หลังเจินเจินขึ้นมาจากท้องนาก็เดินไปใต้ต้นไม้ตามสัญชาตญาณทว่าพอไปถึงกลับพบว่า หลิ่วเหวินไฉผู้น่าชังกำลังกลั่นแกล้งพี่ชายอยู่! นางกำดินบนพื้นขึ้นปาใส่อีกฝ่ายทันทีก่อนจะวิ่งเข้าไปหาพี่ชาย
หลิ่วเหวินไฉถูกดินปาใส่โดยไม่ทันตั้งตัวถึงกับร่างกายซวนเซกู้อวี้ฉวยจังหวะนี้ยื่นมือไปผลักขาของชายหนุ่ม ทำให้เขาล้มลงกับพื้นส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด
เจินเจินเข้าไปกระทืบซ้ำ “เจ้าคนเลวกล้ารังแกพี่ชายของข้าหรือ ข้าจะตีเจ้าให้ตาย!” นางด่าทอพร้อมกับชกหมัดลงไปบนตัวหลิ่วเหวินไฉอย่างไม่หยุดหย่อน
กลุ่มเด็กชายที่ไปจับปลากับเจินเจินก่อนหน้านี้วิ่งตามมาสมทบครั้นเห็นเจ้าหกทุบตีหลิ่วเหวินไฉที่ล้มอยู่บนพื้นก็พร้อมในกันด่าทอซ้ำ เด็กชายผู้หนึ่งซึ่งอายุมากสุดไหวพริบว่องไวรีบวิ่งไปเรียกผู้ใหญ่มาผิดกับเด็กคนอื่นๆ ที่ต่างตกใจกับเหตุการณ์ตรงหน้าจนร่ำไห้ออกมาทำอันใดไม่ถูก
เพียงชั่วครู่ผู้ใหญ่บ้าน พร้อมด้วยหญิงม่ายหลิ่วและคนสกุลกู้ก็ถูกตามมาที่นี่ทั้งหมด
“เจ้าเด็กสารเลว กล้าทำร้ายลูกข้าหรือข้าจะตีเจ้าให้ตาย!” หญิงม่ายหลิ่วมองเห็นจากไกลๆ ว่าเจินเจินกำลังลงมือทำร้ายบุตรชายของตนอยู่จึงรีบปรี่เข้าหาด้วยใบหน้าเคียดแค้นกราดเกรี้ยว ภรรยาของผู้ใหญ่บ้านจึงรีบเข้ามาห้ามเอาไว้
“เจินเจิน! อวี้เอ๋อร์!”กู่ซื่อใช้สองมือยกชายกระโปรงแล้ววิ่งปรี่เข้าไปหาทั้งคู่ แต่พอเห็นเหตุการณ์ก็แทบเป็นลมผู้หญิงในหมู่บ้านที่วิ่งตามมาต้องรีบช่วยประคองไว้
“ท่านแม่คนสารเลวผู้นี้รังแกพี่ชาย!” เจินเจินวิ่งไปกอดขากู่ซื่อพร้อมกับฟ้อง
หลิ่วเหวินไฉลุกขึ้นยืนโดยมีชาวบ้านหลายคนช่วยพยุงเขาส่งเสียงร้องโอดโอยอย่างเจ็บปวด “ผู้ใหญ่บ้าน ชาวบ้านทุกท่านข้าเดินผ่านมาทางนี้พอดีจึงบังเอิญเห็นกู้อวี้ล้มอยู่กับพื้น ตั้งใจเข้าไปช่วยพยุงแต่ไม่คิดว่าเด็กหญิงสกุลหยวนผู้นี้จะเข้ามาทำร้ายข้า ผู้ใหญ่บ้าน ข้าไม่ทราบจริงๆว่าได้ล่วงเกินอะไรสกุลกู้เข้า นางถึงมาทำร้ายข้าเช่นนี้ข้าเป็นถึงซิ่วไฉย่อมไม่คิดเล็กคิดน้อย จะผลักนางออกก็กลัวจะล้มได้รับบาดเจ็บแต่ไม่ว่าอย่างไรข้าคงต้องขอคำอธิบายจากคนสกุลกู้ด้วย” กล่าวจบใช้สายตาไม่เป็นมิตรหันไปมองทางกู้ซิ่วไฉก่อนจะเบนสายตาไปเหลือบมองกู้อวี้ผาดหนึ่ง
“ใช่แล้วผู้ใหญ่บ้านสกุลกู้ต้องให้คำอธิบายแก่พวกเรา มิฉะนั้นข้าไม่ยอมง่ายๆ แน่”หญิงม่ายหลิ่วพูดสนับสนุนบุตรชายก่อนจะร่ำไห้เรียกร้องความเป็นธรรมต่อฟ้าดิน“กว่าหญิงม่ายอย่างข้าจะเลี้ยงบุตรชายคนหนึ่งให้เติบใหญ่มิใช่เรื่องง่าย และกว่าที่เขาจะสอบเป็นซิ่วไฉได้ก็มิใช่เรื่องง่ายอีกเช่นกันบุตรชายคนโตสกุลกู้แม้จะขาพิการ แต่จะอิจฉาทำร้ายบุตรชายของข้าเช่นนี้ไม่ได้สวรรค์ท่านยังมีเมตตาอยู่อีกหรือไม่!”
