เรือนกาญจนา

    บทพิเศษ 2 Love Me Love My Cat (ตอนที่ 9 ทำลาย)

    ทรรศนัยถูกจับอาบน้ำด้วยอาการเคอะเขินเพราะภัทรลูบล้างทั้งตัวคิริว โดยที่เจ้าของแมวไม่ทันสังเกต

    ภัทรนำผ้าเช็ดตัวสะอาดมาเช็ดให้แมวน้อย พร้อมกับว่า “วันนี้ว่านอนสอนง่ายนะ คิริว ดีมากเลย ยอมให้อาบน้ำง่ายๆ แบบนี้สิ”

    ตอนนี้ชายหนุ่มรู้สึกสบายตัว เมื่อเรียบร้อยเลยเดินแล้วกระโดดไปนอนบนโซฟาภายในห้องนอน

    ภัทรลุกไปอาบน้ำบ้าง พออาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็เดินไปอุ้มแมวน้อยมานอนบนเตียงด้วยกัน

    ทรรศนัยตกใจเลยดิ้นขัดขืน

    “ทำไมล่ะคิริว พวกเรานอนด้วยกันทุกวันนี่ หรือคิริวคุ้นเคยกับผ่องศรี เลยจำฉันไม่ได้แล้ว นะ นะ มานอนด้วยกันเถอะนะ” ภัทรไม่พูดเปล่า แขนก็โอบรัดคิริวไม่ยอมปล่อย

    ถึงกระนั้น ทรรศนัยก็เป็นเพียงแมวตัวเล็ก จึงไม่อาจขัดขืนเจ้านายได้ เลยคิดในใจว่า “ตามใจก็แล้วกัน แล้วอย่าหาว่าพี่รังแกล่ะ ภัทร”

    ภัทรหอมหน้าผากของแมวน้อยและหลับไปด้วยกัน

    ****************************

    วันถัดมา ภัทรพาคิริวไปที่บ้านของรัตน์เพื่อแจ้งเรื่องพิษของสารตะกั่วจากว่านซับแร่ให้ทุกคนในบ้านของรัตน์ฟัง โดยภัทรนั้นได้นำคิริวไปด้วย เธอไม่สนใจว่าจะมีใครบางคนเกลียดแมวมากแค่ไหน

    “มันจะดีหรอที่พาคิริวมาด้วย” รัตน์ออกมาต้อนรับเพื่อนและทักเมื่อเห็นเพื่อนอุ้มแมวลงมาด้วย

    “ฉันไม่ใช่ผ่องศรีแล้ว ยังไงพี่ทรรศคงไม่กล้าแสดงทีท่ารังเกียจแมวต่อหน้าฉันหรอก” ภัทรกล่าว

    ทุกคนในบ้านอาจองค์ดำรงธรรมต่างทยอยเดินเข้ามาในห้องรับแขกยกเว้นทรรศนัยและแม่บ้านอิ่มจันทร์

    “อ้าว ทรรศนัย ไปไหน ทำไมยังไม่ลงมาล่ะ” สุทัศน์ถามยศวินทร์

    “ผมไปเคาะเรียกแล้วครับคุณลุง แต่พี่ทรรศคงยังไม่ตื่น” ยศวินทร์รายงาน

    “ไม่สบายหรือเปล่านะ ทรรศนัยไม่เคยตื่นสายแบบนี้นี่” ศรีพรรณเริ่มห่วงหลานชาย

    “งั้นเพื่อไม่ให้หนูภัทรเสียเวลา หนูประกาศมาเถอะ พวกเราพร้อมรับฟัง” สุทัศน์เกรงใจภัทร

    “งั้น หนูขอเล่าก่อนนะคะ เนื่องจากตอนที่พ่อและแม่หนูเสียชีวิตนั้น คุณหมอตรวจพบว่าท่านทั้งสองมีระดับตะกั่วในเลือดสูงกว่าปกติมาก ซึ่งพิษของตะกั่วอาจจะเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งตับหรือทำให้แม่หัวใจล้มเหลว ดังนั้นหนูจึงไปค้นในห้องของพ่อแม่ก็พบว่าห้องท่านมีต้นไม้แปลกชนิดหนึ่ง นั่นก็คือ ว่านซับแร่ หนูจึงให้ภัทรช่วยนำต้นชนิดนี้ไปตรวจให้ค่ะ” รัตน์เกริ่นก่อน

