
(6 เดือนผ่านไป)
.....ลมบ่ายคล้อยเอื่อยพัดมาตามช่องเขา เสียงเสียดสีกันของใบไผ่ดังซ่าเหมือนคลื่นกระซิบจากอดีต ลานดินกลางป่าที่ทั้งคู่หยุดพักเงียบงันอย่างน่าแปลก มีเพียงเสียงนกป่าร้องไกล ๆ กับกลิ่นดินชื้นจาง ๆ หลังฝนพรำเมื่อคืน
อวี้เฟิงเอนตัวพิงโขดหินราวกับเ้าของป่า มือกอดอก หลับตาให้แสงแดดลอดผ่านยอดไม้กระทบใบหน้าอย่างคนที่ไม่มีเื่ใดต้องเร่งรีบ ตรงข้ามกับหานเหวินที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนก้อนหินเตี้ย คลี่แผนที่เก่าแก่จนมุมกระดาษแทบขาดออกจากกัน ร่องหมึกแดงที่เลือนรางลากเส้นวกวนจนไปหยุดยังวงกลมสีดำสนิท “หุบเขาหมื่นอัคคี” ซึ่งตอนนี้พวกเขามาอยู่ใกล้ๆทางเข้าูเาฯนี้แล้ว
“นี่คือเส้นทางไปบ่อเพลิงโลกันต์” หานเหวินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบแต่แฝงความหนักใจ
“เพลิงเดียวที่ร้อนพอจะชำระดอกบัวหิมะ…ให้พร้อมใช้ล้างพิษดอกหงเซียงดำในกายข้า”
อวี้เฟิงเหลือบตาขึ้น มองใบหน้าหายเหวินแล้วหันไปมองแผนที่
“อืม…สรุปง่าย ๆ คือ เอาดอกไม้ไปย่างไฟ”
หานเหวินหันขวับ “เ้าเข้าใจว่ามันง่ายขนาดนั้นหรือ”
“เมื่อเทียบกับสมัยข้าต้องแอบล้วงขนมจากครัวแล้ววิ่งหนีแม่ครัวอ้วนตัวเท่าหม้อซุป…ครั้งนี้ก็แค่เพิ่มอสูรไฟ ลาวา แล้วก็พวกเถื่อนติดไฟง่ายอีกหน่อย”
รอยยิ้มเ้าเล่ห์ผุดบนใบหน้าอวี้เฟิง แววตาสว่างวาบอย่างคนกำลังสนุกกับความเสี่ยง
หานเหวินปรายตามองอย่างเหนื่อยใจ “ก่อนถึงบ่อเพลิง เราต้องผ่านเขตชนเผ่าเพลิงแดง พวกนั้นไม่ต้อนรับคนแปลกหน้า และเกลียดผู้ฝึกเซียน”
“งั้นเราปลอมตัวเป็พ่อค้าเกลือดีไหม? หรือไม่ก็บอกว่ามาเที่ยว น่าสงสัยน้อยกว่าเยอะ”
อวี้เฟิงพูดพลางทำหน้าจริงจังราวกำลังวางกลยุทธ์ระดับโลก
“เ้าบ้าไปแล้ว”
“ถ้าพวกนั้นเห็นหน้าเ้า คงโยนเ้าลงลาวาทันที”
“ดีสิ จะได้ว่ายน้ำลาวาเล่น เคยฟังมาว่าถ้าโชคดี ผิวจะนุ่มขึ้น” ว่าแล้วก็เอานิ้วจิ้มแก้มตัวเอง
คราวนี้หานเหวินหลุดยิ้มบาง ๆ ออกมา แม้เพียงเสี้ยววินาที แต่ก็เพียงพอให้อวี้เฟิงกระตุกยิ้มอย่างพอใจ
อวี้เฟิงโน้มตัวไปใกล้ “เ้ารู้ไหม ถ้าดอกบัวหิมะนี่ได้ผลจริง มันจะไม่ใช่แค่ล้างพิษเ้าได้…แต่ยังจะเป็หลักฐานว่าข้าเสี่ยงหัวเสี่ยงตายฝ่าลาวานรกเพราะเ้าคนเดียว”
“เ้าพูดเหมือนสร้างบุญคุณ”
