ฝนตกหนักหน่วงไม่หยุดยั้งวันนี้คล้ายเป็วันเฉลิมฉลองของคนส่วนใหญ่ ผู้คนต่างออกมาตากน้ำฝนกันถ้วนหน้าถือเป็โอกาสอาบน้ำ ขจัดสิ่งสกปรกจากเสื้อผ้าและร่างกายไปในตัว
บางคนได้ดื่มน้ำจนดับกระหายเป็ครั้งแรกนับั้แ่เกิดวันหายนะมารดาที่อยู่ใน่ให้นมก็ใช้โอกาสนี้ดื่มกินให้ได้มากที่สุดเพื่อที่จะมีน้ำนมพอเลี้ยงดูบุตร
กลุ่มน้อยใหญ่หลายฝ่ายที่พอมีกำลังรบ ต่างตักตวงกักเก็บน้ำอย่างเต็มที่กระทั่งเวลามื้อเย็นก็ไม่สนใจไยดี เพราะไม่รู้ว่าโอกาสดี ๆ แบบนี้จะมาอีกเมื่อไร
คนกลุ่มเดียวที่ไม่ตากฝนหรือกักเก็บน้ำคงมีแต่กลุ่มคนที่อยู่ในรถบ้าน พวกเขานั่งล้อมโต๊ะ มีอาหารโอชะวางเรียงราย หากคนภายนอกมาเห็นคงอิจฉาจนน้ำตาไหลเป็สายเื ขณะที่คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก คนกลุ่มนี้กลับอยู่อย่างสุขสบายถึงที่สุด
เทเรซ่ากำลังใช้ซ่อมจิ้มเนื้อปลาทอดขึ้นมาเพ่งพิจารณาดู ก่อนจะดมกลิ่น แล้วค่อย ๆ นำเข้าปาก
รสชาติจืดชืด เพราะเป็ปลาเนื้อขาวที่รสชาติอ่อนพอนำไปชุบแป้งทอด ทำให้รสชาติของปลาไม่เด่นเท่าที่ควร ซึ่งปกติปลาทอดนี้ต้องกินคู่กับทาร์ทาร์ซอสแต่ถึงอย่างนั้น สำหรับเทเรซ่ากลับรู้สึกว่าหวานมันกลมกล่อม แม้ไม่ได้จิ้มอะไรเลยก็ตาม
เธอลองแตะเนื้อปลากับซอสเบา ๆ แล้วนำเข้าปากทดสอบรสพบว่าความหวานเปรี้ยวของซอสช่วยเสริมรสปลาให้เด่น ตัดเลี่ยนได้ดี
หลังจากรับประทานแต่อาหารกระป๋องที่มีรสชาติเค็มโดดในที่สุดประสาทรับรสอื่น ๆ ก็มีโอกาสได้ทำงาน
เทเรซ่าลองอาหารทุกจานที่อยู่บนโต๊ะ บางเมนูก็คุ้นเคยบางเมนูก็ไม่เคยเห็น แต่เธอก็ยังรับประทานทุกอย่างจนหมด โดยไม่รู้ตัวว่ามีคนหนึ่งกำลังแอบมองอากัปกิริยาของเธอ
ณัฐธัญมองดูเทเรซ่ารับประทานอาหาร หัวเราะอยู่ในใจเขามั่นใจว่าจากนี้ไป เธอไม่อาจหนีไปจากเงื้อมมือของเขาได้แล้ว
ระหว่างอยู่บนโต๊ะทานข้าว ณัฐธัญหยิบซองปืนซองมีด และแมกาซีนของปืนสั้น 9 มม. 6 แม็ก พร้อมกับอธิบายคุณสมบัติของมัน
ลีโอนีพอได้ยินก็ตาลุกวาว หยิบจับมาดูราวกับเด็กได้ของเล่นใหม่เธออยากจะวิ่งไปเอาะุมาใส่ด้วยซ้ำ แต่ณัฐธัญห้ามไว้ก่อน เพราะเธอยังรับประทานอาหารไม่เสร็จ
พอถึงเวลาเกือบสองทุ่ม ทุกคนรับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้วมาน็องกำลังล้างจานอยู่ที่ครัว อลิเซียกำลังอาบน้ำ ลีโอนีกำลังบรรจุะุใส่แมกาซีนอยู่หน้ารถตอนนี้จึงเหลือเพียงเขากับเทเรซ่าที่กำลังนั่งอยู่บนโซฟา
“เธอตัดสินใจได้หรือยัง”ณัฐธัญนั่งข้างเทเรซ่า ถือวิสาสะโอบรั้งเอวของเธอเข้ามา กระซิบทวงคำตอบจากเธอ