    “และผลการตรวจนั้นพบว่าว่านชนิดนี้มีระดับตะกั่วสูงมาก ดังนั้นหนูจึงไปค้นเพิ่มเติมก็พบว่าต้นไม้ชนิดนี้จะมีอันตรายมากถ้านำไปปลูกในสถานที่ปิด เช่น ภายในบ้านหรือภายในห้องนอน และยิ่งถ้ามันออกดอก มนุษย์สามารถสูดดมเอาละอองเกสรที่ปนเปื้อนตะกั่วเข้าไป ตะกั่วจึงสามารถสะสมอยู่ในร่างกายและนำไปสู่โรคต่างๆ เช่น โรคปอด มะเร็ง โรคหัวใจ โรคไต หรือโรคอื่นๆ ได้ค่ะ” ภัทรกล่าวต่อ

    “ตายจริง น้าเป็นคนมอบต้นว่านให้กับพี่ราวรรณและเจ้าทรรศนัย น้าขอโทษ น้าไม่ได้ตั้งใจจริงๆ น้าเห็นว่ามันสวยดี ไม่ได้การแล้ว น้าต้องรีบไปเอาต้นไม้ที่ห้องทรรศนัยออกมา” ศรีพรรณตกใจอย่างมาก

    “ไม่เป็นไรแล้วค่ะคุณน้า พอดีว่าแมวของผ่องศรีไปชนกระถางต้นว่านล้มระเนระนาด เลยนำไปทิ้งแล้วเรียบร้อย” รัตนกล่าว

    “โชคดีจริงๆ ไม่เช่นนั้นน้าคงต้องรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต” ศรีพรรณโล่งอกที่หลานชายไม่เป็นอะไร แต่ก็ยังรู้สึกผิดที่ทำร้ายพี่สาวกับพี่เขย

    “ถ้าอย่างนั้น ก็ให้นายชิดไปเผาต้นว่านเถอะ ลุงอนุญาต” ลุงสุทัศน์สั่งการ

    นายชิดพร้อมกับคนสวนคนอื่นๆ จึงเดินออกไปช่วยกันถอนต้นว่านและจะนำไปเผาทำลายทิ้งต่อไป

    สักพักแม่บ้านอิ่มจันทร์ก็วิ่งมาอย่างตื่นตระหนก

    “เกิดอะไรขึ้น อิ่มจันทร์ ทำไมวิ่งแตกตื่นแบบนั้น” ศรีพรรณทัก

    “คุณทรรศนัย เป็นอะไรก็ไม่รู้ค่ะ ปลุกยังไงก็ไม่ตื่น” แม่บ้านซึ่งมีอาการหอบจากการวิ่ง พยายามรีบรายงาน

    ทุกคนกลัวทรรศนัยอาจได้รับพิษจากตะกั่วเลยพากันวิ่งกรูขึ้นไปดูที่ห้องนอนของเขา

    ทรรศนัยในร่างคิริวห่วงร่างของตัวเอง เลยวิ่งนำหน้าทุกคนไปก่อน ในขณะที่ภัทรเองก็แอบแปลกใจที่ทำไมแมวตัวเองห่วงใยคนเกลียดแมวมากขนาดนั้น

    คุณศรีพรรณรีบเดินไปปลุกหลานชายด้วยความเป็นห่วง “ตื่นเถอะ ทรรศ หลานต้องไม่เป็นอะไรนะ”

    ภัทรเข้าไปดูอาการพี่ทรรศ และจับชีพจรก็พบว่าเต้นปกติ สักพักทรรศนัยก็ลืมตาจนฝ่ายหญิงตกใจ

    “นั่นไง พี่ทรรศฟื้นแล้ว” รัตน์กล่าว

    “เป็นไงบ้างลูก” คุณศรีพรรณรีบเดินเข้าไปหาหลาน

    “เหมียว เหมียว เหมียว” ทรรศนัยร้องเสียงแมวแทน

    ทุกคนตกใจที่ทรรศนัยเปลี่ยนไป แถมร้องเหมียวๆ เท่านั้น ไม่ยอมพูดอะไร

    “ผีแมวเข้าสิงหรือเปล่าคะ” แม่บ้านตกใจ

    “บ้าสิ งมงายน่า อิ่มจันทร์” คุณสุทัศน์แอบดุ

    สักพักทรรศนัยก็ลุกขึ้นพร้อมกับกระโจนไปกอดภัทรด้วยอาการดีใจจนทุกคนพากันตกตะลึง

    “ว๊าย พี่ทรรศปล่อยภัทรนะคะ” ภัทรดิ้นและพยายามจับมือฝ่ายชายออก

    ไม่เพียงเท่านั้น แมวน้อยในร่างทรรศนัยยังเข้าไปเลียหน้าภัทรด้วยความเคยชิน

    ทรรศนัยในร่างคิริว ทำได้แต่ส่ายหน้า เพราะตนทำอะไรไม่ได้จริงๆ ในใจคิดว่า “ไม่น่าเลย ทำฉันเสียภาพพจน์หมด”

