ท่ามกลางความมืดมิดที่ดำสนิทจนไม่มีแสงสว่างใดที่จะทะลุผ่านเข้ามาในความมืดเช่นนี้ได้
ร่างใส ๆ โปรงแสงของชายหนุ่มเ้าของนามว่าฟางโม่ กำลังล่องลอยไปมาอย่างไม่มีจุดหมาย
เขาไม่รู้ว่ามาอยู่ในที่แบบนี้ได้อย่างไร แล้วก็ไม่รุ้ถึงทางที่จะออกไปจากที่แห่งนี้ ไม่รู้ว่าเขาใช้เวลาลอยไปลอยมาอยู่นานเพียงใด ทุกอย่างในหัวของเขามีแต่คำว่าไม่รู้เต็มไปหมด
แต่ถึงอย่างนั้นการที่เข้าอยู่ในสภาพที่โปรงใสจนแทบจะมองทะลุตัวเขาได้นั้น มันกลับทำให้ชายคุณรู้สึกเบาสบายเหมือนร่างกายเป็ปุยนุ่นที่อ่อนบาง และพริ้วไหวไปตามสายลม มันช่างเป็ความรู้สึกที่แสนสำราณอย่างที่เขาไม่เคยได้ััมาก่อนจนบางทีเขาก็อยากที่จะอยู่แบบนี้ตลอดไป
ฟางโม่ลอยไปตามความมืดไปเรื่อย ๆ แม้ไม่รู้ว่าเขาได้พบกับอะไรที่ปลายทาง แต่นี่ก็เป็สิ่งเดียวที่เขาจะสามารถทำให้ความเบื่อนั้นจางหายไปได้บาง
การใช้ชีวิตแบบไม่รู้ถึงจุดหมาย ่แรก ๆ มันก้ดีอยู่หรอก แต่พออยู่ไปนาน ๆ ความเบื่อที่ต้องอยู่คนเดียวในความมืดที่ว่างเปล่าเช่นนี้ ก็ไม่ต่างกับการถูกขังเอาไว้
นั้นจึงเป้นเหตุผลที่ทำให้เขาไม่ยอมที่จะหยุดอยู่กับที่อีกต่อไปแล้ว ถึงแม้ที่แห่งนี้มันจะกว้างใหญ่เพียงใด แต่การที่เขามาอยู่ในนี้ได้ แสดงว่ามันก้ต้องมีทางออกอยู่ที่ไหนซักแห่งแน่ ๆ เขาจะต้องรีบออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด ก่อนที่จิตใจของเขาจะลืมเลือนเื่สำคัญที่เขาจะต้องรีบทำไปเสียก่อน
แม้ตอนนี้เขาจะลืมไปแล้วว่าเื่สำคัญที่เขาจะต้องรีบทำนั้นคืออะไร แต่จากความร้อนรนในใจที่เขารู้สึกนั้น ก็เป็สิ่งยืนยันที่ดีว่ามันสำคัญขนาดไหน ถ้าเขาออกไปจากที่แห่งนี้ได้ เขาก็คงจะจำมันได้เอง
แต่พอมาคิดดูแล้วมันก้น่าแปลก ตัวเขาที่มาอยู่ในสถานที่แปลก ๆ ที่ไม่เคยเจอเช่นนี้ ไหนจะร่างกายที่ผิดไปจากเดิม ทั้งหมดนั้นควรที่จะสร้างความสับสน หรือความวิตกกังวลให้กับตัวเขาไม่น้อย แต่นี่ไม่ใช่เพียงเขาจะไม่รู้สึกเช่นนั้นแล้ว ตัวเขากลับรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูก
ไม่นานนักในที่สุดแสงสว่างที่เขารอคอยมาแสนนานก็เริ่มปรากฎออกมาเหนือหัวของเขา
