รอยยิ้มพึงพอใจผุดขึ้นบนริมฝีปากของหลันเฟยขณะทอดสายตามองร่างบนเตียงที่เปรียบดังตุ๊กตาตัวโปรดของนางความทรงจำเมื่อเช้านี้หวนกลับมาทำให้นางอารมณ์ดียิ่งขึ้นเมื่อน้ำแกงร้อนๆเผลอหกใส่หลังมือขาวซีด ร่างนั้นก็เพียงแต่นอนนิ่ง ไม่สะดุ้ง ไม่ร่ำร้อง ดวงตาที่เคยทอประกายดื้อรั้นทระนงบัดนี้กลวงโบ๋ว่างเปล่ายิ่งกว่าดวงตาของซากศพ
"ดี.....ดีมากในที่สุดเ้าก็เรียนรู้ที่จะอยู่ในที่ของเ้าที่ใต้ฝ่าเท้าข้า"หลันเฟยกระซิบหยอกเย้ากับความเงียบพลางจัดผ้าห่มให้ร่างนั้นด้วยปลายนิ้วที่แสร้งทำเป็อ่อนโยน ก่อนจะเหลือบมองถาดอาหารที่แทบไม่มีร่องรอยการแตะต้องด้วยความสมเพชระคนสุขใจ
นางหมุนตัวเดินออกจากห้องอย่างสง่างามเสียงหัวเราะหึๆ ในลำคอเล็ดลอดออกมายามที่ลงกลอนประตูจากด้านนอกของเล่นชิ้นโปรดย่อมต้องเก็บไว้ในกล่องอย่างดีทว่าหลันเฟยไม่มีทางรู้ว่าในตำหนักที่เต็มไปด้วยเงาแห่งนี้ทุกการกระทำแม้จะแเีเพียงใดย่อมทิ้งร่องรอยไว้เสมอดุจหยดหมึกบนแผ่นกระดาษขาวบริสุทธิ์
.....................................................................
ปลายนิ้วขององครักษ์เงาจินหู่หยุดชะงักบนม้วนบันทึกรายงานประจำวันคิ้วเข้มขมวดเข้าหากันจนเป็ปมแน่น องครักษ์เงาเช่นเขาไม่ใช่คนสอดรู้สอดเห็นแต่สัญชาตญาณที่ถูกลับคมในสนามรบสอนให้เขามองเห็นความผิดปกติในรายละเอียดที่คนอื่นมองข้าม
บันทึกห้องเครื่อง: "อาหารสำหรับเรือนท้ายสวนถูกส่งกลับมาเกือบเต็มถาดเป็วันที่สิบสี่"
บันทึกห้องซักล้าง: "ไม่มีเสื้อผ้าจากเรือนท้ายสวนมาสองสัปดาห์เต็ม"
บันทึกทหารยาม: "ทุกอย่างสงบเงียบนอกจากหลันซื่อกวานฝ่ายเรือนรับรองและกิจการภายในที่เข้าออกทุกวัน"
ยามวิกาลอันเงียบสงัด ร่างสูงใหญ่ของเขาเคลื่อนไหวไปตามเงาไม้มุ่งตรงไปยังเรือนพักท้ายสวนนั้นด้วยตนเอง เขามองเห็นประตูที่ถูกลงกลอนจากด้านนอกคือสิ่งยิ่งย้ำลางสังหรณ์ของเขา
องครักษ์เงาจินหู่สอดกุญแจสำรองเข้าไปในรูกุญแจเสียงกลไกดังขึ้นแ่เบาราวลมหายใจ กลิ่นอับชื้นผสมกับกลิ่นยาจางๆ คือสิ่งแรกที่ปะทะจมูกห้องทั้งห้องสะอาดสะอ้านเกินจริง ทันทีสายตาของเขาปรับตัวเข้ากับแสงตะเกียงที่สาดเทออกมาจากในห้ององครักษ์เงาจินหู่แทบไม่อยากเชื่อสายตาตนเอง ภาพของร่างเย่วซินบนเตียงผอมบางจนแทบจะเหลือแต่โครงกระดูกดวงตาเบิกโพลงแต่เป็ดวงตาที่มองทะลุเพดานไปสู่ความว่างเปล่าไม่รับรู้ถึงการมาของเขา เส้นผมที่เคยดกดำเงางามถูกทึ้งทำลายจนสั้นกุดแหว่งวิ่นรอยช้ำจางๆ รอบดวงตายังคงฟ้องร่องรอยแห่งความโหดร้ายลมหายใจรวยรินแ่เบาจนแทบจะจับััไม่ได้
องครักษ์เงาจินหู่เดินเข้าไปใกล้ วางนิ้วลงบนข้อมือซีดเซียวชีพจรเต้นอ่อนระโหยราวริ้วคลื่นสุดท้ายของชีวิตที่กำลังจะจมดิ่งสายตาคมกริบเหลือบไปเห็นถ้วยยาบนโต๊ะกากยาสีดำสนิทที่แห้งกรังติดอยู่ก้นถ้วยทำให้ดวงตาเขาหรี่ลง ภายในถ้วยยังคงมีกากยาสีดำสนิทติดอยู่เล็กน้อยเขารู้จักยานี้ดี มันคือสมุนไพรกล่อมประสาทที่หากใช้ต่อเนื่องเป็เวลานานจะทำลายสติปัญญาและเรี่ยวแรงของผู้ใช้จนหมดสิ้นในฐานะองครักษ์เงา คำสั่งขององค์ชายองค์ชายเฟิงเจวี๋ยคือคำสั่งเด็ดขาดองค์ชายทรงรับสั่งไว้ว่าห้ามทูลรายงานเื่ของนางเว้นเสียแต่ว่านางกำลังจะตาย
ภาพของสตรีที่นอนรอความตายอย่างเชื่องช้าอยู่ตรงหน้าคือความจริงที่ทำให้ประโยคสุดท้ายนั้นก้องดังขึ้นมาในหัวบัดนี้การทูลรายงานจึงไม่ใช่การขัดรับสั่งแต่เป็การปฏิบัติตามรับสั่ง
องครักษ์เงาจินหู่ยืดกายขึ้นเต็มความสูงใบหน้ายังคงเรียบเฉยตามปกติวิสัย หากแต่ประกายในดวงตากลับเย็นเยียบและเด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยปรากฏเขาหมุนตัวก้าวออกจากเรือนท้ายจวนแห่งนี้ จุดหมายของเขามิใช่ห้องของหลันเฟยมิใช่ตามท่านหมอมารักษา
เขาเดินตรงไปยังตำหนักหลักของจวนแห่งนี้สถานที่ที่เขาไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปรบกวนยามวิกาลหากไม่มีเื่คอขาดบาดตายเพื่อทูลรายงานต่อองค์ชายองค์ชายเฟิงเจวี๋ยว่าสตรีที่พระองค์มีรับสั่งให้ลืมกำลังจะตาย
……………………………………………………………………………………….
