บทที่14
เหตุผลที่ต้องย้ายมาที่นี่
เซี่ยอันอวี่กระพริบตาปริบ ๆ ราวกับต้องใช้เวลาให้สมองประมวลผลกับคำตอบนั้น
“งูทะเลทรายหรือ...”นางเอ่ยเสียงเบา น้ำเสียงเต็มไปด้วยความไม่มั่นใจ
หนานกงจิ่นอวี่พยักหน้าเรียบ ๆ
เซี่ยอันอวี่กลืนน้ำลายลงคอเสียงดังเอื้อกดวงตาของนางค่อย ๆ ก้มมองจานเนื้อที่วางอยู่ตรงหน้า ทันใดนั้นภาพจินตนาการในหัวก็ผุดขึ้นมาราวกับถูกปลดปล่อย ภาพของงูทะเลทรายตัวยาว ลำตัวหนาลำคอพองเหมือนมีหนังพับ ๆ และลิ้นแหลมสองแฉกแลบออกมาอย่างช้า ๆ
นางรู้สึกว่าความอยากอาหารที่มีอยู่เมื่อครู่มลายหายไปราวกับหมอกยามเช้าริมฝีปากเริ่มซีด มือที่จับตะเกียบอยู่ก็พลันแข็งทื่อไปเล็กน้อย
‘ฉัน...เพิ่งเคี้ยวหัวงูอยู่หรือเปล่าเนี่ย’ความคิดนั้นแล่นวาบจนแทบอยากจะพ่นของทั้งหมดในปากทิ้งออกมา
แต่เซี่ยอันอวี่ก็อดกลั้นไว้นางกลืนคำอาเจียนลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะฝืนยิ้มเจื่อน ๆ ออกมาแทน
หนานกงจิ่นอวี่ดูเหมือนจะสังเกตเห็นอาการของอีกฝ่ายเขากล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งเฉกเช่นเคยแต่แฝงไปด้วยความอธิบายที่เหมือนจะปลอบใจ “งูทะเลทรายเป็สัตว์อสูรเนื้อของมันมีคุณภาพสูง ยามข้าเดินทางพบเจอมันเข้า จึงถือโอกาสล่ากลับมา”
เขาหยุดเล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่อ “ภายในราชสำนักเอง คนที่มีสิทธิ์ลิ้มรสเนื้อสัตว์อสูรได้มีแต่พวกชนชั้นสูงเท่านั้น”
เซี่ยอันอวี่ฝืนหัวเราะเบา ๆแล้วพึมพำตอบกลับ “มีแต่ชนชั้นสูงเท่านั้นหรือ...”
นางยิ้มเจื่อน ๆพลางคีบเนื้อชิ้นเล็กอีกชิ้นเข้าปากอย่างหมดทางเลือก
ถึงแม้ว่านางจะอยากได้แค่เนื้อหมูธรรมดาหรือไก่ย่างหน้าปากซอยมากกว่าก็ตาม แต่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าตอนนี้เนื้อสัตว์อสูรที่มีเพียงไม่กี่คนในแผ่นดินนี้เท่านั้นที่จะได้ลิ้มลองนางก็รู้ดีว่าไม่ควรแสดงความรังเกียจให้ใครเห็น
อีกอย่าง...นี่คือเนื้อจานเดียวในรอบหลายวัน
ไม่ว่าอย่างไร ก็ยังดีกว่าผักดองกับข้าวต้มที่แทบไม่มีข้าวนั่นล่ะนะ…