แสงสว่างเล็ก ๆ รอดผ่านรอยแยกที่เกิดขึ้นจากของมีดคมขนาดใหญ่บางอย่าง แล้วไม่นานก้มีมือขนาดใหญ่เขามาจับตัวเขาให้ออกมาสุ่โลกภายน้อย
เสียงร้องของเด็กทารกคนหนึ่งดังก้องขึ้นออกมาท่ามกลางความดีใจของคนจำนวนหนึ่งที่อยู่ในห้องเล็ก ๆ ทรงสี่เหลือบ
ความจริงแล้วสิ่งที่มีนั้นจับขึ้นมาไม่ใช่ร่างโปร่งใสของฟางโม่ แต่เป็ร่างของทารกตัวเล็ก ๆ ที่อยู่ใกล้ ๆ กับเขาต่างหาก
“ยินดีด้วยครับคุณได้ลูกชาย”
บุรุษในชุดขาวยื่นมือที่อุ้มทารกตัวน้อยอย่างอ่อนโยนไปให้กับผู้เป็แม่ได้สวมกอด
เพียงแค่ได้เห็นร่างที่เธออุ้มท้องมานานร่วมเก้าเดือน น้ำตาแห่งความปิติของผู้เป็แม่ก็ไหลออกมาเป็สาย เช่นเดียวกับผู้เป็สามีหรือพ่อของทารกน้อย ที่คอยจับมือให้กำลังใจเธออยู่ค้าง ๆ
ฟางโม่ยืนมองภาพเหตุการณ์ที่น่าประทับใจนั้นอยู่เงียบ ๆ เพียงลำพังด้วยความสงสัยมากมายที่อยู่ในหัว
เขาไม่รู้ว่าตัวเขาตอนนี้อยู่ที่ไหน ไม่รู้ว่าเครื่องมือมากมายที่อยู่รอบห้องนั้นคืออะไร ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงจะต้องมาดูการเกิดของทารกคนนี้อยู่ที่นี้ด้วย แต่คำถามเหล่านี้ก้คงจะเป็ได้เพียงแค่ความสงสัยของเขาต่อไป เพราะดูเหมือนว่าจะไม่มีใครที่รู้สึกถึงการมีตัวตนอยู่ของเขาเลย ถ้าเขาอยากจะได้คำตอบของคำถามเหล่านี้ ก็คงมีแต่จะต้องติดตามชีวิตของทารกคนนี้ต่อไป
เวลาผ่านไปนานหลายปีจากเด็กน้อยในวันนั้นก็โตไปเป็ผู้ใหญ่เต็มตัวในวัยยี่สิบปี ชายหนุ่มผู้มีนามว่าอาเธอร์ที่ฟางโม่ได้เฝ้าติดตามเป็ิญญามาั้แ่เกิดคนนี้ ไม่ใช่เด้กน้อยจอมซนผู้ไม่สนใจโลกอีกต่อไปแล้ว เขานั้นได้ผ่านชีวิตพบเจออะไรมามากมาย ทั้งความเ็ปที่ต้องโดนเพื่อนแกล้ง ความสนุกที่ได้เล่นกับเพื่อน ความเจ็บจากการชกต่อย และความเสียใจจากการศูนย์เสียเม่ที่เป็ที่รักไป
เมื่อเฝ้ามองเหตุการณ์หลาย ๆ อย่างที่อาเธอร์ได้พบเจอก็ทำให้เขาได้เข้าใจอะไรมากมายที่ตัวของเขาแต่ก่อนนั้นยังไม่เข้าใจ และคำตอบที่เขาเคยคิดของคำถามที่ไร้คำตอบในวันที่ชายคนนี้ยังคงเป็ทารก ในวันนี้เขาก็ได้คำตอบมาพอที่จะทำให้เขาเข้าใจอะไรมากขึ้นแล้ว