ยามจื่อ(23:00-00:59)
ตำหนักอ๋องพยัคฆ์ทมิฬเงียบสงับตามเคยทว่าคืนนี้ความเงียบกลับกวนใจเ้าของตำหนักแห่งนี้ยิ่งนัก ภายในห้องหนังสือที่โอ่อ่าองค์ชายองค์ชายเฟิงเจวี๋ยขมวดคิ้วเล็กน้อยพู่กันในมือของเขาหยุดนิ่งอยู่เหนือแผนที่การทหารมานานหลายลมหายใจแล้วสมาธิที่เคยคมกริบดุจดาบชั้นเลิศของเขาวันนี้กลับทื่อด้านลงอย่างหาสาเหตุไม่ได้ มิใช่เพราะองค์ชายองค์ชายเฟิงเจวี๋ยรู้สึกหงุดหงิดหรือปัญหารายงานชายแดนที่น่าเบื่อหน่ายหากแต่เป็เพราะลางสังหรณ์บางอย่างที่เขาััได้
ภาพของดวงตาคู่หนึ่งแวบเข้ามาในความคิดของเขาโดยไม่มีปี่มีขลุ่ยดวงตาที่เคยฉายแววดื้อรั้นไม่ยอมใครในคืนที่หิมะตกหนักก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความว่างเปล่าราวกับบ่อน้ำที่แห้งเหือดในคืนที่เขาเรียกนางมาพบที่ศาลากลางน้ำ
"ไร้สาระสิ้นดี" องค์ชายองค์ชายเฟิงเจวี๋ยสบถกับตัวเองเบาๆพยายามปัดความรู้สึกที่กวนใจนั้นทิ้งไปนางก็เป็แค่บ่าวรับใช้อีกคนที่น่าผิดหวังไม่มีค่าพอให้เขาต้องเสียเวลามานึกถึงอีกแต่องค์ชายองค์ชายเฟิงเจวี๋ยหารู้ไม่บนโลกนี้มีคำกล่าวที่ว่ายิ่งพยายามลืมภาพนั้นก็ยิ่งชัดเจนขึ้น
ขณะนั้นเองความเงียบภายนอกก็ถูกทำลายลง
"ทูลท่านอ๋อง! องครักษ์จินหู่ขอพระราชทานพระอนุญาตเข้าพบพ่ะย่ะค่ะ!"เสียงองครักษ์หน้าประตูเต็มไปด้วยความร้อนรน
องค์ชายองค์ชายเฟิงเจวี๋ยเงยหน้าขึ้นดวงตาฉายแววคมปลาบจินหู่ไม่เคยรบกวนเขาในยามวิกาลเช่นนี้น่าจะเกิดเหตุการณ์ที่ไม่ปกติ
"ให้เขาเข้ามา" องค์ชายองค์ชายเฟิงเจวี๋ยตอบรับเบาๆเบื้องนอกประตูจินหู่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อสะกดความรู้สึกทั้งหมดของตนเอง ภาพของสตรีที่นอนรอความตายในห้องที่ถูกล็อกจากภายนอกยังคงติดตาเขาอย่างชัดเจน
เมื่อได้รับอนุญาตจินหู่จึงก้าวเข้ามาในห้องอย่างรวดเร็วก่อนจะคุกเข่าลงด้วยท่าทางที่หนักแน่น
"ขอประทานอภัยที่ล่วงเกินในยามวิกาลพ่ะย่ะค่ะท่านอ๋องแต่กระหม่อมมีเื่ที่มิอาจรอจนถึงรุ่งเช้าได้ ต้องทูลรายงานโดยด่วน"
"ว่ามา" องค์ชายองค์ชายเฟิงเจวี๋ยกล่าวเสียงเรียบแต่สายตาจับจ้ององครักษ์คนสนิทของตนไม่วางตา
"เป็เื่เกี่ยวกับสตรีในเรือนพักท้ายสวนพ่ะย่ะค่ะ"จินหู่กล่าวเสียงเรียบตอบ
บรรยากาศในห้องพลันเย็นเยียบลงในทันที
"ข้าจำได้ว่าเคยสั่งห้ามเื่นี้ไว้อย่างชัดเจน"องค์ชายองค์ชายเฟิงเจวี๋ยกล่าวพลางเบือนหน้าไปทางกองเอกสารรายงานต่างๆ
"พ่ะย่ะค่ะ" จินหู่ยอมรับอย่างตรงไปตรงมา
"ท่านอ๋องมีรับสั่งว่าห้ามรายงานเว้นเสียแต่ว่าแม่นางเย่วซินกำลังจะตาย'" จินหู่เงยหน้าขึ้นเล็กน้อยสบตากับนายเหนือหัวอย่างกล้าหาญ
