ณ สถานที่เดิม .. ในความมืดมีเพียงแสงจันทร์ส่องลอดแนวต้นไม้มารำไร บรรยากาศกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง เด็กหญิงทั้งสองยังยืนมองส่งสองโจรโฉดไล่กวดอุทัยจนออกไปจากััรับรู้
ญานินนำผ้าคลุมกลับมาสวมทับพร้อมเข็มกลัดขนนกดังเดิมแล้ว เสียงสนทนาของเด็กทั้งสองดังขึ้น
ญานิน “พี่ใหญ่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก กลับหายไปจากเครือข่ายััได้ด้วย”
ญาดา “มิใช่ดอก .. มันคงอยู่ห่างเกินไป จึงไม่สามารถััถึงพลังชีวิตของมันได้”
ณานิน “หากมันอยู่ภายในรัศมีสิบเส้นเล่า”
ญาดา “หากมันสามารถหลบรอด ‘ปักษาัั’ ของเรา มันคงต้องมีวิชาเฉพาะ หรือไม่ก็วัตถุวิเศษอันใดที่สามารถปกปิดพลังชีวิตของมันเอาไว้ได้”
ญานิน “อึ่มมม เป็ไปได้... นั้นเป็เพียงเหตุผลเดียวเท่านั้นที่จะอธิบายได้ .. แล้วท่าร่างที่รวดเร็วของมัน”
ญาดา “คงเป็วิชาท่าร่างพื้นๆ ชนิดหนึ่งซึ่งมิมีบันทึกในสารบบ แต่อาจใช้ร่วมกับวัตถุวิเศษอีกสิ่งหนึ่งช่วยผลักดันให้ท่าร่างรวดเร็วยิ่งขึ้น”
ญานิน “เป็วัตถุชนิดใดจึงส่งเสริมให้มีความเร็วเช่นนี้ แทบเทียบเคียงท่าร่าง ‘ปักษาล่องนภา’ ของเรา”
ญาดา “ฮึ .. จะมีท่าร่างอันใดรวดเร็วเท่าท่าร่างของพวกเราได้”
ญานิน “แต่มันบรรลุเพียงขั้นปฐมปราณเท่านั้น กลับรวดเร็วถึงเพียงนี้”
ญาดา “...”
ญานิน “หากมีวัตถุเช่นนี้อยู่ .. ทั้งทำให้เคลื่อนไหวได้รวดเร็วเป็ทวีคูณ และปกปิดพลังชีวิตของผู้ได้ นับเป็ของวิเศษโดยแท้”
ญาดา “อาจเป็วัตถุสองสิ่ง หากเป็สิ่งของชิ้นเดียวกัน ในทวีปนี้มีแทบนับชิ้นได้”
ญานิน “หากเป็สิ่งของชิ้นเดียวกันเล่า”
ญาดา “ไม่มีทางเป็ไปได้แน่นอน มันมีไม่มีความสามารถเพียงนั้น ผู้ที่สามารถของวิเศษระดับนี้ต้องมีความเป็มา หรืออาจอยู่ในตระกูลใหญ่ของแคว้นใดแคว้นหนึ่ง”
ญานิน “อึ่มมม .. มันเป็เพียงผู้อพยพมาจากแคว้นมัธยปุรา หากเป็ของวิเศษจริงคงต้องมีผู้มาแย่งชิง มันคงต้องตายแน่แล้ว”
ญาดา “ฮึ .. เ้าคิดมากไปหรือไม่ .. ป่านนี้มันคงหนีเ้าสองโจรโฉดนั้นไปไกลเกิดััเราแล้ว”
ญานิน “หวังว่าคงเป็เช่นนั้น”
