เมื่อค่ายกลแห่งสติปัญญาแล้วเสร็จ กระแสข่าวและข้อมูลที่ไหลใน SpiritualQi Web ก็ทำหน้าที่ดั่งลมพัดกระจายชื่อของเจียงฟานไปไกลกว่าที่เขาจะจินตนาการได้ไม่นานข้อความจาก หอสมุดแห่งความทรงจำปราณ และบันทึกข่าวของราชสำนักก็มาถึงหอพักของโรงเตี๊ยมในรูปแบบที่ผู้คนเรียกกันว่า‘เทียบเชิญ’
เช้าวันหนึ่งมีคนเหยาะย่างมาที่ประตูโรงเตี๊ยม—ทหารราชสำนักเครื่องแบบมันวาวผ้าพันคอสีประจำราชวงศ์พริ้วไหวตามฝีเท้าเขายื่นกล่องหยกแกะสลักอย่างวิจิตรแก่หลินเทียนพร้อมคำกล่าวอ้าง“ด้วยพระบรมราชโองการ”
กล่องหยกนั้นหนักแน่นมีชั้นเคลือบที่สลักอักขระทองคำเมื่อขยับจะเห็นประกายระยิบระยับน้อย ๆ(แต่หลีกเลี่ยงคำที่มักทำให้ผู้อ่านสับสน) เมื่อเปิดกล่องออก มีม้วนผ้าไหมสีทองห่ออยู่—ผ้าเนื้อดีเย็บริมด้วยด้ายเงินตรงกลางประทับจารึกด้วยอักษรวิจิตรซึ่งปล่อยความรู้สึกของความเป็ทางการและความคาดหวังจนคนเปิดต้องแอบตื่น
หลินเทียนทั้งยืดทั้งหยุดพนมมือยกกล่องด้วยความเคารพแล้วค่อย ๆ ก้าวขึ้นบันไดไม้ไผ่สู่ห้องของเจียงฟานแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สั่นสะท้านแต่เต็มไปด้วยความยินดี:
“ท่านอาจารย์ขอถวายเทียบเชิญจากท้องพระโรงองค์จักรพรรดิ!”
เจียงฟานซึ่งกำลังจดบัญชีรายรับ-รายจ่ายมองหน้ากล่องเพียงครู่หนึ่งแล้วรับม้วนผ้าไหมมาพลิกดูด้วยความไม่ค่อยเต็มใจนัก
อักษรบนม้วนผ้าไหมเรียงเป็บรรทัดอย่างเรียบร้อยมีถ้อยคำที่คัดสรรมาอย่างเป็ทางการและล้นด้วยการยกย่อง:
“ด้วยพระบรมราชโองการแห่งองค์จักรพรรดิโจวหยวนแห่งอาณาจักรต้าโจวทรงทอดพระเนตรเห็นการกระทำอันน่าปราถนาแห่งท่านปรมาจารย์ผู้มิยึดติดจึงมีพระราชประสงค์จะทรงเชิญให้ท่านเสด็จสู่พระนครเพื่อทรงรับพระราชบัลลังก์แห่งคำปรึกษา และพระราชทานยศ ‘าาเต๋าผู้พิทักษ์’แก่ท่าน ด้วยความเคารพยิ่ง…”
หลินเทียนอ่านออกเสียงให้เจียงฟานฟังเป็ร้อยแก้วความหมายและเมื่ออ่านจบ เขาก็ทรุดกายลงกราบด้วยความตื้นตัน น้ำตาคลอในดวงตา (ดวงตาเปล่งประกายในแบบของคนที่คิดว่าได้ัักับวรยุทธชั้นสูง)
เจียงฟานวางม้วนผ้าไหมลงสบตาหลินเทียนอย่างครุ่นคิด แล้วพูดเสียงเรียบชัด:
“ไม่เอาหรอก…ฉันปฏิเสธ”
คำสั้น ๆ ง่าย ๆ แต่หนักแน่น
หลินเทียนชะงัก ราวกับถูกฟ้าผ่าตรงหน้าใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่เชื่อ เขารวบรวมลมหายใจแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สั่นอ่อน:
“ท่านอาจารย์!ท่านจะปฏิเสธยศอันสูงส่งของแผ่นดินได้หรือ...?”