"กระหม่อมได้เข้าไปตรวจสอบด้วยตนเองเมื่อครู่นี้บันทึกจากห้องเครื่องระบุว่าแม่นางเย่วซินแทบไม่ได้แตะต้องอาหารเลยตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาประตูห้องของนางถูกลงกลอนจากภายนอก สภาพร่างกายของนางทรุดโทรมและอ่อนแอจนแทบไม่เหลือลมหายใจ"จินหู่เว้นจังหวะก่อนจะกล่าวสรุปด้วยน้ำเสียงที่ชัดเจนที่สุด
"จากความเห็นของกระหม่อมแม่นางเย่วซินไม่ได้กำลังป่วยแต่กำลังถูกปล่อยให้ตายอย่างช้าๆพ่ะย่ะค่ะ" จินหู่กล่าวทูล
ทว่ามีเพียงความเงียบสงัดที่น่ากลัวยิ่งกว่าเสียงฟ้าร้องนับพันครั้งองค์ชายเฟิงเจวี๋ยไม่ได้พูดอะไรอีกเขานั่งนิ่งไม่ไหวติงราวกับรูปสลักหินจินหู่ที่รับใช้เขามานานรู้ดีว่านี่คือสัญญาณของพายุที่กำลังจะเกิดขึ้นความโกรธขององค์ชายสี่ไม่เคยปรากฏออกมาเป็เสียงดังหรือกิริยาโวยวายแต่จะปรากฏออกมาเป็ความเงียบที่สามารถแช่แข็งทุกสิ่งให้ตายทั้งเป็ได้
"ใครเป็ผู้ดูแลนาง" องค์ชายองค์ชายเฟิงเจวี๋ยกล่าวด้วยน้ำเสียงแ่เบาทว่ากลับหนักแน่นและเย็นเยียบจนแทบจะบาดหู
"หลันซื่อกวาน (ขุนนางหญิงแซ่หลัน) พ่ะย่ะค่ะ"องค์รักษ์เงาจินหู่เอ่ยตอบผู้เป็นาย ชื่อนั้นทำให้ดวงตาขององค์ชายเฟิงเจวี๋ยหรี่ลงจนกลายเป็เส้นขีดอันตราย
"ลุกขึ้นแล้วนำทางไป" องค์ชายองค์ชายเฟิงเจวี๋ยลุกขึ้นยืนเต็มความสูงในคราวเดียวพลังกดดันอันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากร่างของเขาทำเอาเปลวเทียนบนโต๊ะสั่นไหวอย่างรุนแรงเขาไม่ได้เสียเวลาหยิบเสื้อคลุมตัวนอกด้วยซ้ำ เพียงแค่ก้าวฉับๆออกจากห้องหนังสือไปในทันที
ระหว่างทางเดินที่ทอดยาวไปยังเรือนพักท้ายสวน บ่าวไพร่และทหารยามที่พบเห็นองค์ชายในยามวิกาลต่างรีบหลีกทางและคุกเข่าลงกับพื้นพวกเขาก้มหน้าจนชิดอก ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงเมื่อััได้ถึงไอสังหารที่รุนแรงราวพยัคฆ์ร้ายแผ่ออกมาจากร่างของนายเหนือหัว
ครั้นเมื่อสองนายบ่าวเดินทางมาถึงที่หน้าประตูเรือนพักที่คุ้นเคย สายตาขององค์ชายองค์ชายเฟิงเจวี๋ยจับจ้องไปยังกลอนประตูที่ถูกลงไว้จากด้านนอก
“โง่เขลาและอวดดีที่สุด” องค์ชายองค์ชายเฟิงเจวี๋ยเอ่ยด้วยใบหน้าที่เรียบเฉยแต่ในใจของเขาดั่งพายุหิมะอันบ้าคลั่งที่ซ่อนอยู่เื้ัความเรียบเฉยที่พร้อมจะบดขยี้ทุกอย่างให้ราบพนาสูญ
องค์ชายเฟิงเจวี๋ยไม่ได้รอให้จินหู่ไปหากุญแจเขาไม่คิดจะเสียเวลาแม้แต่ลมหายใจเดียวกับความอัปยศอดสูที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า
โครม!!!