ระหว่างที่ญานินและญาดาสนทนากันก็ถูกบุคคลผู้หนึ่งลอบแอบฟังอยู่ ไม่ใช่ใครอื่นบุคคลผู้นั้นคืออุทัยนั่นเอง มันเป็ห่วงเด็กหญิงทั้งสองจึงวกกลับมา ตอนนี้หมอบราบอยู่ในความมืดของราวป่าห่างไปยี่สิบกว่าวาปกปิดพลังชีวิตอย่างมิดชิด
ณานิน “แล้ววิชาหมัดมวยของมันเล่า แล้วอักขระยันต์สีทองตามเนื้อตัวของมันอีก”
ญาดา “เชิงมวยช่างคุ้นตานัก แต่มิคล้ายมวยสำนักตักสิลา”
ญานิน “คล้ายเชิงมวยสำนัก ‘พุทธปฐม’ ที่อยู่ทางภาคกลางของแคว้นอโยธยาเสียมากกว่า”
ญาดา “ฮึ มวยสำนักนี้ได้รับการยอมรับว่า เป็ลำดับหนึ่งของห้าตำรับมวยประจำราชสำนักอโยธยา”
ญานิน “มันคงไปร่ำเรียนมาจากผู้ใดผู้หนึ่งแล้ว”
ญาดา “เป็ไปได้อย่างไร !!! การรับศิษย์และการถ่ายทอดวิชาหมัดมวยของสำนักนี้เข้มงวดนัก”
ญานิน “ส่วนอักขระยันต์สีทองนั้นจะบังเกิดขณะปลดปล่อยพลัง ข้ามิเคยพบเห็นหรืออ่านพบเจอในบันทึกใดมาก่อนเลย”
ญาดา “ข้าก็เช่นกัน คงต้องถามท่านปู่แล้ว”
อุทัยฟังทั้งคู่คาดเดาเกี่ยวกับตัวมันต่างต่างนานาด้วยความสนใจ ทันใดนั้นเองดวงจิตพลันตื่นตัวขึ้น มีคนผู้หนึ่งกำลังมาด้วยพลังปราณที่แข็งแกร่งจนหน้าตระหนก
ราวห้าลมหายใจบุคคลผู้นั้นปรากฏกายขึ้นโดยไร้วี่แวว มันคือเฒ่าชราที่พบเจอพร้อมเด็กหญิงทั้งสองเมื่อเที่ยงวันนี้นั่นเอง
เฒ่าชราหยุดยั้งลง ที่ข้างกายยังมีเด็กหญิงอีกสามคน ลักษณะของทั้งสามไม่ว่ารูปร่างหน้าตาหรือการแต่งกายล้วนเหมือนญานินญาดาราวกับเป็ฝาแฝดกันทั้งห้าคน
สร้างความงงงันแก่อุทัย .. ‘ผู้ใดกันกลับให้กำเนิดบุตรีฝาแฝด มิใช่แค่แฝดสองแต่นี้เป็ถึงแฝดห้า’
ที่หน้าแตกตื่นยิ่งกว่า คือความเข้มข้นของพลังปราณที่แผ่ออกมาจากร่างตาเฒ่าผู้นี้ อุทัยมิกล้าจ้องมองออกไปโดยตรง มันกลัวพลังจิตเพียงเล็กน้อยจะทำให้เฒ่าชรารู้สึกถึงตัวตนของมัน
อุทัยหลับตาก้มหัวนอนราบลง ปรับลมหายใจเข้าออกโดยแ่เบาหลอมกลืนเข้ากับแผ่นดินต้นไม้ใบหญ้า มีเพียงโสตััเท่านั้นที่แผ่ขยายออกโดยไร้สิ้นสุด
ญาดาญานินย่อตัวส่งเสียงอย่างนอบน้อม “.. คารวะ .. ท่านปู่”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ... หลานทั้งสองใยยังอยู่ที่นี่เล่า เล่นสนุกอันใดกัน” เฒ่าชราหัวเราะอย่างอารมณ์ดีพลันละสายตาจากเด็กหญิงทั้งสอง มองไปยังสมิงเหยียนที่นอนกองอยู่ในความมืดห่างไปไม่ไกล