หากเป็คนอื่น จะต้องตอบตกลงโดยไม่ลังเลแต่เทเรซ่ายังมีบางอย่างที่ทำให้ตัดสินใจได้ยาก นั่นคืองานวิจัยของเธอ จะให้ทิ้งงานวิจัยที่ทำมาหลายเดือนเธอทำไม่ได้
ณัฐธัญเห็นเธอลังเลใจ จึงรู้ว่าอะไรที่ติดค้างอยู่ในใจเธอกล่าวอีกว่า “เธอเห็นพลังของฉันแล้วคิดว่าฉันจะไม่มีปัญญาสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับการวิจัยให้เธอเหรอ”
“แต่ที่นั่นมีเอกสารและข้อมูลวิจัยสำคัญ…”เทเรซ่ายังลังเล
“งั้นก็ไปเอาสิ ฉันจะไปด้วย”ณัฐธัญตอบ
“ไม่ได้ นักวิจัยทุกคนถูกห้ามไม่ให้นำเอกสารออกจากศูนย์วิจัย”เทเรซ่าส่ายศีรษะ
ณัฐธัญขมวดคิ้ว ถามว่า “ข้อมูลนั้นเป็ข้อมูลของทางศูนย์วิจัยหรือเป็ข้อมูลที่เธอวิจัยได้..?”
แม้ว่าเขาจะอยากให้เทเรซ่าวิจัยต่อ แต่เขาไม่อยากขโมยข้อมูลของคนอื่นเพราะอย่างไรก็อยู่ฝ่ายมนุษย์ด้วยกัน หากขโมยไปแล้วอีกฝ่ายไม่มีข้อมูลวิจัยต่อ เขตปลอดภัยนี้อาจถึงคราวสิ้นหวัง
อย่างที่รู้กันว่าข้อมูลเื่การพัฒนาพลังวิเศษนั้นสำคัญมากถือว่าสามารถจุดประกายความหวังของมนุษยชาติได้เลย เพราะหากดูจากซอมบี้หรือสิ่งมีชีวิตประหลาดที่เขาพบเจอยังนึกไม่ออกว่าหากมนุษย์ไม่มีอาวุธหรือพลังวิเศษ จะรอดไปสู่อนาคตได้อย่างไร
“เป็ข้อมูลที่ฉันค้นคว้าและวิจัยเองฉันมอบฉบับสำเนาให้ศูนย์วิจัยไปแล้ว แต่ตัวจริงอยู่ในเต็นท์ของฉัน” เทเรซ่าตอบ
ณัฐธัญครุ่นคิด อย่างนั้นก็ไม่มีปัญหา “งั้นฉันจะไปเอามาให้เองใช่เอกสารที่อยู่บนโต๊ะพวกนั้นหรือเปล่า”
“ใช่ แต่… คุณอาจจะถูกจับได้…”
“เพื่อนักวิจัยของฉัน แค่นี้เองไม่เป็ไรหรอก” ณัฐธัญยิ้มกล่าว ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็สีหน้าจริงจัง“แล้วจากนี้ไป เธอก็ไม่ต้องไปเหยียบศูนย์วิจัยนั่นอีก เข้าใจไหม”
“อืม…” เทเรซ่าพยักหน้าตอบตกลงในที่สุด เธอรู้สึกว่าเขาลึกลับ แต่ก็รู้สึกว่าเชื่อใจได้ถึงจะไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจไปหน่อยก็เถอะ
ณัฐธัญลุกขึ้น เดินไปที่หน้ารถ ลีโอนีดูเหมือนบรรจุะุเสร็จนานแล้วเธอถามขึ้น “ว่าไง ตะล่อมสำเร็จหรือเปล่า”
“เธอพูดเหมือนฉันไปหลอกลวงใครมา”ณัฐธัญกล่าว
ลีโอนีแค่นเสียงขึ้นจมูก “ฮึ ก็จริงไม่ใช่หรือไง อย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะว่านายเล็งอะไรไว้ไอ้เื่วิจัยพลังพิเศษมันก็แค่ผลพลอยได้ ใช่ไหม พ่อคนตัณหากลับ”
ตอนแรกเป็คนลามก ต่อมาก็ได้อวยยศเป็หื่นกามตอนนี้ได้อีกตำแหน่งควบคู่คือตัณหากลับ ไม่รู้ว่าต่อไปเธอจะสรรหาตำแหน่งอะไรมามอบให้เขาต่อ