บานประตูไม้เนื้อดีที่ถูกลงกลอนไว้อย่างแ่าแหลกกระจายออกเป็ชิ้นๆ ด้วยการถีบเพียงครั้งเดียวขององค์ชายพยัคฆ์ทมิฬเศษไม้ปลิวกระเด็นไปทั่วห้องพร้อมกับเสียงกัมปนาทที่ทำลายความเงียบงันจนหมดสิ้นแรงปะทะนั้นรุนแรงจนโคมไฟในห้องแกว่งไกวไปมาส่งผลให้เงาบนผนังเต้นระริกราวกับภูตผีที่กำลังตื่นตระหนก
กลิ่นหอมหวานเข้าปะทะที่จมูกของเขาทันทีที่เปิดประตู กลิ่นกำยานที่เข้มข้นจนเลี่ยนและน่าคลื่นไส้ผสมปนเปกับกลิ่นยาจางๆและกลิ่นอับชื้นของห้องที่ขาดการระบายอากาศ ห้องที่เคยถูกจัดแต่งไว้อย่างงดงามบัดนี้กลับให้ความรู้สึกไม่ต่างอะไรจากสุสานที่ถูกปิดตาย
สายตาของเขาก็จับจ้องไปยังร่างที่นอนอยู่บนเตียงในวินาทีนั้นโลกทั้งใบขององค์ชายเฟิงเจวี๋ยราวกับหยุดหมุนไปชั่วขณะความโกรธที่เคยเป็เพียงไอเย็นรอบกายบัดนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็พายุคลั่งที่ซัดกระหน่ำอยู่ภายในอกของเขาอย่างเงียบงันโทสะร้ายของพยัคฆ์ที่ถูกบุกรุกถ้ำเข้ามาทำร้ายเหยื่อของมัน
นั่นไม่ใช่สตรีที่เขาจำได้อีกต่อไป ภาพของเด็กสาวที่คุกเข่าอย่างหยิ่งทระนงกลางหิมะภาพของดวงตาที่ฉายแววดื้อรั้นไม่ยอมจำนนแม้จะอ่อนแอเจียนตายทั้งหมดสลายหายไปจนหมดสิ้นสิ่งที่นอนอยู่บนเตียงนั้นคือซากศพที่มีลมหายใจร่างกายผ่ายผอมจนหนังแทบจะหุ้มติดกระดูกอยู่ใต้ผ้าห่มแพรเนื้อดีที่ดูใหญ่เกินตัวไปถนัดตาเรือนผมสีดำขลับที่เขาเคยคิดว่าสวยงามราวเส้นไหมบัดนี้สั้นกุดแหว่งวิ่นราวกับถูกสัตว์แทะเล็มอย่างน่าเวทนาผิวที่เคยขาวราวกับกระเบื้องเคลือบ บัดนี้ซีดเซียวไร้สีเืและแห้งกร้านแต่ที่น่าสยดสยอดที่สุดคือดวงตา
ดวงตาของนางแม้เปิดอยู่แต่ก็ราวกับกลวงโบ๋ ว่างเปล่า ไม่มีอาการตอบสนองต่อเสียงประตูที่พังทลายลงไม่ตอบสนองต่อการปรากฏตัวของเขา มันเป็ดวงตาที่มองทะลุทุกสิ่งทุกอย่างไปดวงตาของคนที่จิติญญาได้ตายจากไปแล้ว ิัรอบดวงตาที่บอบบางนั้นยังคงมีรอยช้ำสีคล้ำจางๆหลงเหลืออยู่ เป็หลักฐานของการทารุณกรรมที่มองข้ามไม่ได้
องค์ชายเฟิงเจวี๋ยก้าวฉับๆ ไปที่ข้างเตียงโดยไม่รู้ตัวทุกย่างก้าวของเขาหนักแน่นจนพื้นไม้ะเื เขาไม่ได้แสดงความอ่อนโยนใดๆมือใหญ่หยาบกร้านของเขาเอื้อมไปจับที่ปลายคางของเยว่ซินอย่างแรงบังคับให้ใบหน้าที่ซูบตอบนั้นหันมาสบตากับเขาตรงๆััได้ถึงความเย็นเฉียบและผิวที่แห้งผากของนาง ััที่หยาบกระด้างและกะทันหันนั้นได้กระตุ้นสัญชาตญาณสุดท้ายที่ยังหลงเหลืออยู่ในร่างที่แตกสลายของเยว่ซิน
นางสะดุ้งเฮือก!
ดวงตาที่เคยว่างเปล่าพลันปรากฏแววแห่งความหวาดกลัวสุดขีดขึ้นมาวูบหนึ่งริมฝีปากที่แห้งแตกของนางเผยอออกพยายามจะเปล่งเสียงกรีดร้องแต่กลับมีเพียงเสียงครางแ่เบาหลุดรอดออกมาจากลำคอ
"อึก...อ-ย่—ทำ...-ขาอี-..เ-ย.." ร่างทั้งร่างของเย่วซินสั่นเทิ้มอย่างรุนแรงพยายามจะหดตัวหนีจากมือของเขาในสายตาเย่วซฺนตอนนี้นางไม่ได้เห็นผู้ช่วยชีวิต นางเห็นเพียงวิ่งที่น่าหวาดหวั่นและเลวร้ายยิ่งกว่าเดิม!
แววตาแห่งความหวาดกลัวนั้นคือฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ความอดทนขององค์ชายเฟิงเจวี๋ยขาดสะบั้นลงเขาตระหนักได้ในทันทีว่านางไม่ได้ป่วยแค่ทางกายแต่จิตใจของนางได้ถูกทำลายจนแหลกละเอียด
ความโกรธของเขาพุ่งขึ้นถึงขีดสุดเขาปล่อยคางของนางออกก่อนจะกระชากผ้าห่มแพรผืนหนาขึ้นมาห่อหุ้มร่างที่สั่นเทาของนางไว้อย่างรวดเร็วจากนั้นเขาก็ช้อนร่างที่เบาหวิวจนน่าใจหายนั้นขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนของตนเอง
"จินหู่!"เขาตวาดเสียงกร้าวโดยไม่หันไปมอง
"พ่ะย่ะค่ะ!" จินหู่ตอบรับทันที
"ไปตามหมอหลวงจางจากในวังหลวงมาที่ตำหนักเดี๋ยวนี้! บอกว่าข้าเป็คนสั่ง! หากมันกล้ามาช้าแม้แต่ครึ่งเค่อข้าจะไปลากคอมันมาด้วยตนเอง!" เขาเน้นคำสุดท้ายอย่างเด็ดขาด"
"รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ!" จินหู่รับคำสั่งแต่ก่อนที่เขาจะหมุนตัวออกไป
"และอีกเื่"น้ำเสียงขององค์ชายเฟิงเจวี๋ยเย็นเยียบลงจนน่าขนลุก
"ไปลากตัวหลันซื่อกวานมารอข้าที่โถงกลางของตำหนักห้ามให้นางหนีหรือทำร้ายตนเองได้เป็อันขาดข้าจะให้มันรู้ว่าการอยู่ไม่สู้ตายเป็อย่างไร" เมื่อกล่าวจบองค์ชายเฟิงเจวี๋ยก็อุ้มร่างของเยว่ซินที่ถูกห่อหุ้มไว้ในผ้าห่มเดินออกจากห้องที่น่าสะพรึงกลัวนั้นไปทันทีเขาก้าวเดินอย่างมั่นคงและรวดเร็ว ไม่ได้ใส่ใจเลยว่าอ้อมแขนที่แข็งแกร่งของเขานั้นกำลังสร้างความหวาดกลัวให้กับร่างที่บอบช้ำในอ้อมกอดมากเพียงใด
.....................................................................................
