงซือซือรู้สึกแผ่นหลังและต้นคอของนางคล้ายจะร้อนขึ้นขนกายลุกชันเมื่อเห็นสายตาคมกริบของิเฟยหลงที่มองมาที่นางอย่างจะตรวจตราหาความผิดพลาด‘ัเ้าเล่ห์สงสัยข้าหรือเปล่านี่?แต่เขาก็ไม่รู้นี่นาว่าข้าเคยแปลงโฉมมาที่นี่ไป๋เพ่ยเจินผู้นี้ก็เป็แค่นางกำนัลไร้ขั้น รูปร่างหน้าตาก็ดูธรรมดาเกินกว่าฮ่องเต้จะมาใส่ใจ’ นางก้มหน้าใคร่ครวญว่าตนเองทำผิดพลาดที่ใด?หรือทิ้งพิรุธตรงไหนให้ิเฟยหลง มองเห็นได้บ้าง?เมื่อคิดทบทวนไปหลายตลบก็มั่นใจว่าตนเองทำทุกสิ่งได้ดีจึงรู้สึกสบายใจขึ้นมา
“เ้าออกไปตามคนหน้าประตูมาเตรียมโต๊ะเสวยให้เรียบร้อย”
นางกำนัลและขันทีทั้งแปดเดินเรียงแถวกันเข้ามาถวายบังคมแล้วแยกย้ายกันส่วนหนึ่งไปจัดโต๊ะเสวยส่วนอีกครึ่งไปเตรียมสั่งการให้เตรียมน้ำอาบและจัดเตียงบรรทมหงซือซือคิดจะหมุนตัวตามกลุ่มคนที่จัดเตียงบรรทมไปทว่าฮ่องเต้กลับสายพระเนตรว่องไวยิ่งนัก “เ้ามารออยู่ข้างๆ ข้านี่!”
****************