เซี่ยอันอวี่ยื่นมือออกไปคว้าตะเกียบคีบเนื้อสัตว์ชิ้นเล็กขึ้นมาก่อนจะส่งเข้าปาก เคี้ยวช้า ๆ อย่างพินิจรสัันุ่มลิ้นกลิ่นหอมเฉพาะตัวของมันคละคลุ้งในปากจนรู้สึกได้ว่าหากไม่รู้ว่ามันคือ"งู" นางคงจะเอ่ยปากชมออกมาอย่างไม่ลังเล
...แต่น่าเสียดายภาพของเ้างูทะเลทรายที่นางจินตนาการไว้กลับยังคงวนเวียนอยู่ในหัวไม่จางหาย
และเมื่ออาหารจานสุดท้ายหมดลงเวลาค่ำคืนก็ค่อย ๆ ย่างเข้าสู่ยามราตรี
ภายในห้องนอนของเรือนไม้หลังเก่าเงาสลัวของเปลวตะเกียงวูบไหวอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะดับมอดลงความมืดปกคลุมทั่วทั้งห้อง ร่างของหญิงชาย ไม่สิ ต้องเรียกว่าสตรีทั้งสองกำลังนอนอยู่บนเตียงไม้ที่ปูด้วยฟูกผืนบาง
เซี่ยอันอวี่พลิกตัวไปมาอย่างกระสับกระส่ายคิ้วบางขมวดมุ่นเล็กน้อยภาพของเนื้องูเมื่อครู่ยังคงตามหลอกหลอนอยู่ในหัวจนยากจะข่มตาหลับ
เสียงผ้านวมเสียดสีกับฟูกดังแ่เบาในความเงียบจนกระทั่ง…
“เหตุใดจึงไม่นอนดี ๆ”เสียงเรียบต่ำของหนานกงจิ่นอวี่ดังขึ้นจากข้างกายดวงตาคู่นั้นแม้ยังปิดอยู่ แต่กลับััได้ถึงทุกการเคลื่อนไหวของคนข้างกาย
เซี่ยอันอวี่สะดุ้งเล็กน้อยนางหยุดการพลิกตัวในทันที กลับนอนนิ่งอย่างว่าง่ายราวกับถูกจับได้ว่าแอบซุกซนกลางค่ำคืน เสียงลมหายใจเงียบงันอยู่ชั่วครู่ก่อนนางจะเปิดปากเอ่ยเสียงเบา ท่ามกลางความเงียบของยามราตรี
“พรุ่งนี้...ท่านจะออกไปลาดตระเวนอีกหรือ” น้ำเสียงนางฟังดูเหมือนเป็เพียงคำถามธรรมดาแต่หนานกงจิ่นอวี่ััได้ถึงความกังวลอ่อน ๆ ที่แฝงอยู่ในคำพูดนั้น
“ใช่” เสียงตอบรับสั้น ๆ ดังก้องในความมืด
เซี่ยอันอวี่พลิกตัวนอนตะแคงหันหลังให้กับอีกฝ่าย เสียงของนางดังขึ้นอีกครั้ง “เหตุใดถึงต้องไปทุกวันเช่นนี้ด้วย”
นางไม่ได้คาดหวังคำตอบอะไรเป็พิเศษแค่เพียงอยากพูด อยากให้มีเสียงบางอย่างทำลายความเงียบในห้องนี้เท่านั้นเอง…
จะเรียกว่านี่คือการ “กระชับความสัมพันธ์” ระหว่างนางกับแม่ทัพผู้นั้นก็คงไม่ผิดนัก—เซี่ยอันอวี่ไม่ได้คิดอยากเป็ศัตรูกับหนานกงจิ่นอวี่เพราะนางรู้ดีว่าชีวิตของตนเอง ณ ดินแดนอันห่างไกลเช่นนี้...ขึ้นอยู่กับอีกฝ่าย
หนานกงจิ่นอวี่ลืมตาขึ้นช้า ๆแล้วกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“พวกเราเพิ่งมาที่นี่ได้ไม่กี่วันจำเป็ต้องล่าตระเวน หาแหล่งน้ำ และสำรวจรอบพื้นที่”