หมอหลวงจางคุกเข่าลงข้างเตียงใหญ่ขององค์ชาย มือที่เคยรักษาผู้ไข้กลางสนามรบมานับครั้งไม่ถ้วนบัดนี้กลับสั่นเทาเล็กน้อยภายใต้สายตาที่เย็นเยียบดุจน้ำแข็งพันปีของผู้เป็นาย เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆพยายามตั้งสติให้มั่นคงที่สุดก่อนจะเริ่มการวินิจฉัย
บรรยากาศในห้องนอนที่โอ่อ่าเงียบสงัดจนได้ยินเสียงหัวใจของตนเอง องค์ชายเฟิงเจวี๋ยยืนกอดอกนิ่งอยู่ปลายเตียงไม่ขยับแม้แต่ปลายเท้า ไม่เอ่ยคำใดออกมาแต่แรงกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างของเขานั้นหนักหน่วงเสียจนแทบจะทำให้คนขาดใจตายได้
หมอหลวงจางเริ่มต้นด้วยการจับชีพจร ทันทีที่ปลายนิ้วของเขาัักับข้อมือที่เล็กราวกับจะแหลกคามือของเยว่ซินคิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากันในทันทีชีพจรของนางอ่อนและเต้นช้าอย่างน่าใจหายเป็ชีพจรของคนที่กำลังจะดับสูญเหมือนกับเปลวเทียนที่อยู่ท่ามกลางพายุ
หมอหลวงจางค่อยๆ ตรวจ ต่อไปอย่างละเอียดเขาใช้มือประคองเปลือกตาของนางขึ้นอย่างแ่เบาเพื่อดูสีของตาขาวก่อนจะชะงักเมื่อเห็นรอยช้ำและรอยจ้ำแดงๆจากของแหลมรอบดวงตาของนางอย่างชัดเจน เมื่อลองตรวจสอบลิ้นของนางพบว่ามันมีสีซีดและมีคราบขาวจับหนาซึ่งเป็สัญญาณของคนที่ร่างกายขาดสารอาหารและถูกพิษสะสมมาเป็เวลานาน
ยิ่งตรวจดูอาการยิ่งทำให้ใบหน้าของหมอหลวงจางซีดเผือดลงเรื่อยๆเขารู้ในทันทีว่านี่ไม่ใช่อาการป่วยแต่เกิดจาการลงทัณฑ์ทรมานอันโหดร้าย
หลังจากใช้เวลาตรวจอยู่นานเกือบหนึ่งเค่อ เขาก็ถอยออกมาคุกเข่าลงกลางห้องอีกครั้งก้มศีรษะจนหน้าผากแทบจะจรดพื้น
"ทูลท่านอ๋อง กระหม่อมตรวจดูอาการของนางโดยละเอียดแล้วพ่ะย่ะค่ะ"น้ำเสียงของเขาแหบแห้งและสั่นเครือ
"ว่ามา" องค์ชายเฟิงเจวี๋ยสั่งเสียงเรียบ
"ร่างกายของนางขาดน้ำและอาหารอย่างรุนแรงพ่ะย่ะค่ะทำให้พลังลมปราณและเืลมภายในอ่อนแอจนถึงขีดสุด"
หมอหลวงจางกลืนน้ำลายที่เหนียวหนืดลงคอก่อนจะกล่าวต่อ
"ที่สำคัญกว่านั้นในชีพจรของนางมีฤทธิ์ของซินเหมียน (สมุนไพรกล่อมประสาท)ตกค้างอยู่เป็จำนวนมากพ่ะย่ะค่ะ การได้รับยาชนิดนี้ต่อเนื่องเป็เวลานานจะทำลายเรี่ยวแรงกัดกร่อนสติปัญญาและทำให้ผู้ใช้ตกอยู่ในสภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่นไม่สามารถควบคุมร่างกายและความคิดของตนเองได้"
หมอหลวงจางรวบรวมความกล้าเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
"ส่วนรอยช้ำรอบดวงตาเกิดจากของแหลมขนาดเล็กทิ่มซ้ำๆหลายครั้งแม้จะไม่ใช่แผลลึกแต่ก็สร้างความเ็ปและทำลายสภาพจิตใจของผู้ถูกกระทำได้อย่างมากพ่ะย่ะค่ะ"
องค์ชายเฟิงเจวี๋ยยังคงนิ่งเงียบรอฟังต่อไป
"แต่ที่น่าเป็ห่วงที่สุดคือจิตใจของนางพ่ะย่ะค่ะ"หมอหลวงจางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แ่เบาราวกระซิบ
"ดูเหมือนว่านางจะได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจอย่างรุนแรงจนจิติญญาได้ถอยกลับเข้าไปซ่อนอยู่ในส่วนที่ลึกที่สุดของร่างกายปิดกั้นการรับรู้ต่อสิ่งใดๆทั้งสิ้น สภาพเช่นนี้แม้จะรักษาทางกายได้แต่ทางใจนั้นยากจะหยั่งถึงพ่ะย่ะค่ะ"
