ตอนที่ 5 ข้ามีนามว่าช้าง
บ้านพันโยธา ใน่เย็นควรเป็เวลาที่เงียบสงบ บ่าวไพร่เตรียมเข้าเรือนนอน กลับวุ่นวายด้วยการเตรียมคณะเดินทางของเ้าบ้าน
“แม่พิมไปไหนกันเล่านางบัว ไยไม่ออกมาส่งท่านพ่อกัน”
“แม่พิมอยู่ในห้องเ้าค่ะ คุณหญิง ข้าเรียกคุณหนูแล้วแต่นางไม่ยอมออกมาเลย”
“ไปตามนางออกมาสิ”
พันศรโยธาใช้เวลาจัดเตรียม สัมภาระไม่นาน พร้อมเรียกรวมพลทหารคนสนิท กลุ่มหนึ่งอย่างเร่งด่วน
“ไม่ต้องบัว เ้าไปตรวจสอบสัมภาระหลังรถม้าอีกครั้งไป”
“เ้าค่ะ"
แม้กาลก่อนนางศรีประจันจะต้องส่งสามีของนางไปออกรบหลายครั้ง แต่ทุกครั้งนางก็ไม่สามารถสลัดความเป็ห่วงไปจากใจได้ อาจเป็เื่ที่ไม่มีหญิงใดสามารถทำได้เลย
“ท่านพี่ หลังจากนี้ข้าจะอบรมสั่งสอนนางเอง”
“นางโตแล้วล่ะแม่ศรี เพียงแต่ มีบางเื่ที่นางยังต้องเรียนรู้”
“หากาจบลงได้ เราคงได้อยู่ด้วยกันโดยไม่ต้องกังวลเสียที”
ขุนพลกอดอำลาภรรยาตน ก่อนจ้องมองไปยังห้องของลูกสาว
“เรียบร้อยมั้ย นางบัว”
“เรียบร้อยเ้าค่ะ คุณท่าน"
“ข้าไปก่อนนะแม่ศรี ข้าฝากดูแล้วแม่พิมด้วย แล้วข้าจะรีบกลับมา”
...
...
...
แม้เวลาจะล่วงเลยจนพระอาทิตย์ใกล้ตกดิน ย่านการค้าก็ยังคงครึกครื้น จากตลาดสดที่มีพ่อค้าแม่ค้าตั้งสิ่งของแผงลอยตามสองข้างทางก็หายไป แทนที่ด้วยอาคารร้านค้าที่เปิดให้บริการร้านเหล้า และสถานบังเทิงเริงรมย์แทน แม้เขตนี้ของเมือง จะไม่ได้เป็เขตที่ร่ำรวยอะไรมากนัก แต่ก็ถือเป็เขตที่สงบเรียบร้อยเขตหนึ่ง เนื่องจากการควบคุมดูแลของพันศรโยธา แม้่หลังที่เขาเริ่มอายุมากขึ้นจะมีเหตุการณ์วุ่นวายเกิดขึ้นอยู่บ้างก็ตาม
“การค้าทาสที่โลกนี้เป็เื่ทั่วไปสินะ แล้วการทรมานทาสมันปรกติด้วยเหรอ?”
สายธารเดินจากมาไกลจากโรงค้าทาส ในใจเด็กหนุ่มมีความสงสัยและความรู้สึกติดค้างทาสสองคนนั้นอย่างมาก
“เริ่มหิวแล้วสิ เราตอนนี้มัน Homeless ชัดๆ แต่ก็ใช่ว่าจะเป็ครั้งแรกซะหน่อย”
ที่นั่นควรจะมีอยู่สิ ถ้าเซตติ่งของโลกนี้มีนางพิมพิลาไลย วัฒนธรรมคงไม่หนีกันมาก
สายธาร มุ่งหน้าถามทางไปจนถึงสถานที่ที่คุ้นตา…ใช่แล้ว วัดนั้นเอง
“ท่านชาย ข้าขอถามทางได้รึไม่ ข้าอยากเข้าพบพระสงฆ์ ของที่นี่น่ะ”
หลังจากไล่ถามทางกับชาวบ้านหลายคนมาจนถึงวัดแห่งนี้ สายธารกล่าวทักชายรูปงามคนหนึ่ง ที่กำลังกวาดลานวัดอยู่แม้ตอนนี้จะเป็่เย็นแล้วก็ตาม
“เ้าสามารถเดินเข้าไปยังกุฏิเ้าอาวาสทางนั้นได้เลย ไม่ทราบเ้ามีธุระอันใดรึ”
“ข้าเดินทางมาจากเมืองอื่น ระหว่างทางข้าสูญเสียหลายสิ่งไปก่อนจะมาถึงเมืองนี้ ข้าเพียงจะมาขออาหารและที่ซุกหัวนอนที่นี่ชั่วคราว”
แน่นอนว่าเื่ที่เด็กหนุ่มบอกไป เป็ความจริงที่บอกไม่หมด
