ทว่า ชางอิ๋นเยว่เพียงแต่ปรายตามองมาทางหลี่มู่เซิงอย่างเ็าโดยไม่เอ่ยคำใด
บรรยากาศตกอยู่ในความเงียบงันครู่หนึ่ง ในที่สุดนางก็เอ่ยปากออกมาอย่างไม่ค่อยเต็มใจนักว่า“วางใจเถิด ไม่ว่าเ้าจะเป็องค์ชายเจ็ดตัวจริงหรือไม่ ข้าก็จะทุ่มเทสุดความสามารถเพื่อรับรองความปลอดภัยของเ้า”
หลี่มู่เซิงยักไหล่พลางหัวเราะ“ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น ข้าแค่รู้สึกว่า หากข้าอุตส่าห์ดั้นด้นเดินทางไปไกลถึงเมืองซ่างหยางนั่น แต่ผลปรากฏว่าไม่ใช่พระโอรสขึ้นมา มันจะไม่ดูน่ากระอักกระอ่วนใจไปหน่อยหรือ?”
เมื่อได้ยินดังนั้น ชางอิ๋นเยว่ก็แค่นเสียงเหอะ“ข้าเข้าใจความหมายของเ้า หากข้าเข้าใจผิดจริงๆ ข้าจะชดเชยให้เ้าอีกหนึ่งร้อยตำลึงเงิน ถือเป็ค่าเสียเวลาในการเดินทางครั้งนี้”
หลี่มู่เซิงรีบยกนิ้วหัวแม่มือให้พลางยิ้มตาหยีแล้วเอ่ยชม“แม่นางชางช่างใจกว้างนัก สมกับที่เป็ยอดฝีมือแห่งหน่วยสืบราชการลับจริงๆ”
ชางอิ๋นเยว่ทำหน้าบึ้งตึง สองแขนกอดอกพลางกล่าวว่า“เ้าอย่าคิดว่าเมื่อเข้าสู่ระดับเซียนเทียนแล้วจะประมาทได้ ยอดฝีมือระดับเซียนเทียนอาจจะวางโตในเมืองซุ่นอันได้ก็จริง แต่หากเทียบกับทั่วทั้งต้าหลีแล้ว กลับไม่คู่ควรแก่การเอ่ยถึงเลยสักนิด”
นางถอนหายใจออกมาเบาๆ ขณะพูด
“ข้ารู้ว่าเ้าคงมีวาสนาบางอย่าง มิเช่นนั้นเพียงสำนักยุทธ์เล็กๆ ในเมืองซุ่นอัน ต่อให้ผลาญทรัพย์สินจนหมดสิ้นก็ยากที่จะปั้นยอดฝีมือระดับเซียนเทียนออกมาได้สักคน”
“แต่เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนยังมีคน เมื่อไปถึงเมืองซ่างหยาง เ้าก็จะรู้เองว่าในโลกนี้ยังมีอัจฉริยะที่โดดเด่นล้ำเลิศจนเ้าไม่อาจเทียบเคียงได้อยู่เสมอ”
หลี่มู่เซิงใช้ไม้ฟืนเขี่ยกองไฟให้ลุกโชนสว่างไสวยิ่งขึ้นพลางถามว่า
“เช่นใครบ้างล่ะ?”
“ข้าไม่เคยออกจากเมืองซุ่นอันมาก่อน เื่ราวภายนอกจึงไม่ค่อยรู้นัก แม่นางชางช่วยเล่าให้ฟังมากกว่านี้หน่อยเถิด เื่พวกนี้ข้าชอบฟังนัก”
ชางอิ๋นเยว่กลับส่ายหน้าแล้วยิ้มเย็น
“ข้าพูดกับเ้าไปก็ไร้ประโยชน์ เมื่อถึงเวลาเ้าได้เห็นด้วยตาตัวเองก็จะเข้าใจเอง”
“แต่สิ่งที่ข้าบอกเ้าได้ก็คือ ‘องค์ชายเจ็ด’ ที่ถูกขังอยู่ในคุกหลวงตอนนี้เป็ผู้ที่มีพร์จาก์อย่างยิ่ง เขาไม่เพียงแต่มีความสามารถในการปกครองบ้านเมือง แต่พร์ด้านวรยุทธ์ยังสูงล้ำจนผู้คนนับไม่ถ้วนมิอาจเอื้อมถึง ก่อนที่เื่นี้จะเกิดขึ้น เขาเป็หนึ่งในองค์ชายที่มีความหวังจะได้ขึ้นครองบัลลังก์รัชทายาทมากที่สุดด้วยซ้ำ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่มู่เซิงก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวด้วยความเสียดายว่า“เช่นนั้นก็น่าเสียดายยิ่งนัก คนที่มีความสามารถยอดเยี่ยมปานนั้นกลับต้องถูกขังในคุกหลวง ช่างเป็ความสูญเสียของราชวงศ์ต้าหลีโดยแท้”
ชางอิ๋นเยว่ปรายตามองหลี่มู่เซิง แววตาฉายแววขุ่นเคืองอย่างไม่มีสาเหตุ ก่อนจะเอ่ยเสียงเฉียบขาดว่า“ในสายตาข้า เ้าคือองค์ชายเจ็ดตัวจริง หากปล่อยเขาออกมา แล้วเ้าจะเอาตัวเองไปไว้ที่ไหน?”
