หลังจากวันประกาศผลสอบจอหงวนไม่กี่วัน ฟู่ซีซวนก็ได้เข้าทำงานในสำนักตรวจราชการตามราชโองการของฝ่าบาทที่เคยพระราชทานตำแหน่งงานให้กับฟู่ซีซวน เพื่อเป็นรางวัลปลอบใจและคืนความบริสุทธ์ให้กับจูเจียวจิ้น บิดาของจูจื้อโหยว
ฟู่ซีซวนทำงานที่สำนักตรวจราชการด้วยความสบายใจ เพราะบรรยากาศในสำนักตรวจราชการค่อนข้างดี เนื่องจากบุคคลในที่นี้ส่วนใหญ่เคยเป็นผู้ร่วมงานของพ่อตาเขามาก่อน
“งานของสำนักตรวจราชการเป็นงานที่ต้องเกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย บทบาทหน้าที่ของเราก็ชัดเจน จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าหน่วยงานของเราไม่เป็นที่ชื่นชอบของผู้อื่นมากนัก ดังนั้นเจ้าต้องตั้งใจทำงานและละเอียดรอบคอบให้มากที่สุด เพื่อป้องกันความผิดพลาด และหน่วยงานของเราทำงานอย่างตรงไปตรงมาไม่มีพวกพ้อง ฉะนั้นเจ้าต้องแยกความสัมพันธ์ส่วนตัวและเรื่องงานออกจากกันให้ได้” เสนาบดีหลินกล่าวตักเตือนฟู่ซีซวน
“ข้าจะตั้งใจทำงานอย่างซื่อสัตย์ โดยไม่เห็นแก่ประโยชน์ของพวกพ้อง ขอท่านเสนาบดีโปรดวางใจขอรับ”
“ฝ่าบาทมอบตำแหน่งงานนี้ให้เจ้า ย่อมหมายความว่าฝ่าบาทมองเห็นความสามารถของเจ้าในเบื้องต้น ส่วนที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของเจ้าแล้ว” เสนาบดีหลินยิ้ม “เจ้าเป็นลูกเขยของเจียวจิ้น อย่าทำให้พ่อตาของเจ้าผิดหวังเชียวล่ะ”
“ขอรับท่านเสนาบดี”
“อยู่ในเวลางานเรียกเช่นนั้นย่อมไม่ผิด แต่เมื่อออกไปข้างนอกเจ้าเรียกข้าว่าท่านลุงหลินได้”
“ขอรับท่านลุงหลิน” ฟู่ซีซวนตอบรับและเรียกเสนาบดีหลินอย่างยินดี แม้ตอนนี้จะเป็นเวลางาน แต่เขายังต้องเรียกเสนาบดีหลินว่าท่านลุงเพราะอยากให้อีกฝ่ายรับรู้ว่าเขายินดีที่ได้รับความเมตตานี้
“ดีๆ เอาไว้วันหลังข้าจะไปเยี่ยมเจ้าที่จวนอ๋องฉี นานแล้วที่ข้าไม่ได้ไปพบปะกับสหาย”
“ถึงเวลานั้นข้าจะให้ภรรยาเตรียมอาหารไว้รับรองท่านขอรับ”
เสนาบดีหลินเส้าเหวิน เป็นสหายสนิทของอ๋องฉีและจูเจียวจิ้น แต่เดิมเสนาบดีหลินดำรงตำแหน่งเป็นเพียงรองเสนาบดีกรมพระคลัง แต่พอเกิดเรื่องกับจูเจียวจิ้น ด้วยความเสียใจที่ไม่อาจหาหลักฐานมาชี้แจงความบริสุทธิ์ช่วยสหายได้ เขาจึงเขียนหนังสือลาออก แต่ฝ่าบาทไม่ทรงอนุญาต ทั้งอ๋องฉียังขอร้องให้เขาอยู่ช่วยงานต่อ เพื่อที่อ๋องฉีจะได้มีเวลาหาหลักฐานมายืนยันความบริสุทธิ์ให้กับจูเจียวจิ้นได้มากขึ้น
