นายน้อยเจ้าสำราญ III : ยอดเขยนักกวี (นิยายแปล)

    ตอนที่ 48 ยอดฝีมือ

    ตอนที่ 48 ยอดฝีมือ


    หลี่เฉินอันมองแม่นางในชุดสีเขียวที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยความตกใจ


    จากนั้น เขาก็มองขึ้นไปยังหน้าต่างที่ปิดอยู่บนชั้นสองแล้วชี้ไปที่หน้าต่างนั้น “เจ้า……เหาะลงมาหรือ ? ” 


    “ก็ใช่น่ะสิ” แม่นางในชุดอาภรณ์เขียวเอียงคอมองหลี่เฉินอัน “เจ้าไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่ ? ” 


    “เป็น ! ”  


    “อ่า อาการหนักหรือไม่ ? ” 


    “พลั่ก……!” 


    หลี่เฉินอันกลอกตาขาวแล้วล้มลงหมดสติไป


    หลี่เสี่ยวฮวารีบวิ่งออกมานอกชายคาด้วยความตกใจ เขานั่งยองลงกับพื้นแล้วประคองหลี่เฉินอันขึ้นมา “นายน้อย นายน้อย ท่านตื่นสิ ! ” 


    แม่นางในชุดอาภรณ์เขียวที่เห็นเช่นนั้นก็ตกใจไม่แพ้กัน “ประคองเขาไปที่ห้องของข้า” 


    “เจ้า หากนายน้อยของข้าเป็นอะไรขึ้นมา……” 


    “เจ้ามัวพูดไร้สาระอยู่ไย ? รีบประคองเขาไปที่ห้องของข้าก่อน ! ” 


    “อ้อ ! ” 


    ……


    ……


    ภายในห้องนี้ตกแต่งได้เรียบง่ายและงดงาม


    ที่ดูเรียบง่ายและงดงามนั้น เป็นเพราะหลี่เฉินอันลืมตาขึ้นมาก็เห็นม่านโปร่งสีขาว มีพู่สีชมพูอ่อนเป็นแถวห้อยอยู่เหนือศีรษะ ตัวม่านเปิดออก สามารถมองเห็นอักษรวิจิตรและภาพวาดสองภาพแขวนอยู่บนทั้งสองด้านของหน้าต่างด้านข้าง


    นี่คือห้องพักแขกสตรีในฉุ่ยหยุนเจียน


    เขาย่อมรู้อย่างแน่แท้ เพราะเดิมทีเขาแค่แกล้งหมดสติเท่านั้น


    แต่หลี่เสี่ยวฮวาและแม่นางผู้นั้นไม่รู้


    เสื้อผ้าทั้งชุดของเขาเปียกปอนไปด้วยน้ำ หลี่เสี่ยวฮวาจึงปลดเสื้อผ้าของเขาออกแล้วยัดเขาไว้ใต้ผ้าห่มหนา หลังจากที่แม่นางผู้นั้นเดินตามเข้ามา นางก็นั่งลงที่โต๊ะข้างหน้าต่างและไม่ออกไปไหนอีกเลย


    แต่หลี่เสี่ยวฮวาออกไปแล้ว ก่อนไปยังได้บอกแม่นางผู้นั้นว่าจะกลับไปเอาชุดสะอาดมาเปลี่ยนให้นายน้อยของเขา


    หลี่เฉินอันทำเป็นงีบหลับ ในเวลานี้ เขานอนตะแคงและมองดูแผ่นหลังของแม่นาง


    นางดูเหมือนจะอายุประมาณ 18-19 ปี


    มองจากด้านหลังดูเด่นสะดุดตามาก ทว่านางมิใช่คนที่รูปโฉมสะคราญอะไรขนาดนั้น


    ก่อนหน้านี้ตอนที่อยู่ด้านล่าง หลี่เฉินอันได้ยลโฉมของนางมาแล้ว นางมีใบหน้ากลม นางไม่ได้มีผิวขาวราวกับหิมะ แต่กลับมีผิวเหมือนข้าวสาลีที่คล้ายกับจะผ่านลมผ่านฝนมาบ้าง