สถานที่ที่เขากำลังใช้ชีวิตอยู่กับอาเธอรืตอนนี้ไม่ใช้โลกที่เขารู้จัก ในโลกนี้ไม่มีทั้งพลังปราณหรือพลังิญญาเลย จะมีผู้ถึงบางก็ในหนังกำลังภายในเพียงเท่านั้น ผู้คนในโลกนี้ต่างเชื่อในสิ่งที่เรียกว่าวิทยาศาสตร์ จนทำให้ผู้คนต่างศึกษาเล่าเื่ในเื่นี้กันอย่างจิงจัง ผู้คนที่โตเป้นผู้ใหญ่ต่างใช้ความรู้ความสามารถที่มีในการหาเลี้ยงชีพดำรงชีวิต ต่างกันกับโลกที่ฟางโม่เคยอยู่ ที่ถ้าอยากได้เงินก็ต้องแลกมาด้วยการเสี่ยงอัตรายในการเข้าไปล่าพวกอสูรเพื่อหาวิตถุดิบที่ลูกค้า้า ส่วนอาชีพอย่างอื่นนี้แทบไม่ต้องผู้ถึงเื่เงินเลยว่ามันได้น้อยแค่ไหน ถ้าไม่ใช่อาชีพที่ต้องเสียชีวิตเข้าแลก ก้ไม่มีทางที่จะได้เงินมาเพียงพอต่อความ้านัก
แต่ถึงอย่างนั้นจิตใจของผู้คนกลับไม่ต่างกันเลย ยังคงมีทั้งการกดขี่ดูถูกคนที่อ่อนแอกว่าในทุก ๆ วงการ คนรวยมีสิทธิที่จะทำอะไรตาม้ามากกว่าคนจน าที่ดูเหมือนจะไม่มีแล้ว แต่ในแต่ละประเทศก็ยังคงทำาเย็นใส่กันอยู่ตลอดเวลา จิตใจของผู้คนนั้นจะไม่ได้ขึ้นกับสภาพแวดล้อมหรือการดำรงชีวิต แต่ตราบใดที่ยังคงขึ้นชื่อว่ามนุษย์ ก็คงจะไม่มีทางหลีกเลี่ยงเื่พวกนี้ได้
ถึงเื่นี้จะทำให้ฟางโม่รุ้สึกแย่ไม่น้อย แต่เพราะมันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเขามากนัก เลยทำให้เขาไม่ได้ใส่ใจกับเื่ของจิตใจคนมากนัก เพราะไม่ว่ายังไงเขาก็ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้
ตัวฟางโม่ในตอนนี้ก็คงจะไม่ต่างจากสิ่งที่เรียกว่าผีหรือิญญาที่คอยปกป้องอาเธอร์จากสิ่งอันตรายที่เด็กคนนี้จะได้พบ แม้เขาจะทำอะไรไม่ได้มาก แต่ก็พอที่จะช่วยอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้บ้าง อย่างตอนที่อาเธอร์ในวัยเด็กกำลังหลงทาง ก็ก็พยายามใช้ความสามารถที่มี ในการที่จะทำให้ใครซักคนมาเจอเขา หรือตอนที่เด็กคนนี้กำลังจะไปจีบสาวครั้งแรก ฟางโม่ก้ช่วยสร้างบรรยากาศที่จะทำให้ฝนตกจนทั้งสองได้คบกัน ถึงแม้ว่าสุดท้ายจะเลิกกันไปเพราะฝ่ายหญิงนั้นมีคนอื่น แต่ก็เป็เพราะฟางโม่อีกนั้นแหละที่ทำให้อาเธอรืนั้นเลิกเป้นคนที่ถูกเธอหลอกต่อไป นอกจากนี้ยังมีอะไรอีกหลาย ๆ อย่างที่ฟางโม่ได้ช่วยอาเธอร์เอาไว้อีกมากมาย
ในตอนนี้ความรู้สึกของเขาก้ไม่ต่างอะไรกับพ่อของเด็กคนแม้ไปแล้ว แม้ว่าร่างกายของอาเธอร์จะโตเป้นผู้ใหญ่จนมีอายุมากกว่าฟางโม่ไปแล้ว แต่ในสายตาของเขา อาเธอร์จะก็ยังคงเป็ทารกน้อยในวันนั้นอยู่ตลอดการณ์