สิ้นเสียงรายงานองค์ชายเฟิงเจวี๋ยก็ยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติงอยู่เช่นนั้นอีกเนิ่นนานนานจนหมอหลวงจางคิดว่าตนเองกำลังจะหัวใจวายตายไปเสียก่อน
"รักษานาง" ในที่สุดองค์ชายเฟิงเจวี๋ยก็เอ่ยปากออกมาเป็เพียงคำสั่งสั้นๆ ที่เรียบง่ายแต่กลับหนักแน่นราวกับภูผา
"รักษานางให้หายใช้ยาทุกขนานที่ดีที่สุดในแคว้นนี้ข้าไม่เกี่ยงว่าต้องจ่ายเท่าไหร่"เขาเว้นจังหวะก่อนจะกล่าวประโยคสุดท้ายด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบจนถึงขั้วกระดูก
"หากนางเป็อะไรไปเ้าก็ไม่ต้องมีชีวิตอยู่ต่อ"
"พะ...พ่ะย่ะค่ะ!กระหม่อมจะทำอย่างสุดความสามารถ!" หมอหลวงจางรีบรับคำสั่งก่อนจะลนลานเปิดกล่องยาเพื่อเตรียมเทียบยา
ขณะนั้นเองฉางหมัวมัว (แม่นมาุโแซ่ฉาง) ก็กลับเข้ามาพร้อมกับอ่างน้ำอุ่นและผ้าสะอาดนางเดินเข้ามาที่ข้างเตียงอย่างเงียบเชียบและนอบน้อมที่สุด นางจุ่มผ้าลงในน้ำอุ่นบิดจนหมาด ก่อนจะค่อยๆ ยื่นมือไปหมายจะเช็ดทำความสะอาดใบหน้าที่มอมแมมของเยว่ซิน
แต่ทันทีที่ปลายนิ้วของนางกำลังจะัักับแก้มของนาง
"ฮือ..."
เยว่ซินที่นอนนิ่งราวกับไร้ชีวิตมาตลอดพลันสะดุ้งสุดตัวและส่งเสียงครางออกมาจากลำคอนางหดตัวหนีจากัันั้นราวกับถูกไฟลวกดวงตาที่เคยว่างเปล่าฉายแววหวาดผวาขึ้นมาอีกครั้ง
ภาพนั้นทำให้การกระทำทุกอย่างในห้องหยุดชะงักลง องค์ชายเฟิงเจวี๋ยที่เฝ้ามองอยู่ตลอดเวลาขมวดคิ้วแน่นเขามองเห็นความหวาดกลัวที่ฝังลึกอยู่ในจิตใต้สำนึกของเย่วซิน นางไม่ได้กลัวแค่คนแปลกหน้าแต่นางกลัวการแตะต้องจากทุกคน
เขาเดินมาหยุดอยู่ที่ข้างเตียงฉางหมัวมัวรีบถอยหลีกทางให้ด้วยความใ องค์ชายองค์ชายเฟิงเจวี๋ยบุรุษผู้ซึ่งมือเคยจับแต่ดาบและบังเหียนม้าค่อยๆเอื้อมมือไปหยิบผ้าอุ่นผืนนั้นมาจากมือของแม่นมมือที่ใหญ่และหยาบกร้านของเขานั้นดูไม่เข้ากับผ้าผืนเล็กที่อ่อนนุ่มเลยแม้แต่น้อย
เขาโน้มตัวลงอย่างเชื่องช้าค่อยๆใช้ผ้าผืนนั้นซับลงบนหน้าผากที่เย็นของเยว่ซินอย่างแ่เบาที่สุดหลีกเลี่ยงบริเวณรอบดวงตาที่บอบช้ำของนาง การกระทำของเขาแม้จะดูเงอะงะและแข็งกระด้างไปบ้างแต่กลับมั่นคงอบอุ่น
เยว่ซินที่กำลังตัวสั่นเทาพลันหยุดชะงักไปเล็กน้อย นางยังคงหวาดกลัวแต่ััที่กำลังประคองอยู่นี้มันแตกต่างออกไปสิ่งที่เย่วซินนางััได้แม้ไม่ได้อ่อนโยนแต่ก็ไม่ก็มุ่งร้ายเป็เพียงความอบอุ่นที่มั่นคงและสบายใจค่อยๆซึมซาบผ่านความเย็นเยียบที่ห่อหุ้มจิตใจของนางอยู่
องค์ชายเฟิงเจวี๋ยยังคงบรรจงเช็ดทำความสะอาดใบหน้าและลำคอที่ซูบตอบของเยว่ซินอย่างเงียบงันต่อไปท่ามกลางสายตาที่ตกตะลึงของฉางหมัวมัวและหมอหลวงจางพวกเขารับใช้องค์ชายมานานหลายปีแต่ไม่เคยแม้แต่จะจินตนาการถึงภาพเช่นนี้มาก่อนบุรุษที่มือเคยจับแต่ดาบและบังเหียนม้าบัดนี้กลับกำลังทำหน้าที่ของนางกำนัลด้วยท่าทีที่เงอะงะแต่กลับจริงจังอย่างน่าประหลาด
เยว่ซินเองก็ดูเหมือนจะสงบลงภายใต้การััที่มั่นคงนั้นอาการสั่นเทาของนางลดน้อยลง แม้ดวงตาจะยังคงฉายแววหวาดระแวงอยู่ก็ตาม
เมื่อทำความสะอาดจนเสร็จสิ้น องค์ชายเฟิงเจวี๋ยก็วางผ้าลงในอ่างน้ำก่อนจะหันไปสั่งฉางหมัวมัวด้วยน้ำเสียงที่กลับไปเ็าดังเดิม
"ป้อนยาให้นางและดูแลนางให้อยู่ในสายตาของเ้าตลอดเวลา"องค์ชายเฟิงเจวี๋ยกล่าว