ณัฐธัญไม่ตอบ
“เดี๋ยวฉันจะออกไปข้างนอกหน่อยเธออยู่เฝ้ารถด้วย” เขากล่าว มือก็จิ้มซื้อแว่นมองกลางคืนที่สามารถตรวจจับความร้อนกับเสื้อกันฝน
ลีโอนีขมวดคิ้ว “ตอนนี้สองทุ่มแล้ว ยังจะไปไหนอีก”
“ไปเดินเล่น” ณัฐธัญตอบลวก ๆ เขาไม่อยากพึ่งพาลีโอนีมากเกินไป จึงไม่บอกเหตุผล
ลีโอนีสงสัย แต่ก็ยังกล่าว “ระวังตัวก็แล้วกัน”
ณัฐธัญพยักหน้า บนตัวณัฐธัญเรืองแสงสีฟ้ากลายเป็ชุดกันฝนสีดำกับแว่นตาดำ แล้วก็ลงจากรถ
เขากดปุ่มตรงขาแว่น แล้วภาพในเลนส์ก็เปลี่ยนไปจนทำให้เขาใเพราะภาพที่เห็นผ่านเลนส์มันชัดเจนอย่างกับตอนกลางวัน..!
เขาหรี่แสงให้มืดลงเล็กน้อย เพราะหากสว่างเป็ตอนกลางวันอย่างนี้ภาพตรวจจับความร้อนจะมองไม่ค่อยเห็น
พอเดินมาถึงทางเข้า ณัฐธัญก็ทักทายคนเฝ้าประตูของกลุ่มอินทรีสายฟ้าไม่รู้ว่าเขาคิดไปเองหรือเปล่า รู้สึกว่าคนเฝ้าประตูแสดงความเป็กันเองมากขึ้น
หลังจากออกจากฐานกลุ่มอินทรีสายฟ้า ณัฐธัญเดินขึ้นเหนือไปตามถนนปกติบริเวณนี้ก็แทบไม่มีคนอยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งเงียบกริบ ได้ยินแต่เสียงฝนพรำที่เริ่มเบาบางลง
เมื่อมาถึงศูนย์วิจัย เห็นแสงไฟสีขาวลอดออกมาจากเต็นท์ใหญ่ด้านซ้ายของเต็นท์ใหญ่เป็เต็นท์เล็กทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าเรียงติด ๆ กันยาวเหยียดถึงจะบอกว่าเต็นท์เล็ก แต่ก็มีพื้นที่กว้างถึง 5 ตารางเมตร เต็นท์เล็กบางเต็นท์ก็เปิดไฟ บางเต็นท์ก็มืดสนิท
เพราะเป็เวลากลางคืน และรอบนอกเต็นท์ก็ไม่มีไฟแถมยังไม่มีคนเฝ้า กอปรกับฝนตก ณัฐธัญจึงเดินเข้าเต็นท์ของเทเรซ่าได้สบาย
พอเข้ามาก็ไม่เสียเวลา เดินมาที่โต๊ะ หยิบกระดาษบนโต๊ะมารวมๆ กันแล้วจัดระเบียบให้ขอบเท่า ๆ กัน แล้วเอาซุกไว้ภายใต้เสื้อกันฝน ขณะที่เขากำลังเดินออกจากเต็นท์ของเทเรซ่าก็ได้ยินเสียงมาจากข้างนอก
“แน่ใจนะว่ามันมาทางนี้..?”เสียงผู้ชายดังแว่วมา
“ครับ ผมสะกดรอยตามมาติดๆ ไม่คลาดสายตาแน่นอน”ผู้ชายอีกคนพูดขึ้น
“แล้วรู้ได้ยังไงว่าเป็มัน”ชายคนเดิมถามอีกครั้ง
“หลังจากรถบ้านขับเข้าไปได้พักใหญ่คนลึกลับนั้นก็เดินออกมา พวกกลุ่มอินทรีสายฟ้าไม่มีทางออกจากฐานคนเดียว อย่างน้อยต้องจับคู่กันและพวกมันมักระแวงตลอดเวลา แต่บุคคลนี้ไม่ระแวงสงสัยอะไร สะกดรอยตามมาได้ง่าย ๆ”ชายคนนั้นอธิบาย
ณัฐธัญใจเต้นระทึกตูมตาม เขาค่อย ๆ ชะโงกหน้าไปดูพบว่ามีคนอยู่หน้าทางเข้าศูนย์วิจัยอยู่เจ็ดแปดคน พอเขาปรับแสงแว่นให้สว่างขึ้น ก็พบว่าเป็พวกโรล์ฟ..!