“สิ่งเ่าั้เดิมทีเป็ของเ้า แต่เขาแย่งชิงมันไปถึงยี่สิบปี แล้วเ้าจะมีอีกสักกี่ยี่สิบปีให้เสียไป?”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ชางอิ๋นเยว่ดูเหมือนจะรู้ตัวว่าอารมณ์ของตนเริ่มรุนแรงเกินไป นางชะงักครู่หนึ่งแล้วกล่าวต่อว่า“การพาเ้ากลับเมืองซ่างหยางเป็เพียงหน้าที่ของข้า ส่วนเื่หลังจากนั้นเ้าต้องพึ่งพาตัวเอง มิเช่นนั้นในเมืองหลวงนั่น เ้าอาจจะถูกพวกเขากินจนไม่เหลือแม้แต่กากกระดูก”
หลี่มู่เซิงมองชางอิ๋นเยว่ที่จู่ๆ ก็โกรธขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุพลางขมวดคิ้ว
แม่นางคนนี้ทำไมยิ่งพูดยิ่งใส่อารมณ์ขึ้นเรื่อยๆ นะ?
เขาก็ไม่ได้บอกสักหน่อยว่าจะยอมให้ใครมาเชือดเฉือนเอาได้ง่ายๆ?
แต่พอลองคิดดูดีๆ หลี่มู่เซิงก็พบว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไร
ในขณะนั้น หลังจากชางอิ๋นเยว่พูดร่ายยาวจบ นางก็หลับตาลงทันที ไม่สนใจหลี่มู่เซิงอีก
เมื่อเห็นเช่นนั้น หลี่มู่เซิงก็ค่อนขอดอยู่ในใจ
‘ยืนกรานเป็มั่นเป็เหมาะว่าเชื่อว่าข้าคือองค์ชายเจ็ด แต่กลับทำท่าทีเช่นนี้ นี่หรือคือท่าทีที่ปฏิบัติต่อองค์ชายแห่งต้าหลี?’
ขณะที่คิด เขาก็ยื่นมือไปคลำในอกเสื้อ ก่อนจะเอ่ยขึ้นกะทันหันว่า
“แม่นางชาง ่เวลาครึ่งก้านธูปที่ท่านหายไปในเมืองซุ่นอันวันนี้ ท่านไปที่สำนักยุทธ์ตระกูลอวี๋มาใช่หรือไม่?”
เมื่อได้ยินดังนั้น ชางอิ๋นเยว่ก็ลืมตาขึ้นทันควัน ดวงตาคมกริบจ้องมองไปที่หลี่มู่เซิง“เ้าสะกดรอยตามข้าหรือ?”
แต่ไม่นานนางก็ส่ายหน้า พึมพำกับตัวเองว่า
“เป็ไปไม่ได้ หากเ้าตามมา ข้าไม่มีทางไม่รู้ตัว”
หลี่มู่เซิงผายมือออกพลางกล่าวว่า“ข้าไม่ได้สะกดรอยตามท่าน แต่ข้าเดาว่าท่านต้องไปที่สำนักยุทธ์ตระกูลอวี๋ และไปเอาของที่พวกเจ็ดโจรแห่งแม่น้ำจา้ามาจากตาเฒ่าอวี๋นั่นแน่ๆ”
“เ้ารู้ได้อย่างไร?” ชางอิ๋นเยว่ถาม“เพราะก่อนหน้านี้ ท่านไม่เพียงแต่ตามข้า แต่ยังตามพวกเจ็ดโจรแห่งแม่น้ำจาด้วย ท่านถึงได้รู้ว่าจุดประสงค์ของพวกมันคืออะไร”
หลี่มู่เซิงยื่นมือเข้าไปในอกเสื้อแล้วหยิบกล่องไม้สีน้ำตาลแกะสลักทั้งหกด้านออกมา ถือไว้ในมือพลางหมุนเล่นด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“หากท่านไม่สนใจของในมือตาเฒ่าอวี๋ ย่อมไม่เสียเวลาไปตั้งครึ่งก้านธูปนั่น ในเมื่อท่านยอมเสียเวลา แสดงว่าของชิ้นนี้ในสายตาของท่านคงจะสำคัญไม่น้อย”
ในขณะนั้น สีหน้าของชางอิ๋นเยว่เปลี่ยนไปทันที นางยื่นมือไปคลำในห่อสัมภาระของตน สิ่งที่ควรจะอยู่ตรงนั้นกลับว่างเปล่าเสียแล้ว
ชางอิ๋นเยว่ที่เคยพิงต้นไม้ค่อยๆ ยืดตัวตรง ดวงตาหงส์คู่นั้นสะท้อนแสงจากกองไฟตรงหน้าหลี่มู่เซิง