"ข้าจะกลับมา" พูดจบองค์ชายเฟิงเจวี๋ยก็หมุนตัวเดินออกจากห้องนอนไปทันทีทิ้งไว้เพียงบรรยากาศที่ยังคงตึงเครียดและคำถามมากมาย
…………………………………………………………………………
หลันเฟยคุกเข่าอยู่บนพื้นหินอ่อนที่เย็นเฉียบมานานเกือบครึ่งชั่วยามแล้วในตอนแรกนางยังคงสงบเยือกเย็นอยู่ได้ นางมั่นใจในแผนการของตนเองมั่นใจว่าได้ทำลายหลักฐานและปิดปากทุกคนไว้อย่างดีที่สุดแล้วนางเตรียมคำแก้ตัวที่น่าเชื่อถือไว้พร้อมสรรพนางจะอ้างว่าเยว่ซินป่วยหนักด้วยโรคประหลาดที่ติดตัวมาแต่กำเนิดจนทำให้ผมร่วงและร่างกายทรุดโทรมลงเองนางจะแสร้งทำเป็ร้องไห้เสียใจที่ดูแลคนขององค์ชายได้ไม่ดีพอ นางเชื่อว่าองค์ชายผู้ซึ่งไม่เคยใส่ใจในตัวเยว่ซินอยู่แล้วจะต้องรำคาญและโบกมือไล่นางไปในที่สุด
แต่เมื่อเวลาผ่านไปความมั่นใจของนางก็เริ่มสั่นคลอน ทำไมองค์ชายต้องเรียกนางมาพบกลางดึก? ทำไมต้องเป็จินหู่ที่มาเชิญตัวนาง
เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและสม่ำเสมอก้าวเข้ามาในโถงกลางที่เงียบสงัดทุกย่างก้าวสะท้อนก้องอยู่บนพื้นหินอ่อนราวกับเสียงกลองาที่กำลังใกล้เข้ามา คือเสียงฝีเท้าของผู้เป็องค์ชายเฟยเจวี๋ยนั่นเอง
หลันเฟยรีบก้มหน้าลงต่ำทันทีเตรียมจะเอ่ยคำทูลรายงานที่ซักซ้อมมาอย่างดีแต่ก่อนที่นางจะได้เอ่ยปากเงาดำทะมึนของร่างสูงสง่าก็มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของนางพอดีนางไม่ได้ยินคำถามใดๆ จากองค์ชายเฟิงเจวี๋ยมีเพียงความรู้สึกเย็นวาบไปทั่วสันหลังพร้อมกับเหงื่อเย็นๆที่เริ่มไหลออกไปทั่วแผ่นหลังนางััได้ถึงบรรยากาศที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าน้ำแข็งขั้วโลกกดทับลงมาบนร่างของนางจนแทบจะหายใจไม่ออก
"ทูลท่านอ๋องบ่าว"
"เงียบ" ไม่ทันที่หลัยเฟยจะเอ่ยจบประโยค เสียงกล่าวขององค์ชายเฟิงเจวี๋ยที่เบาแต่กลับทรงพลังราวกับสายฟ้าฟาดตัดบทนางอย่างเด็ดขาดและไร้ความปรานี
หลันเฟยตัวแข็งทื่อไปในทันทีนางไม่กล้าขยับหรือเอ่ยคำใดออกมาอีกทำได้เพียงก้มหน้านิ่งรอคอย
"เ้าดูแลนางมานานเท่าใดแล้ว?" องค์ชายเฟิงเจวี๋ยถามขึ้นในที่สุด
"หนึ่ง.....หนึ่งเดือนกับอีกเจ็ดวันเพคะ" หลันเฟยตอบเสียงสั่น
"ตลอดเวลาที่ผ่านมานางป่วยด้วยโรคอันใด?"องค์ชายเฟิงเจวี๋ยตรัส
“นี่แหละโอกาสของข้าที่จะทูลองค์ชาย เสร็จแล้วข้าค่อยกลับไปจัดการนังโง่นั่น”หลันเฟยคิดในใจก่อนจะเอ่ย
"นางป่วยด้วยโรคประหลาดที่ติดตัวมาแต่กำเนิดเพคะท่านอ๋อง"หลันเฟยเริ่มสาธยายเื่โกหกที่เตรียมไว้
"ร่างกายของนางอ่อนแอ ทำให้เส้นผมหลุดร่วงและเบื่ออาหารบ่าวพยายามป้อนยาและดูแลอย่างดีที่สุดแล้วแต่......."
"โกหก" คำพูดสั้นๆ คำเดียวขององค์ชายเฟิงเจวี๋ยตัดบทการสนทนาลงอีกครั้ง
"ทะ......ท่านอ๋อง?" หลันเฟยที่กำลังคุกเข้าอยู่ใที่องค์ชายเฟิงเจวี๋ยทรงตรัสว่านางโกหก
"ข้าบอกว่าเ้ากำลังโกหก" องค์ชายเฟิงเจวี๋ยกล่าวช้าๆชัดๆ
"หมอหลวงจางเพิ่งจะวินิจฉัยอาการของนาง ร่างกายของนางขาดอาหารอย่างรุนแรงในชีพจรมีพิษของซินเหมียนตกค้างอยู่และรอยช้ำรอบดวงตาไม่ได้เกิดจากอาการป่วย"องค์ชายเฟิงเจวี๋ยวกล่าว
หัวใจของหลันเฟยร่วงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม!