“ฉันจะไปขออนุญาตตรวจค้นจากหัวหน้าโครงการวิจัยที่นี่พวกนายเฝ้าทางเข้าไว้ แม้แต่หนูตัวเดียวก็อย่าให้หลุดรอดไปได้” โรล์ฟออกคำสั่ง แล้วเดินเข้าเต็นท์ใหญ่
ณัฐธัญที่แอบฟังอยู่หน้าซีดทันที ตอนนี้เขาจะออกไปก็ไม่ได้แล้วแถมอีกฝ่ายดูท่า้าจะตรวจค้นเต็นท์ ไม่ช้าก็เร็วต้องหาเขาเจอแน่นอน
ในเต็นท์ของเทเรซ่า ไม่มีที่ใดซ่อนได้เลยจนเขาเหลือบไปมองที่เตียง ตัดสินใจกัดฟันมุดเข้าใต้เตียง
……
โรล์ฟเดินออกมาพร้อมกับชายผมสีดอกเลาที่เสยผมจนเรียบติดหนังศีรษะเขาเดินเชิดหน้าออกมา ราวกับบอกว่าตนไม่ได้อยู่ในสถานะที่ด้อยกว่า
“แล้ว..? พวกนายสงสัยว่ามีคนลอบเข้ามาในศูนย์วิจัย..? ไม่ได้มีหลักฐานชัดเจนแต่แค่สงสัย..?” ชายผมสีดอกเลาถามขึ้น ดูท่าจะไม่พอใจสักเท่าไร
“ถ้าพวกคุณมียามเฝ้าไว้บ้างก็คงไม่ต้องมานั่งสงสัยหรอก”โรล์ฟกล่าวเสียงราบเรียบ
“เฮอะ พวกเราอยู่ในเขตของท่านโดมาเรียนใครหน้าไหนจะเข้ามาปล้น ต่อให้เป็กลุ่มแมงป่องดำหรืออินทรีสายฟ้า ก็ยังไม่กล้าเข้ามาเหยียบแถวนี้เลย”ชายผมสีดอกเลาพูดด้วยความภาคภูมิใจ
“ฉันก็มาเหยียบแล้วนี่ไง”โรล์ฟยิ้มกล่าว
ชายผมสีดอกเลาเผยสีหน้าดูถูก “นายมันเป็ลูกน้อง เหมือนกันที่ไหนเล่า”
มุมปากของโรล์ฟกระตุก หรี่ตาประกายเย็นเยียบจิตสังหารแผ่ออกมาเพียงชั่วพริบตา ก่อนจะกลับมาเป็ปกติ เขาไม่เถียงตอบโต้ แต่เบี่ยงมาพูดกับลูกน้องที่เฝ้าอยู่หน้าทางเข้า“เป็ยังไง เห็นเงาใครน่าสงสัยแถวนี้ไหม”
ลูกน้องที่เฝ้าประตูส่ายศีรษะ ชายผมสีดอกเลากล่าวแทรกขึ้นว่า“พวกนายคงไม่ได้จำผิดกับนักวิจัยของฉันหรอกใช่ไหมทางฉันก็มีนักวิจัยคนหนึ่งที่ยังไม่กลับมาเหมือนกันอาจจะเป็เธอที่กลับมาแล้วก็ได้”
โรล์ฟหันไปมองลูกน้องคนหนึ่งทันทีลูกน้องคนนั้นหน้าถอดสี รีบกล่าวว่า “ผมลืมบอกครับเมื่อตอนบ่ายมีนักวิจัยคนหนึ่งไปที่ฐานของกลุ่มอินทรีสายฟ้าจริง ๆ แต่ถ้าเป็นักวิจัยคนนั้นกลับมาพวกอินทรีสายฟ้าจะต้องขับรถไปส่งสิ”
“เฮอะ ยายนั่นอาจจะเดินกลับจริง ๆก็ได้ ในหัวยายนั่นคิดอะไรอยู่ ไม่มีใครเดาออกหรอก” ชายผมสีดอกเลาหัวเราะเยาะ