    คิ้วของนางไม่ได้โก่งเหมือนก้านหลิว  ริมฝีปากของนางดูหนาเล็กน้อย และมีกระที่เห็นได้ชัดเจนที่ทั้งสองข้างของจมูก


    แน่นอนว่าที่หลี่เฉินอันแกล้งทำเป็นหมดสติและเข้าหานางไม่ใช่เพราะความงามของนาง แต่เป็นวรยุทธของนางต่างหาก


    นับเป็นครั้งแรกในรอบเดือนกว่าที่หลี่เฉินอันได้เห็นคนเหาะได้ และเป็นครั้งแรกนับจากที่เขามาถึงโลกใบนี้


    แม้นว่าชั้นสองจะไม่สูงมาก แต่ถ้าขอให้เขากระโดดลงมา เขาก็ไม่สามารถทำได้เช่นกัน


    บางทีอาจเป็นเพราะเสียงที่เขาพลิกตัว ถึงทำให้แม่นางผู้นั้นสะดุ้ง นางหันกลับมามองหลี่เฉินอัน “ฟื้นแล้วหรือ ? ” 


    ถามทั้งที่รู้งั้นหรือ ?


    หลี่เฉินอันลืมตาโพลงขนาดนี้แล้ว 


    “พูดมาเถิด เจ้าแสร้งทำเป็นหมดสติเพื่อเข้าใกล้ข้าเพราะมีเหตุผลอันใด ? ” 


    หลี่เฉินอันอึ้ง “ข้าไม่ได้แสร้งทำ ! ” 


    แม่นางได้ยินเช่นนั้นก็หลุดหัวเราะออกมา “ในใต้หล้านี้ไม่มีผู้ใดหลอกข้าได้ เจ้าแสร้งทำหรือไม่นั้น ข้าสัมผัสดูก็รู้แล้ว” 


    “แต่เจ้าไม่ได้สัมผัสตัวข้าเสียหน่อย ! ” 


    “เจ้าหมดสติอยู่ไม่ใช่หรือ ? แล้วเจ้ารู้ได้เยี่ยงไรว่าข้าไม่ได้สัมผัสเจ้า ? ” 


    “……” หลี่เฉินอันเถียงไม่ออก 


    นี่มันอะไรกัน ?


    คนในยุคโบราณมีกลอุบายมากมายถึงเพียงนี้เชียวหรือ ?


    เฮอะ ดูเหมือนต้องป้องกันตัวเองไว้บ้างแล้ว !


    “เช่นนั้นเจ้าสัมผัสตรงไหนของข้า ? ” 


    สตรีในชุดสีเขียวหน้าแดงขึ้นมาทันที นางถลึงตาดุใส่หลี่เฉินอัน “เชื่อไหมว่าข้าสามารถสังหารเจ้าได้ในคมกระบี่เดียว ! ” 


    “เชื่อ ! ” 


    หลี่เฉินอันยกมุมผ้าห่มเตรียมจะลุกขึ้น แต่ จู่ ๆ แม่นางผู้นั้นก็รีบหันหลังกลับไปทันที “อย่าขยับเชียวนะ ! นอนลงไปเลย!” 


    “อ้อ” หลี่เฉินอันจึงนอนราบลงไปอย่างสบาย ๆ “แม่นาง ข้าคิดว่าพวกเราควรทำความรู้จักกันเสียหน่อย” 


    แม่นางในชุดอาภรณ์เขียวยังคงไม่หันมา “ข้าไม่ชอบคนฉลาดแกมโกงและไร้ยางอายเยี่ยงเจ้า ! ” 


    “แม่นางช่างรู้จักข้าดีเหลือเกิน ข้าอยากถามแม่นางว่าแม่นางมีวรยุทธอยู่ในขอบเขตใด ระดับใด ? ” 


    “วรยุทธของข้าอยู่ในขอบเขตที่ 3 ระดับสูง ทำไม ? ดูเจ้าไม่เหมือนลูกหลานของตระกูลสูงศักดิ์ หรือเจ้าอยากให้ข้าไปเป็นคนคุ้มกันให้ ? ” 


    ขอบเขตที่ 3 ระดับสูง ?