“หมอหลวงจาง! องค์ชายทรงเรียกหมอหลวงมาได้อย่างไร!”หลัยเฟยตื่นตระหนกเป็อย่างมากในยามนี้
"หม่อมฉันไม่ทราบเพคะ!" หลัยเฟยรีบเอ่ยปฏิเสธทันที
"ต้องมีคนลอบวางยาเป็แน่! ต้องเป็พวกบ่าวไพร่ที่อิจฉาริษยาเย่วซินที่ได้รับความโปรดปรานจากท่านอ๋อง!บ่าว.....บ่าวมิทราบจริงๆ เพคะ!" หลันเฟยเริ่มร้องไห้ฟูมฟายน้ำตาไหลอาบแก้มงามราวกับสายฝนนี่ช่างเป็การแสดงที่น่าสงสารจับใจแต่สำหรับองค์ชายเฟิงเจวี๋ยในยามนี้ช่างเป็ภาพที่น่ารังเกียจที่สุด
"พอได้แล้ว" องค์ชายเฟิงเจวี๋ยกล่าวเสียงเ็า
"การแสดงของเ้าจบแล้ว" องค์ชายเฟิงเจวี๋ยย่อตัวลงช้าๆจนใบหน้าที่หล่อเหลาราวเทพสลักนั้นมาอยู่ในระดับเดียวกับใบหน้าของหลันเฟยดวงตาสีนิลของเขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่กำลังตื่นตระหนกของนาง
"ข้าจะให้โอกาสเ้าตอบคำถามข้าอีกเพียงครั้งเดียว"องค์ชายเฟิงเจวี๋ยกระซิบเสียงเย็น
"แล้วข้าขอแนะนำให้เ้าตอบความจริง" องค์ชายเฟิงเจวี๋ยเว้นจังหวะก่อนจะเอ่ยคำถามที่ทำให้หลันเฟยหมดหนนางที่จะตอบ
"เ้าเอาแมวตัวนั้นไปไว้ที่ไหน?" องค์ชายเฟิงเจวี๋ยเอ่ยอีกครั้ง
หลันเฟยเบิกตากว้างตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาปเป็หิน! องค์ชายเฟิงเจวี๋ยรู้ได้อย่างไร?! เื่แมวโง่นั่นเื่เล็กน้อยเช่นนั้นองค์ชายเฟิงเจวี๋ยไม่มีทางรู้ได้!
"ท่าน......ท่านอ๋องหมายถึงเื่อันใด บ่าวไม่เข้าใจ"หลันเฟยยังคงเสเสร้งต่อไปนางไม่เชื่อว่าองค์ชายเฟิงเจวี๋ยจะทรงทราบเื่แมวตัวนั้น นางต้องเล่นละครต่อไป
"ไม่ต้องเข้าใจ" องค์ชายเฟิงเจวี๋ยกล่าว
"เพราะเ้าไม่จำเป็ต้องเข้าใจอะไรอีกต่อไปแล้ว" องค์ชายเฟิงเจวี๋ยตรัสก่อนจะหันไปสั่งจินหู่ที่ยืนรออยู่ในเงามืดด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดและปราศจากความลังเลใดๆ
"นำตัวนางไปที่ลานปะาหลังตำหนัก"
"ท่านอ๋อง! ไม่นะเพคะ! ท่านจะทำอะไรบ่าว!" หลันเฟยถึงกับหน้าถอดสีนี่มันไม่ถูกต้ององค์ชายเฟิงเจวี๋ยทรงไม่ให้ความสนรพระทัยใดๆกับนังนั่นแล้วเหตุใดเื่ราวจึงเป็เช่นนี้
"ตัดเส้นเอ็นที่ข้อมือและข้อเท้าของนางเสีย"องค์ชายเฟิงเจวี๋ยกล่าว
"จากนั้นล่ามนางไว้กับเสาแล้วโบยด้วยแส้จุ่มน้ำเกลือหนึ่งร้อยที" คำสั่งขององค์ชายเฟิงเจวี๋ยนั้นทำให้ทุกคนที่ได้ยินต้องขนหัวลุก!
"กรี๊ดดด! ไม่นะเพคะ! ท่านอ๋อง!ได้โปรดเมตตาด้วย!" หลันเฟยกรีดร้องอย่างเสียสติ
"และหากนางยังไม่ตายก็ให้แขวนนางประจานไว้ที่นั่นจนกว่านางจะตาย" องค์ชายเฟิงเจวี๋ยกล่าวต่อโดยไม่สนใจเสียงร้องโหยหวนนั้น
"ส่วนบ่าวไพร่และนางกำนัลทุกคนในสังกัดของนางที่รู้เห็นเป็ใจแต่กลับนิ่งเฉยโบยคนละห้าสิบที แล้วขับออกจากตำหนักไปเป็ทาสตลอดชีวิต!"องค์ชายเฟิงเจวี๋ยออกคำสั่งสุดท้าย
การกระทำขององค์ชายเฟิงเจวี๋ยนี้ทำเพื่อประกาศให้แก่ทุกคนในตำหนักแห่งนี้ได้เห็นว่าอะไรคือผลลัพธ์ของการแตะต้องของๆอ๋องพยัคฆ์ทมิฬ