“หากเ้า้าอาหาร วันนี้พึ่งมีการทำบุญใหญ่ไป อาหารและของถวายที่เหลือจากงานบุญจะนำมาทำโรงทาน เ้าสามารถตามข้ามาได้เลย”
“เป็เช่นนั้นก็ดีเลย ขอบคุณท่านมาก ไม่ทราบว่าท่านมีชื่อเสียงเรียงนามว่าเช่นไร เหตุใดท่านจึงมากวาดลานวัดเช่นนี้ ท่านอาศัยอยู่ที่นี่รึ”
ระหว่างเดินตามชายคนนั้นสายธารเพียงหาเื่พูดคุยเท่านั้น
“ข้ามีนามว่า ช้าง เ้าล่ะ”
ช้างงั้นเหรอ? ไม่น่าใช่คนเดียวกันมั้ง รูปร่างต่างจากที่เคยอ่านมาเลย
สายธารฉุกคิดบางอย่างหลังจาก สะดุดกับชื่อที่คุ้นหู
“ข้านามว่า สายธาร การแต่งตัวท่านแลดูเป็คนมีอันจะกินเกินกว่าเด็กวัดนะ ท่านคงมิได้อาศัยอยู่ที่นี่ใช่มั้ย”
“ข้าไม่ได้อาศัยที่วัดนี้หรอก หลังทำบุญเสร็จ ข้าแค่ใช้เวลาว่างอ่านตำราอยู่ที่นี่เพียงเท่านั้น ที่ๆเงียบสงบในเมืองมีไม่เยอะมากหรอกนะ อีกอย่างวัดแห่งนี้น่าจะไม่รับเด็กวัดเพิ่มแล้วล่ะ เ้าคิดว่าเมืองที่ความยากจนอาจทำให้เ้ากลายเป็ทาส จะมีคนมากเท่าใดมาขอพึ่งพาวัดเล่า”
“น่าจะเยอะมากสินะ”
ช้างบอกกล่าวสายธารแต่เนืองๆ ว่าทางวัดอาจไม่รับผู้พักพิงเพิ่มแล้ว
หลังจากถึงโรงทานที่เหมือนคนจะเริ่มซาและใกล้เก็บกวาด สายธารก็เข้าไปขออาการมานั่งกิน หลังจากท้องว่างมาทั้งวัน แต่ชายหนุ่มที่พาเขามากลับไม่จากไปไหน ยังคงนั่งอยู่ด้วย สายธารจึงชวนคุยไม่ให้เสียบรรยากาศ
“แล้วท่านช้าง ชอบอ่านตำรารึ น่าชื่นชมนัก”
“ข้าตั้งใจว่าจะเข้าสอบ งานศาสตร์เทพ”
“เทพ เทพ อะไรนะท่าน”
“ฮ่า ฮ่า ข้าลืมไปเ้าเป็คนต่างที่สินะ งานนั้นจัดขึ้นทุกๆ 5 ปีน่ะ ข้าอายุเข้าเกณฑ์ปีนี้จึงได้ลงสมัคร มันเป็งานคัดเลือกผู้มีความสามารถเป็เลิศ แขนงต่างๆ เข้ารับราชการแล้วยังมีรางวัลอย่างอื่นอีกมากมาย เพียงแค่ผ่านรอบคัดเลือกก็เป็ที่พูดถึงแล้วล่ะ”
“มันยากขนาดนั้นเชียว”
“ข้าไม่รู้ว่าเ้าทราบมั้ย ว่าเมื่องนี้มีตระกูลขุนนางทั้ง 28 อยู่ ยิ่งตระกูลใหญ่ทั้ง 8 แล้ว ทรัพยากรและการฝึกฝนทายาทของพวกเขา ต่างจากชาวบ้านทั่วไปอย่างเทียบไม่ติด”
“ท่านคงไม่ใช่ทายาทตระกูลใหญ่สักตระกูลหรอกใช่มั้ย ไม่งั้นคงแปลกมากที่ท่านมายืนกวาดลานวัดเช่นนี้”
สายธารตอบกลับอย่างสนใจ พลางกินอาหารตรงหน้าอย่างไม่หยุดมือ
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า เกือบถูกแล้ว ข้าเป็ทายาทตระกูลย่อย 1 ใน 20 ตระกูลน่ะ พ่อข้าเป็ผู้นำตระกูลสำเภารุ่ง”
“แค่ก ๆ!!! ข้าไม่คิดว่า?!” สายธารแทบสำลักน้ำที่พึ่งดื่มเข้าไป
“เ้าไม่ต้องใส่ใจหรอก ตระกูลย่อยอย่างเราไม่ต่างจากชาวบ้านทั่วไปนักหรอก ตระกูลข้าเพียงตระกูลที่มีจุดเด่นด้านการค้า อยู่อันดับท้ายๆ เพียงเท่านั้น ข้อดีของข้าคงมีเพียงความรู้ด้านการค้าและเจรจานี้ล่ะ”
จนถึงตอนนี้ ช้างก็หยิบเอาหนังสือที่พกมา ขึ้นมาอ่านพลางคุยกับเด็กหนุ่มไปด้วย