และสิ่งที่ทำให้เขาสนใจในตัวเด็กคนนี้มากที่สุดก็คือใบหน้าที่เหมือนกับตัวเขาราวกับพี่น้องฝาแฝด ถ้าเวลาผ่านไปจากนี้ซักสิบปี แล้วมีใครมาเห็นพวกเขาทั้งสอง ทุกคนคงจะคิดว่าฟางโม่เป็ลูกของอาเธอแน่นอน
จากนั้นไม่นานก้มีเื่แปลก ๆ เกิดขึ้นกับตัวของอาเธอร์อีกครั้ง เมื่อเขาได้ก้าวผ่านประตูเข้าไปยังโลกใหม่อีกครั้งจากการถูกอัญเชิญมาเป็ผู้กล้าของโลกนี้ อาเทอร์และคนนับร้อยถูกแต่งตั้งให้เป็ผู้กล้าคอยปราบปีศาจที่าาบอกว่าพวกมัน้าที่จะมายึดโลกของพวกเขา แต่ด้วยความสามารถที่น้อยนิดของคนในโลกนี้ จึงต้องเพิ่งกำลังของผู้กล้าจากต่างโลก
ในโลกนี้จะมีสิ่งที่ใช้กำหนดความแข็งแกร่งที่เรียกว่าเลเวล ที่ต่อให้เพิ่มมากขึ้นแค่ตัวเลขเดียวก้ทำให้ค่าสถานะเปลี่ยนไปจนเอาชนะผู้ที่มีเลเวลน้อยกว่าแม้เลเวลเดียวได้อย่างง่ายได้
โดยการที่จะทำให้เลเวลเพิ่มขึ้นได้นั้นเพียงแค่ออกไปล่าสัตว์อสูร ก็จะได้รับค่าประสบการณ์มาทำให้เลเวลเพิ่มได้แล้ว ยิ่งสัตว์อสูรเก่งมากเท่าไร มันก็จะทำให้ได้รับค่าประสบการเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น
แต่ถ้าเป็ในโลกของฟางโมแล้ว ต่อให้จะกำจัดอสูรมากเพียงใดก็ไม่มีผลที่จะทำให้ค่าพลังิญญาเพิ่มขึ้นได้เลย
ค่าพลังิญญาเกิดมาจากการฝึกฝนควบคุมพลักจากจิตและผสานลมปราณภายในกระตุนให้พลังิญญาเพิ่มขึ้นมา ยิ่งฝึกจิตและพลังลมปราณมากขึ้นแค่ไหน ก็จะยิ่งทำให้สามารถพัฆณาไปอยุ่ในขั้นสูง ๆ ได้ โดยที่ในขั้นของพลังิญญาจะมีอยู่สิบขั้นสิบระดับได้แก่
ขั้นผู้ฝึกหัด
ขั้นนักสู้
ขั้นนักรบ
ขั้นอัศวิน
ขั้นผู้กล้า
ขั้นาา
ขั้นจักรพรรดิ
ขั้นิญญา
ขั้นบรรพบุรุษ
ขั้นเทพเ้า
ยิ่งอยู่ในขั้นที่สูงมากแค่ไหนก็ยิ่งที่จะฝึกวิชาในระดับที่สูงขึ้นมากเท่านั้น แต่ผู้ที่สามรถขึ้นไปอยู่ในขั้นระดังเทพเ้าได้เห้นจะมีเพียงแค่ไม่กี่คนเท่านั้น
เมื่อมองดูสิ่งที่อาเธอร์ได้พบเจอแล้วบางทีก้ทำให้ฟางโม่รู้สึกอิจฉาในความสามารถที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนเป้นที่ยอมรับของชายคนนี้เหมือนกัน แต่ความรู้สึกยินดีที่ได้เห็นเด้กชายที่เขาเฝ้ามองมาตลอดเติบโตเป้นที่ยอมรับของทุกคนนั้นก้ทำให้เขาลูกยินยินดีไปด้วย