“เ้าลงมือขโมยไปั้แ่เมื่อไหร่?” ชางอิ๋นเยว่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ทันทีที่สิ้นเสียง ร่างบางระหงของนางก็เลือนหายไปในความสลัวของยามโพล้เพล้
ภายใต้แสงสลัว มีเพียงเสียงลมพัดผ่านอย่างรวดเร็ว พัดจนกองไฟที่กำลังลุกไหม้สั่นไหวไม่หยุด
เมื่อชางอิ๋นเยว่ปรากฏกายอีกครั้ง นางก็มาโผล่ที่ด้านหลังของหลี่มู่เซิงเสียแล้ว
นางใช้มือข้างหนึ่งคว้ากล่องไม้หกด้านในมือหลี่มู่เซิง ส่วนมืออีกข้างยกขึ้นสูง ฝ่ามือขาวเนียนดุจหยกแปรเปลี่ยนเป็สันมือ ฟาดลงไปยังต้นคอของหลี่มู่เซิง
“ท่านคงไม่ได้คิดจะฟาดให้ข้าสลบแล้วมัดตัวไปเมืองซ่างหยางหรอกนะ?”
เสียงของหลี่มู่เซิงดังขึ้นที่ข้างหูของชางอิ๋นเยว่
รูม่านตาของนางหดขยายขึ้นทันที เพิ่งจะรู้สึกตัวด้วยความตกตะลึงว่าการกระทำทุกอย่างของตนหยุดชะงักค้างอยู่กลางอากาศ ทั่วทั้งร่างไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ั้แ่เมื่อใดก็ไม่ทราบ
“เ้า... ทำได้อย่างไร?”
ชางอิ๋นเยว่อ้าปาก พบว่าตนเองยังพอจะพูดได้
“ก็แค่กระบวนท่าสกัดจุด ใครใช้ให้ท่านโผล่มาเงียบๆ ทำข้าใล่ะ”
หลี่มู่เซิงหัวเราะเเฮะๆ มองดูชางอิ๋นเยว่ที่อยู่ใกล้เพียงเอื้อมมือ ใจพลันวูบไหว จู่ๆ ก็ยื่นมือออกไปหมายจะถอดผ้าคลุมหน้าของนางออก
“อย่า!”
ชางอิ๋นเยว่เอ่ยห้ามด้วยน้ำเสียงร้อนรน
แต่หลี่มู่เซิงกลับไม่หยุดมือ พลางกล่าวว่า
“อย่ามีความคิดหัวโบราณคร่ำครึเช่นนั้นเลย หน้าตาหมดจดงดงามเป็ของประทานจากเบื้องบน ต้องรู้จักแบ่งปันกันชม ปิดๆ บังๆ ไว้แอบดูคนเดียวจะมีประโยชน์อะไร?”
ทว่า เมื่อหลี่มู่เซิงเปิดผ้าคลุมหน้าของชางอิ๋นเยว่ออกมาได้เพียงครึ่งเดียว เขาก็รีบปิดกลับคืนให้ดังเดิม
ในเวลานี้ ดวงตาของชางอิ๋นเยว่แดงก่ำ จ้องมองหลี่มู่เซิงด้วยความโกรธแค้นอย่างถึงที่สุด
“โธ่ ดูสิ ท่านโกรธจริงๆ เสียด้วย ข้าไม่ดูแล้วก็ได้ ตกลงไหม?”
หลังจากหลี่มู่เซิงสวมผ้าคลุมหน้าให้นางอย่างระมัดระวังแล้ว เขาก็ชักมือกลับ
อย่างไรก็ตาม ในดวงตาของเขายังคงฉายแววละอายใจออกมาจางๆ จนเกือบสังเกตไม่เห็น
สายตาจดจ่ออยู่ที่กองไฟครู่หนึ่ง หลี่มู่เซิงก็ก้มหน้าก้มตาเล่นกล่องไม้ในมือต่อ
ครานี้ ชางอิ๋นเยว่หลับตาลงแล้วค่อยๆ ลืมตาขึ้น สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วถามว่า“เมื่อครู่เ้าใช้กระบวนท่าสกัดจุดอันใด? เหตุใดจึงรวดเร็วปานนั้น?”
หลี่มู่เซิงตอบโดยไม่หันกลับมามองว่า
“นี่เรียกว่าวิชาสกัดจุดดรรชนีทานตะวัน แต่ท่านคงไม่เคยได้ยินหรอก เพราะนี่เป็วรยุทธ์ที่ข้าคิดค้นขึ้นเอง”
(จบตอน)