    “เอ่อ เจ้ายศจับตัวเจ้าทรรศซิ แบบนี้หนูภัทรเสียหายหมด” ลุงสุทัศน์สั่ง

    ยศและนายชิดจึงช่วยกันจับกุมตัวทรรศนัยไว้

    สักพักอุไรก็ปรากฏตัว โดยผู้ที่มองเห็นจะมีเพียงทรรศนัยในร่างคิริวเท่านั้น

    “คุณทำอะไรสักอย่างสิครับ คุณอุไร” ทรรศนัยรีบพูด แต่เสียงที่เปล่งออกมามีเพียงเสียงเหมียวๆ

    “สักครู่นะคะ” สักพักอุไรก็เปล่ามนตร์ให้คิริวในร่างทรรศนัยสลบไป

    หลังจากนั้นยศจึงพาพี่ทรรศไปส่งที่โรงพยาบาล ทุกคนรีบตามไปดูอาการ และรอฟังอาการจากหมอ ต่างคนต่างลุ้นว่าอาการป่วยเกิดจากการได้รับสารตะกั่วหรือไม่

    ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง หมอก็เดินออกมา

    “เป็นอย่างไรบ้างครับหมอ หลานผมป่วยเป็นอะไร” ลุงสุทัศน์รีบถาม

    “หมอตรวจทุกอย่างแล้ว ร่างกายหลานคุณก็ปกติดีนะครับ” หมอเองก็แปลกใจ

    “เอ่อ หลานฉันมีระดับสารตะกั่วในเลือดสูงหรือเปล่าคะ” อาศรีพรรณรีบถาม

    “หลานคุณมีประวัติได้รับสารตะกั่วงั้นหรอครับ ถ้าดูอาการเบื้องต้นก็ไม่มีความผิดปกติอะไรนะครับ แต่เดี๋ยวผมสั่งตรวจเลือดอีกทีก็ได้” หมอไม่อยากปล่อยผ่าน

    “ใช่ค่ะ เจ้าทรรศอาจจะได้รับสารตะกั่วเหมือนพี่สาวและพี่เขยฉัน รบกวนคุณหมอช่วยตรวจให้หลานฉันหน่อยนะคะ” ศรีพรรณขอร้อง

    “ครับ คงต้องรอฟังผลตรวจในวันพรุ่งนี้ ตอนนี้ให้คุณทรรศนัยพักรักษาตัวที่นี่ไปก่อน ผมขอตัวก่อนนะครับ” หมอเดินไปเขียนใบสั่งตรวจเลือดเพื่อให้พยาบาลเก็บเลือดแล้วส่งห้องแล็บตรวจเลือด

    ศรีพรรณซึ่งรู้สึกผิดจึงรีบเดินไปจับมือหลานชายร้องไห้ “หลานอย่าเป็นอะไรนะ อาขอโทษ เพราะอาแท้ๆ”

    “พี่ทรรศอาจป่วยเพราะสาเหตุอื่นก็ได้นะคะ น้าศรีพรรณ” รัตน์กลัวน้าศรีพรรณกังวลมากเกินไป

    “นั่นสิ ศรีพรรณ อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้เลย” ลุงสุทัศน์เตือนน้องสาว

    “ดิฉันว่า มันอาจเป็นเวรกรรมที่คุณทรรศไปไล่ทำร้ายแมวบ่อยๆ ก็ได้นะคะ” แม่บ้านคิดว่าวิญญาณแมวเข้าสิง

    “ไม่เอาน่า อิ่มจันทร์ ตอนนี้ทุกคนก็แยกย้ายกลับกันก่อนเถอะ มารอฟังผลพรุ่งนี้” สุทัศน์ปรามสาวใช้

    “น้องขอนอนเฝ้าหลานนะคะ พี่สุทัศน์” ศรีพรรณเป็นห่วงหลาน

    “ไม่เป็นไรหรอกศรีพรรณ ปล่อยให้พยาบาลดูแลเจ้าทรรศดีกว่า” สุทัศน์ห่วงน้องสาวกลัวเธอจะป่วยไปอีกคน