แต่แล้ววันหนึ่งความคิดของพวกเขาทั้งสองได้เปลี่ยนไปเมื่ออาเธอร์ได้ไปพบกับหญิงสาวชาวปีศาจที่กำลังถูกสัตว์ประหลาดไล่ตาม เขาได้เข้าไปช่วยเธอเอาไว้ แล้วมีโอกาศได้ฟังเื่ราวในแบบที่ไม่เคยได้ยินจากาามาก่อน เกี่ยวกับเื่ของปีศาจที่อยู่ใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบสุขไม่เคยไปรบกวนใคร แต่แล้ววันหนึ่ง าาก็ได้ส่งกองทหารมาจัดการพวกเขาจนก่อเกิดเป็า
แต่ด้วยความแข็งแกร่งที่มากกว่าของเหล่าปีศาจไม่นานนัก าาก็ได้ส่งเหล่าผู้กล้าซึ่งก็คือพวกอาเธอร์มาจัดการกับพวกเขา ด้วยพลังของมนุษย์ต่างโลกที่มีมากกว่า ทำให้ปีศาจนั้นไม่สามารถต่อกรได้อย่างเคย จนต้องถอยทัพกลับไปหาจอมมาร แล้วปรึกษาถึงความอยู่รอดของเผ่าพันธ์
ทั้งอาเธอร์และฟางโม่ได้ฟังเื่ราวก็เกิดความสับสนไปตาม ๆ กัน แต่จะให้เชื่อในคำพูดของหญิงสาวเลยมันก็จะเป็การฟังความข้างเดียวจนเกินไป อาเธอร์จึงตัดสินใจกลับไปยังปราสาทและมองการกระทำของาาอีกครั้ง ด้วยมุมมองที่ได้มาใหม่จากสาวน้อยชาวปีศาจ
แล้วสิ่งที่พวกเขาพบก็คือ ความจริงที่ว่าผู้กล้าเช่นเขาก็ไม่ต่างอะไรไปจากสุนักรับใช้ของาาที่้าจะใช้พลังของพวกเขายึดครองโลก เพราะนอกจากการที่จะส่งพวกเขาไปสู้กับปีศาจแล้ว าายังไม่ไม่หยุดแค่นั้น ยังคงหลอกให้ผู้กล้าโจมตีไปยังดินแดนของเพื่อนบ้านของเขา โดยค้างว่าอาณาจักรนั้นได้ถูกปีศาจยึดครองไปแล้ว
เหล่าผู้ก็ที่กำลังสนุกอยู่กับโลกไปใหม่ไม่มีใครเอะใจถึงเื่ที่ตนนั้นต้องเดินไปตามเกมของาาเลย แม้ว่าอาเธอรืจะพยายามบอกอย่างลับ ๆ แต่ก็ไม่มีใครสนใจในคำเตือนของเขา
จนในที่สุดความอดทนของอาเธอร์ก็มาถึงขีดสุดเมื่อร่างของสาวชาวปีศาจที่เป้นผู้บอกถึงความชั่วร้ายของาาให้เขาได้รู้ มานอนจมกองเือยู่ตรงชายป่าที่เป็จุดนัดพบกันของพวกเขาในวันนั้น
ความโกรธที่ปะทุขึ้นมาจากการฆ่าสาวที่อาเธอร์มีใจให้ก่อนให้เกิดเป้นความแค้น เขาวิ่งไล่ฟันเหล่าอัศวินที่ยกขบวนมาพลากเธอผู้เป้นที่รักจากเขาไป แต่ด้วยพลังของเขาคนเดียวก็ไม่อาจที่จะจัดการกับาาชั่วคนนั้นได้
อาเธอร์ที่ตอนนี้เต็มไปด้วยความโกรธแค้น ได้ตัดสินใจเข้าไปยังดินแดนปีศาจ แล้วเข้าไปเจรจากับจอมมารโดยตรงเพื่อขอพลังเพิ่มและเข้าร่วมทัพด้วย