“ก็ใช่ไง บุญคุณใหญ่พอจะเอาไปอวดผีให้มันอิจฉาได้ทั้งสามโลก”
หานเหวินเงียบไป ดวงตาสีเข้มจ้องลงบนแผนที่ราวกับกำลังคำนวณเส้นทางที่อันตรายที่สุดในชีวิต
“เรามีเวลาไม่ถึงสิบวันก่อนูเาไฟจะปะทุใหญ่ ถ้าพลาด…อาจต้องรออีกหลายสิบปี”
อวี้เฟิงหัวเราะในลำคอ “สิบวัน? เยี่ยมเลย ข้าชอบเส้นตายที่ทำให้คนอื่นเหงื่อท่วม แต่สำหรับข้า…มันก็เหมือนเล่นเกม”
สายลมเย็นพัดผ่าน ปลิวเส้นผมยาวของอวี้เฟิงให้ลอยสะบัด แสงแดดสะท้อนเส้นผมดำขลับราวแพรไหม ใบหน้าของเขามีทั้งความเย้ยหยันโลกและความมั่นใจอย่างไม่อาจสั่นคลอน
“หานเหวิน” เขาเอ่ยเสียงขรึมขึ้นเล็กน้อย
“การไปหุบเขาหมื่นอัคคี…มันอันตรายพอ ๆ กับไปปลุกัให้ตื่น แต่มันก็สนุกพอ ๆ กัน”
"เ้ามีข้าคนเดียวก็พอ ข้าจะช่วยเ้าเอง"
หานเหวินเงยหน้ามอง สบตากับเขา แววตานิ่งขรึมแต่ลึกลงไปก็มีประกายบางอย่าง ประกายของคนที่พร้อมจะก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน แม้หนทางนั้นเต็มไปด้วยเปลวเพลิง
เสียงใบไผ่เสียดสีกันดังซ่า คล้ายปรบมือให้กับข้อตกลงที่ไม่มีคำพูดของทั้งคู่ การเดินทางที่ไม่เพียงจะท้าทายชีวิต แต่จะเผาโชคชะตาของพวกเขาให้กลายเป็เื่เล่าที่ไม่มีวันลืม
รุ่งสาง แสงแรกของวันเลียบผ่านยอดเขาเหมือนเส้นไหมสีทอง น้ำค้างเกาะปลายหญ้าสะท้อนประกายราวอัญมณี เสียงนกป่าขับขานเป็จังหวะเบา ๆ คล้ายบอกลาความสงบที่กำลังจะสิ้นสุด
อวี้เฟิงสะพายกระบี่ขึ้นหลัง เสื้อคลุมยาวปลิวไปตามแรงลมเช้า เขาหาวหนึ่งครั้งอย่างไม่รีบเร่งก่อนจะหันไปพูด
“พร้อมจะไปโดนไฟเผายัง?”
หานเหวินมองเขาแวบหนึ่ง ก่อนดึงกล่องหยกขาวขึ้นมาจากอกเสื้อ ตรวจดูดอกบัวหิมะที่ยังคงปิดกลีบดั่งเดิม “ไป”
“แหม! พูดสั้นจัง ข้าก็นึกว่าจะมีบทซึ้ง ๆ ให้จำก่อนโดนไฟคลอก” อวี้เฟิงยักคิ้ว แต่แววตาทอประกายขำ
ทั้งคู่ก้าวลงจากโขดหิน เส้นทางเบื้องหน้าปกคลุมด้วยหมอกจาง แฝงกลิ่นกำมะถันลอยมาเจือในอากาศราวเป็สัญญาณจากหุบเขาหมื่นอัคคี เสียงฝีเท้าทั้งสองสอดประสานกันบนดินชื้น ราวจังหวะกลองาที่กำลังเปิดฉาก
ดวงอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้าเต็มดวง เปลวเพลิงสีทองสาดส่องบนเงาร่างสองเงาที่ทอดยาวไปตามทาง หนึ่งเดินอย่างมั่นคงเงียบงัน อีกหนึ่งก้าวอย่างอวดดีพร้อมรอยยิ้มกวนโลก การเดินทางสู่เปลวเพลิงนรก ได้เริ่มต้นแล้ว....