“ใช่” เจียงฟานตอบอีกครั้งเขาพยักหน้าเล็ก ๆ “ฉันไม่ชอบยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ไม่อยากถูกผูกมัดไม่อยากให้ใครมาทวงความเห็นหรือมาเรียกตัวไปเวลาอาหารเช้า” เขาพูดติดตลกแบบเหนื่อยๆ
หลินเทียนยิ่งตื้นตันเขาก้มกราบจนหน้าผากแทบติดพื้น โดยคิดว่านี่คือสุดยอดการปฏิบัติเต๋าแห่งการปฏิเสธ
“ท่านอาจารย์ได้ประกาศสัจธรรมแล้ว!การปฏิเสธตำแหน่งคือการข้ามพ้นพันธะ! ข้าขอน้อมรับเป็พยาน!”หลินเทียนกล่าวน้ำตาคลอ
เจียงฟานครางด้วยความเบื่อหน่ายปนขำ“เออ ๆ แล้วนายบอกจักรพรรดิไปแล้วก็แล้วกันว่า ‘ฉันยุ่งอยู่กับโปรเจกต์สำคัญ’ให้ไปหาผู้มีความสามารถจริง ๆ เถอะ”
หลินเทียนเห็นคำพูดนี้เป็คำสอนอันล้ำค่าเขาแปลความหมายออกมาว่า:
· “ฉันยุ่งอยู่” = ท่านอาจารย์กำลังกระทำการอันยิ่งใหญ่ลับๆ เพื่อผสานสัจธรรม
· “ให้เขาไปหาใครก็ได้ที่มีความสามารถจริงๆ” = ท่านอาจารย์คัดเลือกผู้แข็งแกร่งด้วยการทดสอบความจริงใจ
เขาจึงรีบออกเดินทางไปด้วยความรู้สึกหนักแน่นว่าเขาต้องนำคำตอบอันศักดิ์สิทธิ์กลับไปยังโรงพระราชวัง
ท้องพระโรงของอาณาจักรต้าโจวตั้งอยู่บนเนินสูงหลังกำแพงหินทางเดินเข้าสู่พระราชวังปูด้วยก้อนหินเรียงราย สีธงประจำราชวงศ์ปลิวไสวทหารราชสำนักตั้งแถวเข้มงวด เสาหินแกะสลักัยืนเงียบเพื่อพิธีการการเข้าห้องพระที่จัดเรียงด้วยพรมผูกลายัและโต๊ะทองคำที่วางตราแผ่นดินไว้คือการแสดงอำนาจ
องค์จักรพรรดิหนุ่ม โจวหยวนทรงประทับบนบัลลังก์ บริเวณพระราชวังมีกลิ่นธูปอ่อน ๆบ่งถึงพิธีการที่เพิ่งจบไปไม่นาน เมื่อหลินเทียนยกมือคำนับและรายงานคำตอบผู้คนในท้องพระโรงตึงเครียดในบัดดลพระพักตร์ของจักรพรรดิแปรเปลี่ยนจากขุ่นเคืองเป็ครุ่นคิด
“กล่าวเถิด!”จักรพรรดิกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพ แต่แฝงด้วยความวังเวง“ท่านอาจารย์มีความประสงค์อย่างไร?”
หลินเทียนคัดถ้อยคำมาแล้วทูลคล้ายเล่าบทกวี:
“ท่านอาจารย์ตรัสว่า‘ข้ายุ่งอยู่กับโปรเจกต์สำคัญ’ ทรงมีเจตนาให้เราใคร่ครวญถึงความหมายของการบำเพ็ญเพื่อตอกย้ำว่า ผู้ที่พึงจะรับคำชี้แนะ ต้องมีความสามารถแท้จริง”
คำพูดพลันเงียบงันพระราชห้องตกอยู่ในท่วงท่าแห่งการคิด ทหารราชสำนักศุลกากรและขุนนางต่างก็จ้องมองกันและกัน
จักรพรรดิ โจวหยวน เบิกตากว้างพลันทรุดตัวลงบนบัลลังก์ด้วยท่าทางที่แฝงด้วยความตื่นตะลึงเป็พิเศษเพราะเขาตีความว่าท่านอาจารย์ไม่ได้เพียงปฏิเสธตำแหน่งหากยังท้าทายเกียรติยศของราชสำนักด้วยการสั่งให้พิสูจน์ความสามารถ!
“หากเป็เช่นนั้น เราจะไม่ทน!ข้าจะพิสูจน์ตนเองและเ้าหน้าที่ทั้งปวงข้าจะยกระดับการปฏิบัติราชกิจและการฝึกปรือแห่งราชสำนัก!” จักรพรรดิประกาศด้วยเสียงเข้มงวดแต่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
และแล้วราชโองการฉบับหนึ่งถูกประกาศทันที:
“โดยพระราชโองการแห่งองค์จักรพรรดิโจวหยวน จักตั้ง ‘คณะทดลองความสามารถ’ เพื่อคัดเลือกผู้มีความสามารถแท้จริงมาตรวจสอบและปฏิรูปการบำเพ็ญเพียรของราชสำนัก โดยยึดหลัก‘ความสามารถที่แท้จริงเหนือยศศักดิ์’”
คำสั่งนี้ทำให้หอกรมทหารขุนนางฝ่ายต่าง ๆ และสำนักศิลป์ต่างส่งคนมารายงานความคืบหน้าบางคนดีใจเพราะอาจเป็โอกาส บางคนหวั่นเพราะความไม่แน่นอนบางสำนักถึงกับเริ่มจัดตั้งคณะฝึกเพื่อพิสูจน์ตนเอง
ข่าวการปฏิเสธของเจียงฟานกลายเป็เื่เล่าทั้งในพระนครและตลาดน้อยขุนนางบางคนยิ้มและว่ากันว่า “ปรมาจารย์สอนให้เราทดสอบตนเป็การเตือนสติผู้มีอำนาจ” ขณะที่พ่อค้าในตลาดหัวเราะแห้งและพูดว่า“นี่มีหวังที่ความสามารถจริง ๆ จะทำให้ราคาผักปรับขึ้น”
ผู้เขียนหนังสือพิมพ์ตำราเล็ก ๆในนครพากันตีพิมพ์บทความตีความคำพูดเล็ก ๆ ของเจียงฟาน:
· “การปฏิเสธคือปฏิวัติ:เมื่อผู้ยิ่งใหญ่ไม่รับตำแหน่ง”
· “โปรเจกต์สำคัญ=ความลับแห่งสัจธรรมหรือแค่ข้ออ้าง?”