จอมมารหัวใสรีบตอบตกลงทันทีพร้อมกับมอบพลังเวทมนต์ของปีศาจให้กับเขาทันที และตั้งใจที่จะหลอกใช้ความแข็งแกร่งของอาเธอร์ในการที่จะทวงดินแดน และยึดครองโลกเหมือนกัน
โดยหลอกให้อาเธอร์เชื่อว่าสตรีที่เข้ารักนั้นยังคงอยู่ ดวงจิตของเธอยังคงอยู่กับเขา ถ้าสามารถกำจัดผู้กล้าทั้งหมดไปได้ เขาจะได้เธอคืนมา
ความหวังเล็ก ๆ เริ่มก่อตัวขึ้นในหัวใจของเด็กหนุ่มอีกครั้ง แม้ฟางโม่จะรู้สึกถึงความผิดแปลกในการเจรจาครั้งนี้ แต่ร่างิญญาอย่างเขาในตอนนี้ ไม่สามารถที่จะช่วยเหลืออะไรเด็กหนุ่มที่เต้มไปด้วยไฟแค้นที่หลอดหล่อหัวใจได้อีกต่อไปแล้ว
เมื่อเวทมนต์ของปีศาจกับความแข็งแกร่งของอาเธอร์รวมเข้าด้วยกัน ทำให้ไม่มีมนุษย์คนใดที่สามารถจะสู้กับเข้าได้อีกต่อไป เมื่อเขาสังหาญผู้กล้าที่ถูกเชิญมายังต่างโลกได้ทั้งหมด ก็ถึงเวลาที่จะไปชำระความแค้นกับาาที่เป็ต้นเหตุของเื่ทุกอย่าง เขาค่อย ๆ เฉือดเฉือนร่างของาาให้ได้รับความทรมาณทีละนิด ๆ เช่นเดียวกับความเ็ปที่คนรักของเขาได้ประสบก่อนสิ้นใจ เสียงร้องโอดโอยของาาได้ก้องไปทั่วทั้งปราสาทก่อนที่เสียงสุดท้ายของดาบในมืออาเธอรืจะผ่าร่างกายที่อ้วนเป็หมุของาาเป็สองซีก
เมื่อเื่ทุกอย่างจบลงอาเธอร์จึงกลับไปทวงสัญญากับจอมมารอีกครั้ง แต่แทนทีจะได้หญิงที่ตนรักคืนมา เขากลับพบเจอกับกองทัพปีศาจที่ดักรอฆ่าเขาอยู่นับไม่ถ้วน
ความว่างเปล่าได้กลับเข้ามาในจิตใจของเขาอีกครั้ง ความหวังที่เคยมีได้ดับสูญไปเหลือไว้แต่เพียงความโกรธจากการถูกหลอกอีกครั้ง
ความแค้นที่สะสมมานานได้ะเิออกมาในรูปลักษณ์ของมนุษย์สองขาที่ร่างกายถูกย้อมไปด้วยเืสีแดงที่ได้รับมาจากมนุษย์และปีศาจ จนในที่สุดก็ไม่มีสิ่งใดที่อาจมาต่อต้านเข้าได้อีกแล้ว
อาเธอร์ในตอนนี้คือชายที่มีเลเวลเยอะที่สุดในโลกใบนี้แล้ว และเมื่อเขาได้สังหารจอมมารลงได้ พลังทั้งหมดที่จอมมารมีก็ตกเป็ของอาเธอร์
แม้จอมมารและาาจะดับสูญไปแล้วแต่ความแค้นในจิตใจของเขายังคนอยู่ เมื่อไม่มีผู้จะให้แค้นอีกต่อไป อาเธอรืจึงหันไปลงทุกอย่างกับโลกใบนี้ที่สร้างสิ่งมีชีวิตจอมหลอกลวงมากมายจนทำให้เขาต้องมาพบเจอกับเื่ราวที่แสนเศร้า