    ทุกคนเลยแยกย้ายกันกลับ ส่วนภัทรยืนรออยู่หน้าห้องด้วยความรู้สึกแปลกๆ ในใจคิดว่า “อย่าเป็นอะไรไปนะคะพี่ทรรศ พี่ต้องหายไวไวนะ”

    “ไปกันเถอะภัทร คิริวรออยู่บนรถนะ ถึงจะมีคนขับรถของฉันนั่งเป็นเพื่อนคอยเปิดแอร์ให้ก็เถอะ แต่มันคงอาละวาดหากไม่เจอเธอ” รัตน์ห่วงคิริว

    “นั่นสิ ลืมไปเลย” ภัทรจึงเดินตามรัตน์ไปที่ลานจอดรถของโรงพยาบาล

    ****************************

    เมื่อถึงบ้านรัตน์ ภัทรก็รีบนำคิริวขึ้นรถตัวเอง แล้วขับไปที่ห้างสรรพสินค้า เธอสะพายเป้แคปซูลแมวไว้ด้านหน้าของตัวเอง แล้วมุ่งหน้าไปที่ร้านขายของที่ระลึก พอเดินเข้าไปก็เดินไปหยิบลูกแก้วหิมะ

    ภัทรพึมพำว่า “แม้จะไม่เหมือนของต่างหน้าแม่พี่ แต่ก็หวังว่ามันจะช่วยทำให้พี่มีกำลังใจกลับมาแข็งแรงดังเดิมได้นะคะ”

    ทรรศนัยในร่างคิริวได้ยินทุกคำพูด เขารู้สึกซึ้งใจอย่างประหลาด แต่ก็ทำเป็นไม่สนใจ

    ภัทรซื้อลูกแก้วหิมะแล้วกลับอพาร์ทเม้นท์ตัวเอง หลังจากนั้นก็ห่ออย่างดี และเขียนจดหมายน้อยความว่า

    เรียนคุณทรรศนัย

    หนูต้องขอโทษสำหรับทุกเรื่องที่ทำให้คุณทรรศไม่พอใจนะคะ และนี่ก็คือลูกแก้วหิมะ แม้ว่ามันไม่อาจทดแทนของต่างหน้าแม่คุณทรรศได้ แต่ของสิ่งนี้อาจช่วยให้คุณได้รับกำลังใจจากแม่ของคุณจากบนฟ้านะคะ

    ด้วยความนับถือ

    ผ่องศรี

    หลังจากภัทรเดินไปเข้าห้องน้ำ แมวน้อยก็กระโดดขึ้นไปบนโต๊ะ เพื่ออ่านจดหมาย

    ภัทรหันไปเห็นพอดี “คิริว อย่าทำลายข้าวของสิ” ภัทรรีบเข้าไปอุ้มคิริวออกมา

    โชคดีที่ทรรศนัยเป็นคนอ่านเร็ว จึงอ่านจนจบ เขาคิดในใจว่า “ขอบใจนะภัทร”

    ****************************

    ทางด้านบ้านอาจองค์ดำรงธรรม คุณสุทัศน์รีบสั่งให้นายชิดไปจัดการทำลายต้นว่านซับแร่โดยด่วน เพราะกลัวมีสมาชิกในบ้านได้รับอันตรายจากพิษตะกั่วอีก

    ทุกคนในบ้านเฝ้าดูนายชิดและลูกน้องเผาทำลายต้นไม้จนหมด อีกทั้งก็รีบนำขี้เถ้าใส่ถุงดำและนำไปทิ้ง ทำให้ทุกคนถึงกับโล่งอก

    “ต้องขอบคุณหลานรัตน์นะ ต่อไปบ้านของพวกเราจะได้พ้นภัยเสียที” ศรีพรรณหันไปหาหลานสาว

    “คุณน้าศรีพรรณ อย่าโทษตัวเองอีกเลยนะคะ รัตน์รู้ว่าน้าไม่ได้เจตนา”

    “ขอบใจนะรัตน์ที่เข้าใจน้า”

    “งั้นพวกเราก็แยกย้ายกันเถอะ” สุทัศน์รู้ว่าวันนี้ทุกคนเหนื่อยมากแล้ว

    คล้ายกับเรื่องเรือนกาญจนา ที่คุณอ่าน