เฒ่าชราถาม “นั่นมันซากศพอันใด ไฉนนอนกองอยู่ตรงนั้น”
ญาดากล่าว “ท่านปู่อย่าไปสนใจเศษสวะกองนั้นเลย มันใกล้ตายแล้ว”
ญานินกล่าวบ้าง “ใช่ๆ ท่านปู่ มันถูกดูดพลังชีวิต มันใกล้จะตายแล้ว”
เฒ่าชราใช้จมูกสูดดมกลิ่น “อื่มมม .. จริงด้วยกลิ่นคล้ายอวิชชาอันลึกลับ ของชนเผ่าบนูเาสูงแห่งหนึ่ง”
อุทัยใจหายวาบ ! เฒ่าชราผู้นี้มีจมูกชั้นเลิศราวสุนัขล่าเนื้อตัวหนึ่ง มันรีบผนึกรูขุมขนป้องกันกลิ่นของร่างกายเล็ดลอดออกมา
เฒ่าชรากล่าวต่อ “โดยปกติพลังชีวิตของคนผู้หนึ่งจะอยู่แค่ภายในกายเท่านั้น ที่พวกเ้าััได้คือกลุ่มกระแสพลังที่แผ่ออก แต่ร่างกายของมันมีละอองของพลังชีวิตฟุ้งกระจายอยู่ภายนอก .. แสดงว่าถูกบางสิ่งกระทำให้ออกมา”
เฒ่าชราผู้นี้กำลังสอนสั่งเด็กน้อย จากการแจกแจงของมันแสดงให้เห็นภูมิความรอบรู้ด้านวิชาฝีมือแขนงต่างๆ
เฒ่าชรากล่าวต่อ “วิชาฝีมือดูดกลืนพลังชีวิตชั้นต่ำ กลับดื่มกินหกเรี่ยราดเช่นนี้”
ญาดา “มันเรียกตนเองว่า ‘สมิงภูทมิฬ’ ยังมีพวกพ้องอีกสองคน เป็ผู้หนึ่งที่ดูดพลังชีวิตของมัน”
เฒ่าชรา “ภูทมิฬ .. อื่มมม ..” มันกำลังครุ่นคิดกล่าวว่า “ที่แท้ก็โจรโฉดมีชื่อ พวกมันมาจากเทือกเขาสูงชายแดนอโยธยา อวิชชาของมันมาจากพลังของิญญาผีป่า สามารถดูดพลังชีวิตของผู้อื่นมาเป็ของตน”
พร้อมส่งปราณััออกโดยรอบ แล้วกล่าวว่า “แล้วอีกสองโจรเล่า มันไฉนเคลื่อนไหววุ่นวายถึงเพียงนั้น” .. เฒ่าชราััได้ถึงพลังปราณของสมิงจยองและสมิงเย้าลีกำลังเคลื่อนไหวอยู่ห่างไปสิบกว่าเส้น
ญาดากล่าว “มันกำลังติดตามเด็กหนุ่มผู้นั้น คาดว่ามันคงหนีไปไกลมากแล้ว”
ญานินกล่าวบ้าง “เด็กหนุ่มที่ท่านปู่ให้พวกเราตามติดไงเล่า มันเป็ผู้ฝึกยุทธ์ระดับปฐมปราณ”
เฒ่าชรากล่าว “หุ หุ .. ข้าคาดคิดไว้แล้วว่ามันเป็ระดับปราณยุทธ์ แต่เพียงแค่ปฐมปราณ ช่างต่ำต้อยยิ่งนัก”
“ท่านปู่ ข้าทั้งสองต้องส่งบันทึกของวันนี้หรือไม่” ญานินกล่าวออดอ้อน ญาดาแอบอมยิ้ม
เฒ่าชรากล่าวตอบ “จดบันทึกนั้นพวกเ้าต้องทำอยู่แล้ว แต่มิต้องส่งกลับมาให้เราผู้เฒ่า การส่งรายงานจำกัดต่อผู้มีพลังปราณระดับ ‘อัคระปราณ’ ขึ้นไปเท่านั้น”