เสนาบดีหลินคิดว่าในเมื่ออ๋องฉีเตรียมที่จะหาหลักฐานมาช่วยยืนยันความบริสุทธิ์ให้สหาย ตัวเขาจะลาออกด้วยเหตุผลเพียงแค่เสียใจคงไม่เหมาะ ดังนั้นในเมื่อฝ่าบาทไม่อนุญาตให้ลาออก เขาจึงทูลขอไปดำรงตำแหน่งที่สำนักตรวจราชการแทนที่จะทำงานในสังกัดเดิม ฝ่าบาทจึงมีหนังสือแต่งตั้งให้เขาไปปฏิบัติงานที่สำนักตรวจราชทันที ทั้งยังเลื่อนตำแหน่งให้เขาเป็นถึงเสนาบดีของสำนักตรวจราชการด้วย เพราะเหตุนี้ เมื่อเขาเข้ามาทำงานในสำนักตรวจราชได้ไม่นาน เขาก็พบหลักฐานบางอย่างที่บอกว่าจูเจียวจิ้นถูกใส่ร้ายอย่างไม่ยุติธรรม
เสนาบดีหลินนำหลักฐานเหล่านั้นไปมอบให้กับอ๋องฉีเพื่อให้อ๋องฉีหาตัวคนผิดที่แท้จริงไปลงโทษให้ได้ ถึงแม้อ๋องฉีจะเปิดโปงคนผิดออกมาได้สำเร็จ แต่มันก็ไม่ทันเวลาเพราะจูเจียวจิ้นได้เสียชีวิตไปก่อน ยังดีที่มีราชโองการของฝ่าบาทที่พระราชทานตำแหน่งงานให้กับฟู่ซีซวน เสนาบดีหลินจึงคิดว่าเขาจะนั่งทำงานในตำแหน่งนี้ต่อไปอีกสักระยะ รอให้ฟู่ซีซวนแสดงความสามารถและให้คนในหน่วยงานยอมรับได้อย่างเต็มที่ วันนั้นเสนาบดีหลินก็จะลาออกไปใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างสบายใจ
“ที่สำนักตรวจราชการเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ มีใครรังแกท่านพี่ของข้าหรือเปล่า” จูจื้อโหยวแสร้งทำหน้าจริงจัง
ฟู่ซีซวนยิ้มให้ภรรยา “ภรรยาของข้าดุเพียงนี้ ยังจะมีใครกล้ารังแกข้าได้อีก”
“ท่านลุงหลินเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ”
“ท่านลุงดีมาก ยังเตือนข้าเรื่องงานอยู่หลายคำ อืม...ท่านลุงบอกว่าจะหาเวลาว่างมาเยี่ยมพ่อบุญธรรมที่จวน ความจริงแล้วเขาคงอยากมาเยี่ยมเจ้ามากกว่า ข้าก็เลยรับปากไปว่าวันใดที่ท่านลุงมาเยี่ยม ข้าจะให้เจ้าทำอาหารไปต้อนรับเขาด้วยตัวเอง” ฟู่ซีซวนมองภรรยาอย่างรู้สึกผิด “ข้าขอโทษที่ไม่ได้มาถามความเห็นเจ้าก่อน”
“จะต้องขอโทษทำไมเจ้าคะ ท่านก็รู้ว่าการทำอาหารไม่ได้ยุ่งยากสำหรับข้าเลย ดีเสียอีก...ข้าจะได้คิดสูตรอาหารจานใหม่ให้พ่อบุญธรรมกับท่านลุงหลินชิมสักอย่างสองอย่าง เพราะสุราผลไม้ที่ข้าหมักไว้เริ่มได้ที่แล้ว”
“พูดถึงเรื่องทำอาหาร นี่ก็ใกล้เวลาแข่งขันรอบแรกของเจ้ากับหลี่หยางแล้วไม่ใช่หรือ เจ้าเตรียมตัวไปถึงไหนแล้ว”
“รอบนี้เป็นเมนูข้าวโพด ซึ่งรายการอาหารที่ข้าคิดไว้มันเรียบง่ายมากๆ ตั้งแต่เราเปิดโรงน้ำชามา ข้าก็พอจะมองออกแล้วว่าคนในเมืองหลวงของเราชอบทานอาหารแบบไหน”
“เช่นนั้นก็ดี แต่เจ้าไม่จำเป็นต้องกดดันตัวเองมากเกินไป เพราะการแข่งขันย่อมมีแพ้มีชนะ”
“เรื่องนั้นข้าทราบเจ้าค่ะ เพราะจะแพ้หรือชนะข้าก็ไม่สนใจ ถึงแม้ว่าข้าจะแข่งแพ้ แต่ข้าก็ไม่คิดที่จะเลิกทำอาหาร เพราะข้าแค่อยากทำของอร่อยให้คนอื่นได้กินเท่านั้นเอง เวลาที่เห็นคนอื่นกินอาหารที่เราทำอย่างเอร็ดอร่อย เท่านี้ข้าก็มีความสุขมากแล้วเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นเจ้าคงต้องมีความสุขทุกวัน”