“ข้าชื่นชมความพยายามของท่านนะ ท่านช้าง...แล้วนั้นท่านอ่านสิ่งใดอยู่รึ”
“ข้าสนใจศาสตร์การเล่นแร่น่ะ ใช่อยู่ที่เวทมนตร์นั้นทำได้หลายอย่าง ไม่ใช่ทุกคนจะใช้ได้ และไม่ใช่ทุกคนจะเชี่ยวชาญ ใน 100 คนคงจะมีผู้ใช้เวทมนตร์ได้เพียง 1 คนเท่านั้นแต่ก็ขึ้นอยู่กับการฝึกฝนอีกว่าจะสามารถใช้งานจนเชี่ยวชาญได้มั้ย”
“เ้าเห็นสำเภาที่ลอยอยู่นั้นมั้ย สิ่งนั้นต้องใช้หินเวทและนักเวทระดับสูงหลายคนในการควบคุม แต่การขนส่งเดินทางด้วยสิ่งนั้นใช้เงินมหาศาลเลยล่ะ ก็คุ้มค่าความพยายามเลยล่ะหากข้าคิดสิ่งอื่นขึ้นมาทดแทนได้เ้าคิดว่าจะเป็อย่างไร”
“คนส่วนมากจะเข้าถึงการเดินทางไปมาระหว่างที่ไกลๆ การขนส่งและการค้าคงสะดวกยิ่งขึ้น การค้าการขายก็จะรุ่งเรืองมากขึ้น ”
“ถูกต้อง ข้ากะแล้วว่าเ้าไม่ใช่นักเดินทางร่อนเร่ธรรมดา ข้ามั่นใจความสามารถในการมองคนของข้าระดับนึงเลยล่ะ”
ช้างทำท่าทางพอใจกับคำตอบที่ได้ยินจากสายธาร อาจเป็เพราะการแต่งตัวหรือท่าทางของสายธารทำให้ ช้างสนใจและนั่งคุยกับเขาถึงตอนนี้
“ที่นี่ต้องใช้เวทมนตร์เท่านั้นสินะถึงจะบินได้?”
“เ้าพูดเหมือนมีวิธีอื่นด้วยรึ”
ช้างรู้สึกสนใจในคำพูดของสายธาร
“ก็อาจจะมีนะ”
สายธารตอบกลับอย่างส่งๆ กลัวว่าจะเป็การเปิดเผยที่มาที่แปลกประหลาดเกินไปของตน แต่สิ่งนั้นกลับไปกระตุ้นต่อมความอยากรู้ของหนอนหนังสือแบบช้างเสียแล้ว
หลังจากนั้นทั้งสองก็พูดคุยกันเรื่อยเปื่อย ช้างก็พยายามซักไซ้สายธารอยู่สักพัก จนสายธารต้องปลีกตัวหนี โดนบอกว่าตนต้องไปหาที่พัก แม้ช้างจะเสนอให้ไปพักที่บ้านของตนเพราะอยากคุยเื่ที่สายธารรู้เพิ่มขึ้นอีก แต่สายธารก็ปฏิเสธการตื้อของช้างไป
ถ้าไปบ้านเ้านั้นมีหวังโดยถามทั้งวันแน่ ๆ
“หวังว่าข้าจะได้พบเ้าอีกนะ เ้านับเป็สหายคนแรกหลังจากที่ข้ากลับมาที่เมืองนี้เลยทีเดียว”
“งั้นข้าขอตัวก่อนล่ะท่านช้าง ขอบคุณท่านมาก”
จากบ้านไปค้าขายต่างเมืองงั้นเหรอ จากที่คุยกันกับเขาหลายเมืองแถบนี้ เน้นไปที่การพัฒนาด้านเวทมนตร์เป็หลัก จนวิทยาศาสตร์แทบไม่ขยับเลย อย่างตอนกลางคืนแสงสว่างที่นี่ส่วนใหญ่ก็เกิดจากแสงสว่างจากตะเกียง หรือไม่ร้านใหญ่ๆ หรูหราหน่อยก็มีหินเวทมนตร์เป็ตัวให้แสงแต่มีราคาแพงกว่าวิทยาศาสตร์ ถือว่าล้าหลังเลยล่ะ ความเหลื่อมล้ำของคนที่ใช้เวทมนตร์ได้กับคนที่ใช้ไม่ได้ จึงมีสูงมาก
“แล้วไอ้เวทมนตร์นี่ มันคงไม่ใช่ว่า นึกแล้วเสกออกมาได้เลยหรอกนะ”
ขณะเดินกลับไปยังทิศทางบ้านพันศรโยธา สายธารก็ลองแกล้งทำมือคล้ายถือผลส้มเอาไว้
แสงสว่างงั้นเหรอ
“เอะ..!!??”
จุดเริ่มต้นของวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์ในยุคไทยโบราณ ของสายธารได้เริ่มขึ้นแล้ว