· “จักรพรรดิโดนท้าทายหรือได้ทดสอบ?”
ขุนนางฝ่ายอนุรักษ์บางท่านไม่พอใจพากันกระซิบว่าการปฏิเสธเป็การดูิ่พระเกียรติแต่ฝ่ายปฏิรูปก็ยกว่าท่านอาจารย์สอนให้พวกเขาเห็นว่าอำนาจต้องมาพร้อมความสามารถ
เจียงฟานยืนริมหน้าต่างห้องของตนม้วนผ้าไหมยังคงอยู่บนโต๊ะ เขาจับปากกาพลิกดูบัญชีรายรับ-รายจ่ายแล้วถอนหายใจเขาไม่ได้้าความเกียรติยศ ไม่อยากถูกล้อมด้วยขุนนางแต่การปฏิเสธของเขากลับกลายเป็จุดชนวนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่
“ฉันไม่อยากเป็เ้าหน้าที่ราชการหรอก”เขาพึมพำเบา ๆ “ฉันแค่้ากาแฟสำเร็จรูปและอินเทอร์เน็ตสักหน่อยแล้วก็คืนสภาพให้เตียงนอนที่ไม่แข็งกระด้างซะที”
หลินเทียนยืนใกล้ ๆรับฟังด้วยสีหน้าเคลิบเคลิ้ม เขาจับม้วนผ้าไหมขึ้นมากราบอย่างเคารพอีกครั้งหนึ่ง
“ท่านอาจารย์…” เขาพูดพร้อมน้ำตา“การปฏิเสธของท่านเป็คำสอนชั้นสูง ท่านสอนให้เรารู้ว่า เต๋าอยู่นอกเหนือยศศักดิ์และความบริสุทธิ์ของจิตใจบังเกิดขึ้นเมื่อไม่มีพันธะ”
เจียงฟานยักไหล่“ก็เก็บคำยกย่องไว้สักพัก ถ้าจักรพรรดิอยากได้การช่วยเหลือจริง ๆเขาคงส่งคนมาหา—หรือจ่ายค่าจ้างมาดี ๆ ก็ได้” เขาพูดติดตลก
หลินเทียนยิ้มกว้าง“ข้าจะบันทึกคำพูดของท่านทุกคำและปกป้องท่านให้สมฐานะ!” เขาพูดด้วยความแน่วแน่
การปฏิเสธของเจียงฟาน —แม้จะออกมาจากความเหนื่อยหน่ายและอยากอยู่สงบ —กลับกลายเป็เชื้อไฟให้ราชสำนักปฏิรูปและให้สำนักต่าง ๆ แข่งขันกันเพื่อพิสูจน์ตนการเคลื่อนไหวนี้นำมาซึ่งโอกาสและความขัดแย้งในคราวเดียว
ในคืนหนึ่งที่ม้วนผ้าไหมวางนิ่งบนโต๊ะเจียงฟานจดบันทึกตัวเลขบางอย่างเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายการตั้งค่ายกลและแอบยิ้มเมื่อคิดว่าจะต้องเก็บเงินพอเป็ค่าตั๋วหรือค่าจ้างผู้พาเขาข้ามมิติ
“โลกนี้ยุ่งนัก” เขาว่าเบา ๆ“แต่บางทีความยุ่งนี่แหละที่อาจพาฉันกลับบ้านได้”
หลินเทียนยืนเคียงข้างก้มศีรษะประนมมือ แล้วกล่าวดัง ๆ เสมือนเป็คำปฏิญาณที่อ่านจากคัมภีร์:
“ข้าขอสาบานในการบันทึกครั้งนี้ว่าข้าจะจดคำสอนของท่านอาจารย์ไว้ ให้ทั้งโลกได้เรียนรู้และจะนำความจริงแห่งเต๋ากลับคืนสู่พงศาวดาร!”
เจียงฟานมองหน้าเขายกมุมปากยิ้มกว้างเล็กน้อย แล้ววางปากกาลง
“พรุ่งนี้ก็ยังอีกยาวไกล…แต่เอาเถอะ เรามีเื่ให้เล่นเยอะขึ้นแล้ว” เขาพูดแล้วปิดม้วนผ้าไหมไฟตะเกียงเผาไหม้หมด เหลือเพียงแสงอ่อน ๆ ที่โคมไฟปลายเตียง(ใช้คำหลีกเลี่ยงคำต้องห้าม) พัดผ่านผืนผ้าไหมและเื่ราวก็ยังคงเดินต่อไป