ลูกน้องคนนั้นก้มหน้าทั้งที่ฝนตกอากาศเย็น แต่เหงื่อแตกพลั่ก โรล์ฟหรี่ตา มองไปที่ลูกน้องคนนั้นแผ่แรงกดดันจนลูกน้องคนนั้นรู้สึกหายใจลำบาก แล้วโรล์ฟก็หันกลับมาถามชายผมสีดอกเลา“นักวิจัยที่พูดถึงเป็ใคร พักอยู่เต็นท์ไหน”
“ตามมา เดี๋ยวฉันจะพาไป”ชายผมสีดอกเลากล่าวพลางเดินไปทางเต็นท์
โรล์ฟพาลูกน้องหกคนเดินตามไปทันทีก่อนจะหันมาสั่งกับอีกสองคน “พวกนายสองคนเฝ้าทางเข้าไว้ อย่าให้ใครออก”
“ครับ..!” ทั้งสองคนตอบรับคำ
เมื่อแปดคนเดินมาถึงหน้าเต็นท์ของเทเรซ่าชายผมสีดอกเลาก็ะโขึ้น “เทเรซ่า เทเรซ่า..!ถ้าอยู่ก็ออกมาเดี๋ยวนี้..!”
ทว่าไม่มีเสียงตอบกลับราวกับไม่มีใครอยู่ในเต็นท์ โรล์ฟขมวดคิ้ว ถามว่า “เทเรซ่านี่ใครทำไมต้องออกไปข้างนอก”
“เป็หนึ่งในนักวิจัยของเราฉันบอกเธอไปว่าถ้าหาตัวอย่างวิจัยไม่ได้และไม่ได้ผลลัพธ์วิจัยภายในสองวันฉันจะจับเธอส่งให้กับท่านโดมาเรียน เธอจึงรีบร้อนออกไปหาตัวอย่างวิจัย เฮอะคงกลับมามือเปล่าสิท่า มาถึงก็เข้าที่พักตัวเอง” ชายผมสีดอกเลาแค่นเสียงเยาะเย้ยแล้วเปิดฉากกั้นเดินเข้าไป
โรล์ฟชักปืนพกสั้นออกมาดึงสไลด์ขึ้นลำรอ ส่วนพวกลูกน้องก็ดึงคันรั้งลูกเลื่อนของปืนไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติส่งเสียงดัง แกร่ก แกร่ก อย่างพร้อมเพรียงกันราวกับพร้อมจู่โจมทุกเมื่อหากมีเหตุการณ์ผิดปกติ
ภายในเต็นท์ของเทเรซ่ามืดสนิท ณัฐธัญนอนราบอยู่กับพื้นพยายามหายใจให้เบาที่สุด จนแทบอยากจะกลั้นหายใจ เขาได้ยินเสียงฝีเท้าเข้ามาในเต็นท์ลูกน้องของโรล์ฟคนหนึ่งฉายไฟไปรอบ ๆ ไม่พบสิ่งผิดปกติ และไม่มีคนอยู่
“แปลก ถ้าเธอกลับมาแล้วก็ควรอยู่ที่พักสิ”ชายผมสีดอกเลาพูดด้วยความสงสัย
โรล์ฟเดินเข้ามา ส่องไฟไปมา จนมาส่องที่โต๊ะเขาสังเกตเห็นคราบน้ำบนโต๊ะ เป็รอยที่ไม่ควรมี โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่ไม่มีใครอยู่เขาฉายไฟขึ้นไป ดูว่าหลังคาเต็นท์รั่วหรือไม่ แต่ก็ไม่พบรอยรั่ว
“หือ เอกสารไม่มี..?”ชายผมสีดอกเลาพยายามเอามือจับลูบบนโต๊ะ มองไปรอบ ๆ ไม่เจอเอกสารสักแผ่นเดียว
“หมายความว่ายังไง”โรล์ฟถาม