เขาตั้งตนขึ้นเป็จอมมารแล้วเริ่มทำการทำลายล้างโลกกำจัดทุกสิ่งมีชีวิตที่จะมาหลอกลวงเขาได้ ฆ่าและทำลายคือสองสิ่งที่อยู่ในหัวของเขา จนเวลาผ่านไปนานหลายร้อยปี ความแค้นที่เขามีต่อโลกใบนี้ก็ได้ถูกลืมเลือนไป เหลือไว้แต่เพียงความว่างเปล่า กับผู้คนบนโลกที่เหลือรอดอีกไม่ถึงพันชีวิต ที่อาเธอร์ไม่มีความคิดที่จะไปจัดการอะไรกับคนพวกนั้น
เขาได้กำจัดอสูรทั้งหมดบนโลกไปแล้ว ต่อให้คนที่รวมรวมตัวกัน หรืออัญเชิญผู้กล้าคนใหม่ออกมายังไง ก็ไม่มีทางที่จะตามเลเวลที่สูงเกินพันของเขาทันแน่นอน และด้วยพลังของจอมมาร ทำให้เขามีอายุที่ยืนยาว ไม่แก่ไม่ตายอีกด้วย
ฟางโม่ที่ยืนมองดูเหตุการทุกอย่างที่อาเธอร์ได้ทำ ได้แต่เห็นใจและสงสารผู้ชายที่แสนโดนเดียวคนนี้
เขาไม่ได้้าที่จะฆ่าใครเลย เขาเพียงแค่อยากอยู่กับคนที่รักเท่านั้น ทุกการกระทำของเขาแม้จะดูโหดร้าย แต่ทุกสิ่งก็แสดงถึงความอ่อนแอเพราะความกลัวของเด็กน้อยของเขา เพียงแค่เด้กน้อยคนนี้กลัวที่จะถูกใครมาหลอกอีกถึงได้ทำอะไรเช่นนี้เท่านั้น
และเวลาก้ผ่านไปร่วมเก้าร้อยปีที่อาเธอร์และฟางโม่ไม่ได้ทำอาอื่นเลยนอกเสียใจรอคอยอะไรซักอย่างที่จะมาทำให้ชีวิตของพวกเขาทั้งสองเปลี่ยนไป
แต่สิ่งนั้นก้ไม่เกิดขึ้นเลยในระยะเวลาที่ผ่านมา ผุ้คนที่มาปราบจอบมาร ก้เหมือนเข้ามาเล่นเกมทดสอบความกล้า แม้อาเธอร์จะไม่ได้ฆ่าพวกที่เขามา แต่ก็สร้างความาเ็ให้กับพวกเขาได้ไม่ใช้นอน
และในตอนนี้ก็ดูเหมือนจะมีคนโรคจิตที่อยากหาเื่เจ็บตัวอีกแล้ว เดินเข้ามาหาจอมมารอาเธอร์ โดยไม่ใส่เครื่องป้องกันมาเลยแม่แต่น้อย
“สวัสดีขอรับท่านจอมมาร”
อาเธอไม่ตอบอะไรกลับไป เพียงแต่ใช้มือสะบัดเบา ๆ แต่ก็สร้างแรงลมที่ก่อให้เกิดเป้นพายุหมุน พุ่งตรงไปหาชายผู้มาเยือน
แต่ก่อนที่พายุจะเข้าไปถึงตัวของชายที่กำลังยืนยิ้มหน้าแป้นแล่น แรงลมก็ค่อย ๆ สลายตัวออก จนเหลือเป็เพียงลมอ่อน ๆ ที่พัดผ่านร่างนั้นให้รูปสึกเย็นสบายแทน
“เ้าเป็ใคร”จอมมารอาเธอณ์ถามขึ้นด้วยเสียงที่ก้องกังวาลเปี่ยมไปด้วยพลัง แต่ก็ไม่ทำให้รอยยิ้มของชายคนนั้นหุบลงได้เลย