พร้อมกล่าวต่อ “หากแม้นพบเจอผู้ใดก็ส่งบันทึกรายงานกลับมาหมด วันหนึ่งๆ เราผู้เฒ่าคงมิต้องทำอันใดแล้ว”
เด็กหญิงผู้หนึ่งที่ติดตามมาด้วยกล่าวขึ้นมาบ้าง “พวกเ้ามิได้ความ ทั้งวันเอาติดตามแต่ผู้อ่อนด้อย” มันเห็นเฒ่าชราตั้งใจกล่าวสอนสั่งเป็พิเศษต่อญานินญาดาจึงเกิดความริษยาขึ้นมา
“ใช่ !!! ทำเสียชื่อปักษาลิขิตหมด” เด็กหญิงคนที่สองกล่าวสอดขึ้นมาบ้าง
“ใช่ !!! พวกเ้าควรไปตั้งกลุ่ม ‘กาฝากลิขิต’ อยู่กันคนสองคนจึงจะดี” เด็กหญิงคนที่สามกล่าวเสียดสี ดูแล้วพวกนางคงไม่ลงรอยกันมาก่อน
เด็กหญิงพวกนี้ถูกบรรจุรวมในกลุ่มเดียวกัน เรียกว่า ‘ปักษาลิขิต’ ลักษณะเป็หน่วยย่อยของกลุ่มองค์กรหนึ่ง
ญาดา “พวกเ้า !!! ..ไฉนกล่าวเช่นนี้” เด็กน้อยกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
ญานิน “ชิ .. แล้วพวกเ้ามีความสำเร็จอันใด .. กล่าววาจาดังผายลม” เด็กน้อยก็เริ่มไม่พอใจเช่นกัน
เสียงเด็กหญิงที่มาใหม่ทั้งสามกล่าวโอ้อวดแสดงผลงาน
“เดือนนี้ข้าบันทึกประวัติ และวิเคราะห์วิชายุทธ์ของชาวยุทธ์ระดับ ‘อัคระปราณ’ หนึ่งคน และ ‘ปรมะปราณ’ อีกหนึ่งคน”
“ของข้าระดับ ‘อัคระปราณ’ สองคน”
“ส่วนข้าระดับ ‘อัคระปราณ’ สามคน”
“แล้วพวกเ้าเล่า มีผลงานอันใดบ้าง”
“แล้วเยี่ยงไร !!! เก่งกันนักหรือไร” ญานินเสียงแหลมไม่พอใจ
“พวกโง่เง่า !!! มีแต่ปริมาณ แต่ไร้คุณภาพ” ญาดาก็หัวร้อนขึ้นมาแล้ว
เฒ่าชราเริ่มสมองอื้ออึง พลันกล่าวดังดังว่า “เอาหล่ะ ... เอาหล่ะ ... พวกเ้าหยุดพูดกันก่อน”
แต่กลับมิมีผู้ใดสนใจ “พวกสมองกลวง !!! อยากมีปัญหากันหรือไร ..” ญาดากล่าวพร้อมสืบเท้าเข้าหา
เด็กหญิงผู้หนึ่ง “เข้ามาเลย !!! .. อยากรู้เช่นกันผู้ใดสมควรได้รับคำชื่นชมมากกว่ากัน ..” มันกล่าวโดยไม่ยินยอมเช่นกัน
เหตุการณ์กำลังบานปลายเสียงปะทะคารมดังขึ้นต่อเนื่อง เด็กหญิงทั้งห้าหวุดหวิดจะประมือกันขึ้นมาแล้ว เฒ่าชราเริ่มวิงเวียนศีรษะ มันกล่าววาจาด้วยพลังปราณอันดุดัน
“ทั้งหมดหยุดปาก !!! เรา ‘ผู้เฒ่าปักษาวายุ’ ขอสั่งให้พวกเ้าตั้งแถว .. บัดเดี๋ยวนี้ ..”