    ค่อนข้างสูงเลยทีเดียว !


    ซ่งหยวนผิงเพิ่งมีวรยุทธอยู่ในขอบเขตที่ 8 ระดับล่าง หากให้แม่นางผู้นี้เป็นคนลงมือ เช่นนี้ก็สามารถสังหารซ่งหยวนผิงได้อย่างง่ายดายน่ะสิ


    “คนในยุทธจักรอย่างพวกเจ้าจะรับภารกิจสังหารคนเมื่อได้รับค่าจ้างวานที่ตรงใจใช่หรือไม่ ? ” 


    “ข้าไม่ใช่คนในยุทธจักร” 


    “……เช่นนั้นแม่นางเป็นใคร ? ” 


    “ข้าคือคนของหน่วยปลามังกร ได้รับการเลี้ยงดูจากราชสำนัก จะไปฆ่าคนเพื่อเงินได้เยี่ยงไร” 


    หลี่เฉินอันตกตะลึง ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกสั่นสะท้านไปทั่วทั้งตัว เขาไม่คาดคิดเลยว่ายอดฝีมือผู้นี้จะเป็นคนของหน่วยปลามังกรที่เป็นศัตรูคู่แค้นของหอลี่จิ้ง !


    เขายังมีความคิดจะจ่ายเงินจ้างวานนางให้ไปสังหารซ่งหยวนผิง โชคดีที่นางบอกตัวตนให้เขาได้รู้ก่อน ไม่เช่นนั้นหลี่เสี่ยวฮวาคงต้องมาเก็บศพเขาไปจากที่นี่แล้ว 


    และหีบศพที่ร้านของชุ่ยฮวาก็จะขายออกไปอีกหีบ 


    เพียงแต่คนของหน่วยปลามังกรอวดดีขนาดนี้เลยหรือไร ?


    ไม่เหมือนหอลี่จิ้งที่ซ่อนเร้นตัวตน


    “เจ้ารู้จักหน่วยปลามังกรหรือ ? ” 


    เมื่อเห็นหลี่เฉินอันเงียบไปนาน แม่นางในชุดอาภรณ์เขียวจึงหันกลับมาแล้วถามหลี่เฉินอันด้วยสีหน้าจริงจัง 


    “ไม่รู้จัก” หลี่เฉินอันรีบส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว “เพียงแต่คิดว่าชื่อนี้ฟังดูเก่งกาจไม่น้อย” 


    “อ้อ เจ้าชื่ออะไร ? ” แม่นางในชุดอาภรณ์เขียวถามต่อ


    “……ข้าชื่อซูมู่ซิน” 


    แม่นางในชุดอาภรณ์เขียวตาเป็นประกาย “ซูมู่ซิน ? ซูมู่ซิน คุณชายซูผู้เป็นอันดับหนึ่งในสี่ยอดบัณฑิตแห่งจิงตูน่ะหรือ ? ” 


    ซวยแล้ว !


    หลี่เฉินอันรู้สึกเสียใจแล้ว


    เขาลืมไปว่าซูมู่ซินมีชื่อเสียงโด่งดังในแคว้นหนิง


    เขาเพียงแค่ไม่อยากให้ยอดฝีมือของหน่วยปลามังกรรู้ชื่อจริงของเขาก็เท่านั้น !