“เพราะอะไรหรือเจ้าคะ”
“ก็เพราะข้ากินอาหารฝีมือเจ้าอย่างอร่อยทุกวันอย่างไรเล่า” ฟู่ซีซวนยิ้มก่อนที่จะจุมพิตภรรยาเบาๆ
จูจื้อโหยวมีหรือจะยอมแพ้ นางหันไปจุมพิตสามีเช่นกัน แต่การกระทำของนางนั้นดูจริงจังและรุนแรงกว่า ฟู่ซีซวนจึงสู้กลับอยู่เป็นเวลานาน
“เดิมทีข้าอยากจะแกล้งท่าน แต่ทำไมกลายเป็นข้าที่ถูกท่านรังแกไปได้” จูจื้อโหยวย่นจมูก “ท่านทำงานต่อไปเถิดเจ้าค่ะ ข้าจะออกไปทำอาหารว่างมาให้ จะไปดูด้วยว่าบ่าวรับใช้เตรียมของที่จะส่งไปให้พี่ใหญ่ถึงไหนแล้ว”
ซ่งอี้เซวียนที่ถูกพูดถึงอยู่เวลานี้กำลังนั่งมองอาหารอย่างซังกะตาย หลังจากที่เขาสอบได้อันดับหนึ่งของจอหงวนฝ่ายบู๊ อ๋องฉีก็ส่งเขามาประจำการที่ค่ายทางเหนือทันที ทั้งยังย้ำว่าภายในเวลาหนึ่งปีเขาต้องสร้างผลงานให้ได้ ไม่เช่นนั้นอ๋องฉีจะไม่อนุญาตให้เขาเดินทางกลับเมืองหลวง เป็นเพราะการเดินทางของซ่งอี้เซวียนค่อนข้างกะทันหัน ทำให้จูจื้อโหยวไม่มีเวลาเตรียมของให้กับพี่ชาย ‘ข้าคิดถึงอาหารของโหยวเอ๋อเสียจริง หนึ่งปีนี้ข้าต้องสร้างผลงานให้ได้ จากนั้นข้าจะกลับไปกินอาหารแสนอร่อยฝีมือน้องสาว’
แต่หลังจากนั้นไม่ถึงครึ่งเดือน ซ่งอี้เซวียนก็ดีใจจนร้องตะโกนไปรอบค่าย เพราะข้าวของและอาหารแห้งที่จูจื้อโหยวเตรียมให้เขานั้น เพียงพอที่จะให้เขามีความสุขกับการทานอาหารแสนอร่อยไปอีกหลายเดือนทีเดียว
‘พวกเจ้าดูสิ มีประกาศติดที่อยู่ที่หน้าโรงน้ำชาทั้งสองแห่ง พวกเราเดินเข้าไปดูกันเถอะ’
‘เทศกาลอาหารจากข้าวโพด! ทั้งสองร้านจะทำเครื่องดื่ม อาหาร และขนมจากข้าวโพดออกขายในวันเดียวกัน รายการอาหารของพวกเขาไม่ซ้ำกันด้วยนะ’
‘แล้วรายการอาหารของพวกเขามีอะไรบ้าง’
‘ในประกาศไม่ได้เขียนบอกไว้ คิดว่าคงจะรู้ในวันเปิดขาย’
‘เทศกาลนี้เริ่มเมื่อใด’
‘อีกสามวันข้างหน้า พวกเจ้าดูที่ประกาศดีๆ ราคาของอาหารจะขายราคาเดียวกัน หมายความว่าทั้งสองร้านจะขายอาหารในราคาเท่ากัน’
สามวันให้หลัง บริเวณด้านหน้าโรงน้ำชาของจูจื้อโหยวและหลี่หยางก็มีคนยือออกันแน่นขนัด บางคนที่ได้อ่านป้ายประกาศของจูจื้อโหยวก็พาเด็กๆ ถือชามใบเล็กบ้างใหญ่บ้างมายืนอยู่ข้างผู้ปกครองของพวกเขาด้วย
ไม่นานรายการอาหารของทั้งสองร้านก็ถูกนำออกมาแสดงไว้ที่หน้าร้าน โดยร้านของหลี่หยางจะขายขนมปังอบหน้าครีมชีส ขนมปังอบไส้ข้าวโพดมายองเนส และข้าวโพดคลุกเนย
ส่วนร้านของจูจื้อโหยวมีขนมออกใหม่สามรายการเช่นกัน คือหนึ่งขนมปังแพนมสดนึ่ง โดยสามารถเลือกไส้ขนมที่ต้องการได้เองทั้งไส้เนยช็อกโกแลตและไส้แยมผลไม้ รายการที่สองคือซุปข้าวโพดโรยหน้าด้วยขนมปังกรอบและเบคอน และรายการที่สามคือข้าวโพดคั่วเคลือบคาราเมล