พลังปราณอันรุนแรงกดทับดวงจิตของเด็กหญิงทั้งห้า วาจาดังคำอาญาสิทธิ์ทั้งหมดสงบปากลง ท่าร่างพลิ้วไหวมายืนเข้าแถวหน้ากระดาน พวกมันทั้งหน้าตาและลักษณะรูปร่างต่างเหมือนกันหมด ยืนเรียงกันจนแยกไม่ออกว่าใครเป็ใคร
เฒ่าชรากล่าวอบรม “พวกเ้านี้หนาล้วนเป็ ‘ปักษาลิขิต’ กำเนิดชีวิตจากสิ่งเดียวกัน เหตุใดกลับมาวิวาทกันเยี่ยงนี้”
“…” ทั้งห้าก้มหน้าเงียบไม่กล่าวอันใด เฒ่าชรากล่าวอบรมต่อ
“หน้าที่ของพวกเ้านั้นคือบันทึกประวัติชาวยุทธ์ที่โดดเด่น ใครทำเท่าไหร่ก็เท่านั้น ทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดก็พอ”
“พวกเราหยุดรั้งที่มณฑลนี้นานมากแล้ว เ้าต้องช่วยประสานทำงานกันให้เสร็จลุล่วง หากยังเป็เยี่ยงนี้อีกตัวข้าผู้เฒ่าจะประทานโทษให้แก่พวกเ้าเอง”
น้ำเสียงของเฒ่าชราทรงอำนาจลบภาพปู่ผู้เอื้ออาทรไป เด็กหญิงทั้งหมดก็ยืนสงบนิ่งมีระเบียบวินัยขึ้นมาดังทหารหมู่หนึ่ง
“เข้าใจหรือไม่ !!!” เฒ่าชราตวาดดัง
“เข้าใจเ้าค่ะ .. ท่านผู้เฒ่า !!!” เสียงเล็กแหลมดังทั้งหมดตอบโดยพร้อมเพรียง
เฒ่าชรากล่าว “ญานิน ญาดา รับคำสั่ง”
เด็กหญิงหัวแถวสองคนพลันคุกเข่า ญานินญาดาทั้งคู่กล่าวรับว่า “รับบัญชา ท่านผู้เฒ่า !!!”
“เ้าจงไปตรวจสอบยอดยุทธ์ระดับ ‘อัคระปราณ’ หกคนที่ถูกรายงานมาใหม่ ให้แยกกันไป และส่งรายงานกลับมาภายในสัปดาห์นี้ .. นี่รายนามของมัน” เฒ่าปักษาวายุออกคำสั่งเฉียบขาด พร้อมส่งแผ่นไม้ซึ่งบันทึกรายชื่อของบุคคลทั้งสองออกไป
“จำไว้ .. เพียงแค่สืบข่าวและจดบันทึก อย่าให้พวกมันรู้ตัวและห้ามเข้าไปยุ่งเกี่ยวเื่ราวใดๆ ทั้งสิ้น” เสียงตาเฒ่าปักษาวายุแว่วมา
อุทัยเริ่มปะติดปะต่อความเป็มาของบุคคลกลุ่มนี้โดยคร่าวๆ นั้นต้องมีความเกี่ยวข้องกับ ‘สหพันธ์ปักษาเทวา’ ที่จัดลำดับ ‘ทำเนียบยอดยุทธ์’ เป็แน่แล้ว
‘ปักษาลิขิต’ เป็หน่วยงานหรือกลุ่มคนทำหน้าที่ศึกษาชาวยุทธ์ที่ผุดเด่นขึ้นมา ทั้งจัดทำประวัติลักษณะนิสัยรูปแบบวิชาฝีมือ โดยรวบรวมเป็บันทึก หากพบว่าเป็ระดับ ‘อัคระปราณ’ จะจัดส่งรายงานให้บุคคลระดับสูงขึ้นไป และมีการตรวจสอบซ้ำอีกครั้งด้วย ‘ปักษาลิขิต’ ผู้อื่นอีก
คงต้องมีการรวบรวมประวัติชาวยุทธ์ทั้งแผ่นดิน .. นับเป็เครือข่ายข่าวสารที่กว้างขวางใหญ่โตกลุ่มหนึ่ง นี้ต้องใช้บุคคลเช่นนี้จำนวนเท่าไรจึงกระทำการได้
ราวสิบนาทีทั้งหมดจึงจากไปแต่อุทัยยังนอนนิ่งอยู่ที่เดิม ผ่านไปชั่วน้ำเดือดมันเงยหน้าขึ้นมาพบเห็นสิ่งหนึ่งเคลื่อนไหวอยู่ในความมืด
‘มันยังไม่ตายเฮ๊ะ ...’ อุทัยคิด
เป็สมิงเหยียนกำลังเคลื่อนไหว มันค่อยๆ ขยับกายคล้ายตัวหนอนตัวหนึ่งไถตัวไปตามพื้นดิน พลังชีวิตมันอ่อนโทรมยิ่ง สิ่งที่พยุงมันอยู่ได้คือความตั้งใจอันมุ่งมั่นเพื่อรักษาชีวิตให้คงอยู่
อุทัย ‘!!!’ .. อยู่ๆ สมิงเหยียนก็หยุดชะงักขึ้นมา
ที่เบื้องหน้าไม่ห่างไปนัก .. ในความมืดสนิทของผืนป่า กลับมีแมวั์สีดำตัวหนึ่งกำลังย่อตัวเยื้องย่างเข้ามาอย่างเงียบเชียบ
เสือดำตัวใหญ่สูงราวสามศอกเศษ ดวงตาประกายสีเหลืองวาวจ้องมองสมิงเหยียนอย่างไม่วางตา
เสือดำดุร้ายจ้องมองอาหารรอบดึกของมัน ระยะห่างเหลือเพียงห้าก้าว มันแยกเขี้ยวขาวยาวกระโจนเข้ามาหวังงับลูกกระเดือกของสมิงเหยียนให้แหลกกระจุย
.. เหตุการณ์ที่อุทัยไม่คาดคิดพลันอุบัติขึ้น !!!