    “เอ่อ, สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นชื่อเสียงจอมปลอมทั้งสิ้น ไม่ควรค่าให้เอ่ยถึง” 


    “ข้าน้อยได้ยินชื่อเสียงของคุณชายซูมานานแล้ว ข้าชื่นชอบบทประพันธ์ลำนำกิ่งเหมย บทเทศกาลไหว้พระจันทร์ที่คุณชายซูประพันธ์ไว้เมื่อเทศกาลไหว้พระจันทร์ของปีก่อน” 


    แม่นางในชุดอาภรณ์เขียวแสดงออกถึงสีหน้าที่ชื่นชอบเป็นอย่างยิ่ง ทำให้ใบหน้ากลมของนางดูเป็นประกายสดใสขึ้นมา 


    ตอนนี้หลี่เฉินอันรู้สึกมวนท้องไปหมดแล้ว เขาไม่คาดคิดเลยว่าแม่นางผู้นี้จะเป็นแฟนคลับตัวยงของซูมู่ซิน 


    “ตอนที่ข้าลงมาจากบนภูเขา ข้าได้ผ่านไปยังเมืองยวี่จิง แต่คาดไม่ถึงว่าจะได้ยินข่าวว่าคุณชายมาที่เมืองกวงหลิง ดังนั้น  ดังนั้นข้าจึงมาที่นี่” 


    แม่นางในชุดอาภรณ์เขียวก้มหน้าอย่างเขินอาย พวงแก้มสีข้าวสาลีเปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อเล็กน้อย “ข้าไม่คาดคิดจริง ๆ ว่าข้าจะสาดน้ำไปโดนคุณชาย……บางที่นี่, นี่อาจเป็นประสงค์ของสวรรค์” 


    “ไม่เลย ที่เมื่อครู่แม่นางบอกว่าข้าเป็นคนฉลาดแกมโกงและไร้ยางอาย ข้าเป็นคนเช่นนั้นจริง ! ” 


    “นั่น...เป็นเรื่องเข้าใจผิด ! ” 


    เรื่องแบบนี้เข้าใจผิดกันได้ด้วยหรือ ?


    เจ้าต้องมองเป็นเรื่องจริงสิ !


    “แต่แม่นาง..เราทั้งสองไม่รู้จักกันไม่ใช่หรือ ? ” 


    “เมื่อก่อนไม่รู้จัก แต่ตอนนี้รู้จักกันแล้วไม่ใช่หรือ ? ” 


    “……งั้นเจ้าชื่ออะไร ? ” 


    “ข้ามีนามว่ามู่หรงเหอ จากสำนักดาบซงชาน” 


    หลี่เฉินอันรู้ว่าตนเองได้ก่อปัญหาใหญ่เข้าแล้ว เห็นได้ชัดว่าแม่นางผู้นี้ชื่นชมซูมู่ซินเป็นอย่างมาก จนถึงขั้นติดตามซูมู่ซินมาจากเมืองหลวงจนกระทั่งมาถึงเมืองกวงหลิง 


    เพียงแต่เขาไม่ใช่ซูมู่ซินตัวจริง !


    แล้วจะทำเยี่ยงไรดี ?


    “เรื่องมันเป็นแบบนี้ ข้าน่ะ……เจ้าก็รู้ว่าข้าเป็นนักวิชาการ ภายในใจของข้ามีแต่เรื่องของประเทศชาติ” 


    “ก่อนที่ข้าจะทำให้ความปรารถนาและความทะเยอทะยานของข้าเป็นจริง……” 


    “ข้าเข้าใจความคิดของคุณชาย” มู่หรงเหอเงยหน้าขึ้น แววตาที่นางมองไปยังหลี่เฉินอันเปี่ยมไปด้วยความแน่วแน่ “ข้ารู้ได้จากถ้อยคำในบทกวีของคุณชายแล้ว ข้ารู้ว่าคุณชายเป็นผู้มีอุดมการณ์สูง ดังนั้นข้าถึงได้...ข้าถึงได้ลงเขามา” 


    “คุณชายโปรดวางใจ ข้าเพียงแค่อยากติดตามคุณชาย คอยคุ้มกันความปลอดภัยให้คุณชาย ส่วนเรื่องอื่นนั้น……” 


    มู่หรงเหอยังพูดไม่ทันจบ หลี่เสี่ยวฮวาก็ผลักประตูเดินเข้ามา


    “นายน้อยตื่นแล้วหรือ ? ” 