โรงน้ำชาทั้งสองร้านมีคนเข้าไปใช้บริการมากมายในช่วงเข้า แต่พอตกบ่ายกลับเป็นโรงน้ำชาของจูจื้อโหยวที่มีคนเข้าไปใช้บริการมากกว่า
“ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ ฝั่งโน้นไม่ได้เล่นตุกติกอะไรกับเราใช่ไหม” หลี่ซุยนั่งพัดให้ตนเองอย่างร้อนใจ
“ยังไม่จบวันเลยนะขอรับ ท่านลุงอย่าเพิ่งใจร้อน” ฟู่วั่งเสียนปลอบใจ ถึงแม้ผลจะออกมาว่าโรงน้ำชาของเขาแพ้ แต่ฟู่วั่งเสียนก็ไม่นึกเสียใจ เวลานี้เขาทำใจให้ยอมรับกับความพ่ายแพ้เป็นแล้ว
“ท่านพ่ออย่ากังวลไปเลยขอรับ ถึงแม้เราจะแพ้แต่ก็ถือว่าเราได้แสดงฝีมืออย่างเต็มที่แล้ว” หลี่หยางก็ไม่ได้กังวลกับผลการแข่งขันวันนี้เช่นกัน ต่อให้เขาแพ้ในวันนี้ แต่ก็ยังมีรอบหน้าให้แข่งอีกไม่ใช่หรือ
“เฮ้อ...คนของจวนอ๋องฉีมีนิสัยอย่างไรไม่ใช่ว่าข้าจะไม่รู้ ที่ข้าพูดไปเมื่อครู่ก็เพราะร้อนใจไปเท่านั้น พวกเจ้ายังใจเย็นกว่าข้ามากจริงๆ” หลี่ซุยยอมรับ
“นายท่านขอรับ โรงน้ำชาฝั่งโน้นส่งอาหารมาให้เราขอรับ” ลูกจ้างในร้านเดินถือถาดใส่อาหารมาวางไว้ให้เจ้านาย
“พวกเขาส่งอาหารมาให้เราทำไมกัน หรือว่าเจ้าไปตกลงสิ่งใดไว้” หลี่ซุยหันไปถามหลี่หยาง
หลี่หยางยิ้มอย่างเข้าใจ มันเป็นข้อตกลงของเขากับจูจื้อโหยวตั้งแต่ในภพที่แล้วว่าเมื่อใดที่พวกเขาแข่งขันกัน แต่ละฝ่ายจะต้องส่งอาหารฝีมือของตัวเองให้อีกฝ่ายหนึ่งได้ชิม
แม้รายการอาหารในวันนี้ของพวกเขาจะไม่ใช่อาหารชนิดใหม่ที่พวกเขาคิดค้นขึ้นมาเอง แต่ทั้งสองก็ยังทำตามสัญญาที่เคยให้กันไว้ มันไม่ใช่เพราะความผูกพัน แต่เพราะทั้งเขาและจูจื้อโหยวมีทักษะในการทำอาหารที่แตกต่างกัน การที่พวกเขาผลัดกันชิมอาหารของกันและกันก็เพราะอยากหาข้อบกพร่องของตัวเอง เพื่อจะได้นำข้อบกพร่องนั้นมาปรับใช้ต่อไป
“นำอาหารของเราส่งไปให้พวกเขาด้วย” หลี่หยางสั่งลูกน้อง จากนั้นเขาก็เริ่มชิมอาหารที่จูจื้อโหยวส่งมา ชิมคำหนึ่งยิ้ม ชิมอีกคำขมวดคิ้ว สร้างความแปลกใจให้กับหลี่ซุยและฟู่วั่งเสียนไม่น้อย
“พี่หยาง ตกลงว่าฝั่งโน้นส่งอาหารมาให้เราทำไมหรือขอรับ” ฟู่วั่งเสียนถาม
“พวกเขาอยากให้เราช่วยวิจารณ์รสชาติอาหาร และข้าก็ส่งอาหารของเราไปให้พวกเขาช่วยวิจารณ์เหมือนกัน” หลี่หยางตอบ
“ทำแบบนี้มีประโยชน์อะไรหรือขอรับ”
“คนทำอาหารไม่ควรทะนงตัวว่าตนเองเก่งเหนือใคร เราต้องพร้อมน้อมรับคำวิจารณ์ได้เสมอ”
“อ้าว...แต่ท่านไปท้าแข่งกับพวกเขาเพราะท่านอยากเป็นที่หนึ่ง เพราะที่หนึ่งหมายถึงท่านเก่งเหนือใครไม่ใช่หรือขอรับ”
หลี่หยางชะงักไปเมื่อได้ฟังคำของฟู่วั่งเสียน