เป็สมิงเหยียนใช้พลังชีวิตเฮือกสุดท้าย คว้าลำคอเสือดำพลิกตัวขึ้นกดทับปลุกปล้ำเสือดำเอาไว้ มันกอดรัดฟัดเหวี่ยงกับเสือดำจนต้นหญ้ารอบตัวแบนราบ
.. ผ่านไปชั่วอึดใจ
โฮ๊กกกกกกก !!! เสือดำร้องคร่ำครวญ
ดวงตาอันแดงฉานจ้องมองตรงลงไปยังั์ตาของเสือดำ พลังปราณมืดแผ่กระจายออกมา แม้ไม่มากนักแต่ก็สามารถสยบเสือดำเอาไว้ได้ เสือดำดิ้นรนอยู่ครู่หนึ่งจึงถูกสะกดสงบลง
ดวงตาสีเหลืองวาวเปลี่ยนเป็มืดหม่น มันถูกสมิงเหยียนถ่างขากรรไกรฉีกปากกว้างออก .. ส่วนสมิงเหยียนก็ตาถลนโปนปากอ้ากว้าง
.. เสือดำร่างกระตุกระริก พลังชีวิตสีเขียวเข้มหม่นเป็ควันลอยล่องออกมาจากปาก
สมิงเหยียนดูดกลืนกินพลังชีวิตจากเดียรัจฉานตนหนึ่งอย่างหิวกระหาย ร่างกายเสือดำค่อยๆ หดลีบทีละน้อยทีละน้อย จนผ่านไปร่วมนาทีพลังชีวิตของเสือดำถูกสูบจนหมดสิ้น ร่างกายเหลือเพียงซากศพเหี่ยวแห้ง
สมิงเหยียนล้มลงอีกครั้ง มันค่อยๆ ย่อยสลายและปรับเปลี่ยนพลังชีวิตที่สูบเข้ามาให้เป็ของมัน ร่างกายของมันฟื้นฟูขึ้นมาเล็กน้อย ตอนนี้มันมีพลังชีวิตเพิ่มขึ้นเป็สามส่วนแล้ว
มันรวบรวมเรี่ยวแรงเกาะต้นไม้ชันกายลุกขึ้น อุทัยมองฝ่าความมืดออกไปถึงกับใในสิ่งที่พบเจอ
สมิงเหยียนร่างกายเปลี่ยนไปจากเดิม ถึงแม้จะมีกล้ามเนื้อมากขึ้นแต่รูปร่างมันคล้ายมนุษย์และเสือดำผสมกัน ร่างกายกิ่วผอม แขนขาเรียวยาวมีขนสั้นสีดำปรกคลุม ใบหน้ายาวเรียวดวงตาเป็สีเหลืองจางๆ ดังเสือดำตัวนั้น .. มันกลายเป็กึ่งมนุษย์กึ่งสัตว์เดินโซซัดโซเซไปในความมืดหายจากครรลองจักษุเข้าไปในป่าลึกแล้ว