“นักวิจัยทุกคนต้องจดข้อมูลวิจัยว่าค้นพบอะไรบ้างและคิดค้นทฤษฎีโดยจะส่งสำเนามาที่ศูนย์วิจัย และเก็บต้นฉบับไว้กับตัว เพื่อเป็หลักฐานว่าตัวเองมีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการ”ชายผมสีดอกเลาอธิบาย
“ไม่ใช่ว่าเธอี้เี เลยอู้งานไม่ยอมเขียนหรือเปล่า”โรล์ฟคาดเดาสุ่ม ๆ
ทว่าชายผมสีดอกเลาปฏิเสธหนักแน่น “ไม่มีทางเด็ดขาด โดยเฉพาะเทเรซ่า เธอถือว่าเป็นักวิจัยที่เก่งที่สุดมีส่วนร่วมมากที่สุดที่ทำให้โครงการพัฒนามาถึงจุดนี้”
ณัฐธัญพอได้ยินก็คิดว่าตัวเองทาบทามมาถูกคนแล้วอย่างนั้นเอกสารที่อยู่ในมือของเขาก็สำคัญมาก ที่เหลือก็แค่ลุ้นว่าจะรอดกลับไปได้หรือเปล่า
“เฮอะ ถ้าฉันเก่งขนาดนั้นแล้วยังโดนให้ไปปรนนิบัติโดมาเรียน ฉันก็คงหนีเหมือนกัน” โรล์ฟกล่าวเหน็บแนม
“นอกจากท่านโดมาเรียนจะมีใครมีปัญญาเลี้ยงนักวิจัยได้อีก หนีไปก็ไม่ต่างอะไรกับผู้ลี้ภัยข้างนอกนั่นต้องมาคอยคิดว่าพรุ่งนี้จะมีกินหรือเปล่าสุดท้ายก็คงได้แค่ขายตัวประทังชีวิตในตรอกแดงนั่นแหละ”ชายผมสีดอกเลากล่าวด้วยความดูแคลน
“อาจจะมีจริง ๆ ก็ได้”โรล์ฟกล่าวพลางขยับศีรษะเบา ๆ ไปที่เตียง ลูกน้องคล้ายกับเข้าใจความหมายก้มลงแล้วฉายไฟไปที่ใต้เตียงทันที
เขากวาดไฟไปมาไม่เจออะไรนอกจากคราบน้ำที่ซึมจากพื้นดิน ก่อนจะตอบว่า “ไม่มีอะไรผิดปกติครับ”
โรล์ฟขมวดคิ้วเอียงศีรษะดูใต้เตียงเล็กน้อย ไม่มีใครอยู่ใต้เตียงจริง ๆ “ถ้าไม่ใช่นักวิจัยของคุณแสดงว่ามีคนเข้ามาในศูนย์วิจัยจริง ๆ”
“ใช่แล้วยังขโมยเอกสารวิจัยตรงนี้ไปด้วย รีบหาตัวให้เจอซะ..! ถ้าท่านโดมาเรียนรู้เข้า ไม่จบแค่โดนด่าแน่นอนยิ่งถ้าเอกสารนั้นไปอยู่ในมือของกลุ่มอินทรีสายฟ้าหรือแมงป่องดำเป็เื่ใหญ่แน่..!”ชายผมสีดอกเลาะโด้วยความกระวนกระวาย
โรล์ฟเงียบสักพัก ก่อนจะสั่งการ “ไป..! รีบค้นหาทุกซอกทุกมุมภายในเขตศูนย์วิจัย”
ลูกน้องของโรล์ฟทุกคนรีบวิ่งออกจากเต็นท์จนเหลือแต่โรล์ฟกับชายผมสีดอกเลา เขาหันกลับมาถามชายผมสีดอกเลาว่า
“คุณกลัวว่าเอกสารจะตกอยู่ในมือของกลุ่มอินทรีสายฟ้าหรือแมงป่องดำแต่กลับยอมให้นักวิจัยไปใช้บริการคุ้มกันของพวกมันเพื่อออกไปเก็บตัวอย่างเนี่ยนะ..?”