เงาสลัวของยามราตรีคลี่คลุมทั่วห้องขับให้เสียงของเขายิ่งฟังดูหนักแน่นและมั่นคง
“ดินแดนฮั่วโจวแห่งนี้ยังมีพื้นที่อีกมากที่ไม่เคยมีใครสำรวจหากพบสถานที่ที่เหมาะสมกว่านี้ พวกเราก็อาจจะมีโอกาสอยู่รอดได้มากขึ้น”
เซี่ยอันอวี่พลิกตัวช้า ๆแล้วขานรับเบา ๆ
“งั้นหรือ”
หลังจากนั้นบทสนทนาก็เงียบลงราวกับทั้งสองต่างรับรู้ว่าไม่มีสิ่งใดจำเป็ต้องกล่าวต่อ ความเงียบค่อย ๆกลืนกินห้องแห่งนั้นอีกครั้ง พร้อมกับยามราตรีที่ล่วงเลยไปอย่างเชื่องช้า
ยามเช้า
เมื่อแสงแรกแห่งวันค่อย ๆทอดผ่านผืนทรายกว้างใหญ่ เมืองกู่หลิงซาที่หลับใหลก็เริ่มขยับเคลื่อนไหวอากาศในยามเช้าไม่ได้เย็นสดชื่นดังเช่นเมืองอื่นหากแต่กลับเต็มไปด้วยความอบอ้าวร้อนผ่าวแม้ยังไม่ทันตะวันจะขึ้นสูง
ภายในเรือนไม้หลังเก่าจวนเ้าเมืองที่ทรุดโทรม เซี่ยอันอวี่บิดตัวช้า ๆ ลุกขึ้นจากเตียงฟูกบางใต้ร่างแทบไม่ช่วยซับเหงื่อที่เกาะพราวตามแผ่นหลังของนาง
นางเหลือบตามองข้างกาย...ว่างเปล่าหนานกงจิ่นอวี่ไม่อยู่แล้ว
เซี่ยอันอวี่ลุกขึ้นเดินออกมายังห้องโถงด้านหน้าอย่างเชื่องช้า คิดว่าอีกฝ่ายอาจจะกำลังกินอาหารอยู่แต่สิ่งที่พบกลับมีเพียงโต๊ะเล็ก ๆที่วางถ้วยผักดองกับข้าวต้มที่แทบจะเป็เพียงน้ำร้อนขุ่น ๆ เหมือนเช่นเดิม
นางถอนหายใจเบา ๆ ส่ายหน้าแล้วหมุนกายมุ่งหน้าไปยังจุดหมายสำคัญ...ด้านหลังของเรือนไม้ แปลงผักเล็ก ๆที่นางเพิ่งปลูกไว้เมื่อวาน
ทว่า…
เมื่อฝ่าเท้าเหยียบลงบนพื้นกรวดทรายตรงทางเดินหลังเรือนและสายตาพลันทอดมาถึงแปลงผักตรงหน้า เซี่ยอันอวี่ก็หยุดชะงักในทันทีราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุน
ริมฝีปากนางอ้าค้าง ดวงตาเบิกโพลง
ในแปลงผักที่เมื่อวานยังมีเพียงหลุมดินแห้งแล้ง...บัดนี้กลับเต็มไปด้วยต้นกล้าที่งอกขึ้นจนสูงท่วมหัวเข่าใบเขียวสดไหวเอนตามแรงลมอ่อนที่พัดผ่าน งดงามจนเหมือนภาพฝันกลิ่นสดชื่นของดินผสมกลิ่นหอมอ่อน ๆจากต้นอ่อนที่เริ่มผลิใบทำให้นางรู้สึกราวกับตนกำลังยืนอยู่ในสวนของโลกอื่น
“ตะ...โตขึ้นจริง ๆหรือ...”
เสียงพึมพำของเซี่ยอันอวี่เบาเกินกว่าจะกลั่นออกมาเป็ประโยคได้จบนางยังยืนอึ้งอยู่ตรงนั้น ไม่รู้ว่าควรจะยิ้ม หัวเราะ หรือร้องไห้ดี