    “เจ้าเอาเสื้อผ้ามาแล้วหรือยัง ? ” 


    “เอามาแล้วขอรับ” 


    “รีบเอามาให้ข้าเร็ว ขอเชิญแม่นางหลบไปก่อน” 


    มู่หรงเหอลุกขึ้นอย่างเขินอายแล้วเดินออกไป หลี่เสี่ยวฮวามองดูด้วยความอึ้ง “คุณชาย ดูเหมือนแม่นางผู้นี้จะคิดอะไรกับท่าน ? ” 


    ดูสิ แม้แต่เจ้าทึ่มยังมองออก แล้วเขาจะทำเยี่ยงไรต่อ ?


    “เหลวไหล” 


    หลี่เฉินอันลุกขึ้นสวมเสื้อผ้าแล้วเปิดหน้าต่างหลังจากคิดเรื่องนี้แล้ว 


    “กระโดดลงไป ! ” 


    “เหตุใดถึงให้ข้ากระโดดล่ะ ? ” 


    “ข้าบอกให้เจ้ากระโดดก็กระโดดลงไปเถอะ จะมัวพูดเหลวไหลอยู่ไปไย ! ” 


    “ไม่ใช่คุณชาย เพียงแต่หน้าต่างนี้มันเล็กเกินไป ข้าเบียดตัวเข้าไปไม่ได้ ! ” 


    “……” 


    มู่หรงเหอเดินเข้ามาพอดี


    สีหน้าของนางดูเศร้าหมอง


    ขอบตาของนางมีหยาดน้ำตาเอ่อคลอเบา ๆ


    “คุณชายซู ข้า..ข้าคิดเข้าข้างตัวเองมากไป” 


    “คุณชายอย่าได้กระโดดลงไปเลย หากขาของคุณชายได้รับบาดเจ็บขึ้นมา ข้าจะรู้สึกผิดเป็นอย่างยิ่ง” 


    “คุณชายเชิญกลับไปเถิด” 


    “ข้าไม่ได้โชคดีเช่นนั้น”


    หลี่เสี่ยวฮวาอึ้ง เขาหันไปมองหลี่เฉินอันอยู่หลายครั้ง ในใจคิดว่านายน้อยของเขาแซ่ซูตั้งแต่เมื่อไร ?


    หลี่เฉินอันไม่ได้พูดอะไรให้มากความ เขาประสานมือขอบคุณมู่หรงเหอ “ช่วยเหลือกันและกันยามลำบาก มิสู้ลืมเลือนกันและกัน ณ เจียงหู” 


    “แม่นางมู่หรง หากมีวาสนาคงได้พบกันใหม่ ! ” 


    เขาพาหลี่เสี่ยวฮวาเดินผ่านมู่หรงเหอไป หลังลงจากชั้นสองแล้ว พวกเขาก็ออกไปจากฉุ่ยหยุนเจียน 


    มู่หรงเหอที่ยืนอยู่บนชั้นสองได้แต่พึมพำกับตนเองเบา ๆ “ช่วยเหลือกันและกันยามลำบาก มิสู้ลืมเลือนกันและกัน ณ เจียงหู……คุณชายซูช่างมีพรสวรรค์เสียจริง ! ” 


    ทันใดนั้น ความเศร้าบนใบหน้าของนางก็เลือนหายไป และมีรอยยิ้มปรากฏขึ้นที่มุมปากแทน


    นางหยิบกระบี่บนโต๊ะขึ้นมา เปิดหน้าต่างดู แล้วร่างของนางก็พุ่งตัวออกไปนอกหน้าต่างราวกับแสง เหมือนนกนางแอ่นร่อนลม และตกลงไปบนยอดต้นหยางริมถนน


    นางมองตามแผ่นหลังของหลี่เฉินอัน และกระโดดขึ้นอีกครั้ง จากนั้นร่างของนางก็ตกลงไปบนต้นหยางอีกต้นที่อยู่ห่างออกไปสิบจั้ง