“ข้าเป็ใครกันน้าท่านก็ลองทายดูสิ”เขาพูดตอบกับไปด้วยท่าทางที่สนุกสนาน แต่พอเห้นอาเธอกำลังเตรียมร่ายเวทย์ที่มีพลังการทำลายสูง ก็ทำหน้าเขาหน้าถอดสีรีบหยุดจอมมารตรงหน้าเขาเอาไว้ “ใจเย็น ๆ ก่อนสิท่าน ข้าไม่ได้คิดจะมากวนอะไรท่านเลยนะ ข้าแค่จะมียื่นข้อเสนอที่น่าสนใจให้กับหน้าต่างหากล่ะ ผู้กล้าอาเธอร์”
คำว่าผู้กล้าเหมือนเป็คำที่ปลุกความรู้สึกนึกคิดที่หายไปนานของอาเธอร์ได้อย่างดี ไม่มีใครเรียกคำ ๆ นี้กับเขามานานแล้ว จนทำให้เขาลืมเลือนเื่ตัวตนที่เขาเคยเป็มาก่อนที่จะกลายเป็จอมมารไปแล้ว
“เ้า้าจะทำข้อตกลงอะไร”
“ในตอนนี้ท่านคงเบื่อกับสิ่งที่กำลังเป้นอยุ่ตอนนี้สินะ ท่านอยากจะทำอะไรที่มันสนุก ๆ มั้ยล่ะ”
การสนทนาระหว่างชายคนนี้กับอาเธอร์ ในบางครั้งฟางโม่ก็รู้สึกว่า ชายคนนี้นั้นรุ้สึกถึงตัวตนของเขาอยู่ เพราะในระหว่างการพูดคุยกัน จะมีมา่เวลาที่ชายคนนี้จะมองมาทางตัวเขาบาง เขามั่นใจว่าเื่นี้ไม่ใช่สิ่งที่คิดไปเอง แต่ก็ไม่มีอะไรยืนยันถึงความคิดนี้ได้ว่าเป็ความจริงหรือไม่ ยังไงสิ่งที่ฟางโม่ทำได้ก้คือเฝ้าดูเื่ราวที่ชายผู้มาเยือนกำลังเสนอเท่านั้น
“อะไรคือสิ่งที่เ้าอยากจะพูด”อาเธอร์รีบตัดบท
“แหม่ ท่านนี่ใจร้อนจังเลยนะ”ชายผู้มาเยือนหัวเราะในรำคอเบา ๆ “ข้าจะส่งให้ไปในโลกขอข้าไงล่ะ ท่านจะได้ใช่ชีวิตใหม่อีกครั้ง ข้าอยากจะรู้จริง ๆ ว่าผู้ที่ทำลายกฎของโลกนี้จนยับเยินแบบท่านเมื่อมาอยู่ในโลกของข้าแล้ว จะมีอะไรสนุก ๆ ให้ข้าได้ดูบาง”
“เ้าหมายความว่ายังไง”
ชายคนนั้นถอนหายใจออกมาเล็กน้อย
“ข้าจะบอกว่าข้าคือเทพยังไงล่ะ”สิ้นประโยคของชายผู้อ้างตัวเป็เทพโลกทั้งใบที่ฟางโม่กำลังดูอยู่ก็ดับมืดลงเหมือนมีใครบางคนกดปิดทีวี เหลือไว้แต่เพียงร่างิญญาของเขา กับชายผู้เป็เทพคนนี้ ที่คราวนี้เขากับลังหันหน้ามามองที่ตัวเขาอยู่ “เื่ราวทั้งหมดก็เป็ประมาณนี้แหละ ที่เหลือเ้าก็คงจะเดาได้แล้วสินะ ข้าไปล่ะ”
ร่างของเทพก้ค่อย ๆ จางหายไปช้า ๆ เหลือทิ้งเอาไว้เพียงแค่ตัวเขาที่อยู่ท่ามกลางความมืดเพียงลำพัง และไม่นานนั้นก็มีแสงสว่างส่องเข้ามาจากทั่วทุกพื้นที่
แสงสว่างที่มากมายส่องเข้ามาจากทั่วทิศทาง จนตาของชายหนุ่มไม่อาดต่างท้านแสงนั้นเอาไว้ได้ สิ่งที่เขาทำได้ตอนนี้คือหลับตาแล้วปล่อยตัวไปรอพบกับเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นเท่านั้น