ชายผมสีดอกเลากล่าวด้วยน้ำเสียงเหยียดหยาม“ถึงพวกนั้นจะเป็ขุมอำนาจของที่นี่เหมือนกัน แต่ก็มีจรรยาบรรณ พวกนั้นไม่ปล้นหรือวางแผนทำร้ายใครลับหลังไม่เหมือนนาย ท่านโดมาเรียนถึงอนุญาตให้นักวิจัยไปกับสองกลุ่มนั้นได้ แต่สั่งห้ามไปกับพวกของนายเด็ดขาดหัดเอาเยี่ยงอย่างเสียบ้าง สมควรแล้วที่เป็พวกกระจอกอันดับสุดท้ายแค่นี้ก็คิดไม่ได้”
ชายผมสีดอกเลาพูดจบก็เดินออกไป หน้าผากของโรล์ฟเต็มไปด้วยเส้นเืปูดโปนใบหน้าบิดเบี้ยวจนแทบจะเป็อสูร พึมพำว่า “ถ้าไม่ใช่ว่าศูนย์วิจัยของแกอยู่ใกล้กับตึกของไอ้อ้วนนั่นฉันยิงหัวแกทิ้งไปแล้ว”
โรล์ฟเดินออกไปจากเต็นทิ้งไว้เพียงความมืดและความเงียบงัน
ณัฐธัญก็ถอนใจโล่งอกตอนที่เขามุดลงใต้เตียง ได้ใช้มีดกรีดผ้าใบของเต็นท์บริเวณที่อยู่ใต้เตียงแล้วมุดออกไปข้างนอก จากนั้นใช้มีดปักตรึงส่วนที่โดนกรีดให้ติดกับดินเพื่อไม่ให้ส่วนผ้าใบที่โดนกรีดถูกลมพัดสะบัดจนเกิดเสียงตอนนี้เขานอนอยู่ช่องแคบระหว่างเต็นท์เล็กกับเต็นท์ใหญ่ด้านหลัง
ณัฐธัญค่อย ๆ ลุกขึ้นเดินไปตามช่องแคบระหว่างที่เดินก็ได้ยินเสียงฝีเท้าวุ่นวายจากอีกฝั่งของแนวเต็นท์ดังมาเป็ระยะๆ บ่งบอกว่ากำลังยุ่งกับการค้นหา
หลังจากเดินมาไม่นานก็ถึงทางตันเป็กำแพงสูงเกือบสามเมตร เขาไม่มีวิทยายุทธ์ปีนไต่ขึ้นไปได้ยิ่งต้องเสียมือข้างหนึ่งในการซุกเอกสารไว้ในเสื้อกันฝนตลอดเวลา ยิ่งเป็ไปไม่ได้
ช่องแคบที่เขาอยู่ไม่ได้ปิดตายเพราะช่องแคบนี้เชื่อมต่อกับช่องว่างที่อยู่ระหว่างเต็นท์ใหญ่ที่เป็ห้องแล็บกับเต็นท์เล็กที่ตั้งอยู่ตัวแรกอีกไม่นาน หากมีคนพบช่องนี้แล้วเข้ามาส่องไฟก็จะเจอเขาที่อยู่ปลายสุดของช่องแคบอย่างแน่นอน
ณัฐธัญตัดสินใจใช้มุกเดิม ค่อย ๆกรีดเต็นท์ด้านล่างอย่างเบามือ เพื่อไม่ให้คนข้างในได้ยิน จากนั้นนอนหงายค่อย ๆ เขยิบเข้าไปแบบเบาเสียงที่สุดพอเข้ามาได้ครึ่งตัว เขาก็ได้ยินเสียงพลิกตัวจากบนเตียงที่อยู่เหนือศีรษะคาดว่าน่าจะเป็เ้าของเต็นท์นี้
พอเสียงพลิกตัวเงียบลง เขาก็ค่อย ๆ ดึงแขนและขาอีกข้างเข้ามาในเต็นท์อย่างระมัดระวังจากนั้นใช้มีดอีกเล่มปักยึดส่วนที่ถูกกรีดเข้าด้วยกัน