    หลี่เฉินอันพาหลี่เสี่ยวฮวาเดินจ้ำไปอย่างรวดเร็ว


    นางติดตามพวกเขาไปจนถึงตรอกเอ้อร์จิ่งโกว  


    เมื่อมาถึงหลี่เฉินอันและหลี่เสี่ยวฮวาเข้าไปในร้านสุราแล้วก็ปิดประตูทันที 


    มู่หรงเหอยืนอยู่หน้าประตูร้านสุราแล้วแหงนหน้าขึ้นมองป้ายร้าน——


    “ฮัวม่านถิง ! ” 


    “นี่คือชื่ออาจารย์ของเขาไม่ใช่หรือ ? เป็นเขาจริง ๆ ด้วย ! ” 


    “ร้านสุราใต้ร่มไทร……แต่เหตุใดเขาจึงมาเปิดร้านสุราที่นี่ ? เอ๊ะ ดูเหมือนจะไม่ถูกต้อง ได้ยินมาว่าร้านสุราใต้ร่มไทรแห่งนี้เป็นของผู้ที่มีนามว่าหลี่เฉินอัน……หรือเขายังมีส่วนเกี่ยวข้องกับร้านสุราด้วย ? ” 


    “จริงสิ ครอบครัวของเขามีฐานะยากจน เขาคงหาเลี้ยงชีพด้วยร้านสุราแห่งนี้ ! ”


    “คุณชายซู เป็นท่านนั้นไม่ง่ายเลย ! ” 


    “ข้ามู่หรงเหอไม่อาจให้ความมั่งคั่งแก่ท่านได้ แต่ข้าสามารถให้ความปลอดภัยไปทั้งชีวิตแก่ท่านได้ ! ” 


    มู่หรงเหอยิ้มอย่างสดใสแล้วหันหลังเดินออกไป นางมาที่หน้าร้านเค้กนึ่งของจ้าวจี้ “หลงจู๊ เอาเค้กนึ่งมาให้ข้าสองชิ้นและโจ๊กหนึ่งถ้วย” 


    “หลงจู๊ ที่ตรอกนี้มีห้องว่างให้เช่าไหม ? ” 


    ……


    ……


    หลี่เฉินอันนั่งดื่มโจ๊กอยู่บนโต๊ะหินอ่อนที่สวนหลังร้าน เขามองไปยังชุ่ยฮวาแล้วถามว่า “ขอบเขตที่ 3 ระดับสูงเก่งขนาดไหนกันเชียว ? ” 


    “เก่งมาก ท่านปู่บอกว่าในหอลี่จิ้งของพวกเรามีแค่ผู้อาวุโสทั้งแปดคนเท่านั้นที่มีวรยุทธตั้งแต่ขอบเขตที่ 3 ระดับสูงขึ้นไป ส่วนใต้เท้าซิ่วอี……นอกจากท่านแล้ว ที่เหลือก็มีวรยุทธไม่เกินขอบเขตที่ 5 ระดับสูง” 


    “แล้วในบรรดาสายลับป้ายทองแดงของพวกเรามียอดฝีมืออยู่บ้างหรือไม่ ? ” 


    “เมื่อก่อนเคยมี แต่ตอนนี้ไม่มีเหลือเลยสักคน ในบันทึกเล่มนั้นก็มีบอกไว้ไม่ใช่หรือ ? ” 


    หลี่เฉินอันเริ่มรู้สึกว่าโจ๊กในเช้านี้ไม่มีรสชาติขึ้นมาแล้ว


    เขาวางตะเกียบลง และคิดได้ว่าภารกิจนี้เขาคงต้องคิดหาวิธีเอง


    หากไม่เข้าถ้ำเสือ แล้วจะได้ลูกเสือมาได้เยี่ยงไร !


    คืนนี้ต้องไปหอหนิงเซียง !


    คล้ายกับเรื่องนายน้อยเจ้าสำราญ III : ยอดเขยนักกวี (นิยายแปล) ที่คุณอ่าน