“พวกเขาโกหก!”เจินเจินตะโกนเถียงเสียงดังอย่างไม่พอใจ “คนผู้นี้ต่างหากที่มารังแกพี่ชายก่อนข้าถึงได้ผลักและเล่นงานเขาคืน”
“เจินเจิน เจ้าไม่ต้องพูดแล้ว!”กู้อวี้กล่าวห้ามด้วยน้ำเสียงอ่อนระโหยโรยแรง เด็กหญิงเห็นเช่นนี้ก็ชักมือที่กอดขากู่ซื่อกลับแล้วรีบวิ่งเข้าไปหากู้อวี้
กู้ซิ่วไฉรวมถึงคนอื่นในหมู่บ้านในเวลานี้กำลังช่วยกันพยุงกู้อวี้ขึ้นมาจังหวะนี้เองรองเท้าข้างหนึ่งของบุรุษพลันร่วงหล่นลงมาจากตัวของกู้อวี้หลังทุกคนประคองกู้อวี้ขึ้นนั่งบนรถเข็นเรียบร้อยแล้ว ชายหนุมชี้ไปยังรองเท้าบุรุษข้างนั้นแล้วเอ่ยว่า“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องอันใดกับสหายหลิ่ว เป็นข้าที่ไม่ระมัดระวังเอง สหายหลิ่วเมื่อครู่เจ้าคงไม่ทันระวังเลยทำรองเท้าหล่นบนตัวข้ายืนเท้าเปล่าบนพื้นจะทำให้ไม่สบายเอาได้ รีบมานำรองเท้าไปสวมเร็วเข้าเถิด”
จบประโยคนี้สายตาของทุกคนต่างจับจ้องไปยังหน้าอกของกู้อวี้ซึ่งมีรอยเท้าประทับอยู่ภาพรอยเท้าปรากฏชัดเจนถึงเพียงนี้ แสดงให้เห็นว่าผู้ที่ประทับรอยนั้นมีความจงใจมากเพียงใดสายตาของทุกคนพลันเปลี่ยนไป ช่วยพยุงอย่างไรถึงได้มีรอยเท้าบนหน้าอกอีกฝ่ายได้?
หลิ่วเหวินไฉพยายามแก้ตัวน้ำเสียงตะกุกตะกัก“กู้อวี้ เจ้าใส่ร้ายข้า ข้ามิได้ผลักและไม่ได้ถีบเจ้าเสียหน่อย!”ตนก็อยากจะทำอยู่หรอก หากแต่ยังไม่ทันจะได้ลงมือ เจ้าหกสกุลหยวนผู้นี้กลับวิ่งเข้ามาผลักตนออกเสียก่อนอีกฝ่ายพูดเช่นนี้จงใจทำให้คนในหมู่บ้านเข้าใจผิดชัดๆก่อนหน้านี้เขาดูไม่ออกเลยว่ากู้อวี้จะเป็นคนร้ายลึกถึงเพียงนี้!
กู้อวี้นั่งพิงพนักรถเข็น ก่อนจะกล่าวอย่างระมัดระวังด้วยสีหน้าไร้เดียงสาไม่รู้เรื่องรู้ราว“สหายหลิ่ว ข้าพูดผิดไปหรือ ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ทันระวังและไม่ได้ตั้งใจชาวบ้านทุกท่านอย่าได้เข้าใจผิด สหายหลิ่วมิได้ผลักและไม่ได้ถีบข้าในหมู่บ้านเรานอกจากท่านพ่อของข้าที่เป็นซิ่วไฉแล้ว มีแค่สหายหลิ่วคนเดียวที่ได้เป็นซิ่วไฉอนาคตของเขากำลังรุ่งโรจน์สดใส ไม่ควรต้องมาเสียชื่อเสียงเพราะเรื่องเข้าใจผิดเช่นนี้ทุกท่านคงจะทราบดีว่า หากเขาเสียชื่อเสียงก็อาจถูกถอดออกจากตำแหน่งซิ่วไฉได้ กว่าจะอ่านหนังสือจนสอบได้ตำแหน่งนี้มิใช่เรื่องง่ายประการสำคัญคือข้าเองก็ไม่ได้เป็นอันใดมาก กลับเป็นเจินเจินต่างหากที่ใจร้อนบุ่มบ่ามเช่นนั้นข้าต้องขออภัยสหายหลิ่วแทนนางด้วยค่าหมอค่ายาเท่าไรสกุลกู้จะเป็นผู้รับผิดชอบเอง”
กู้อวี้พูดเช่นนี้แล้วทำให้หลิ่วเหวินไฉไม่อาจแก้ตัวได้อีก สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นดูไม่ดีนักคิดอยากจะแก้ตัวก็คงไม่มีผู้ใดเชื่อ
สิ้นคำนั้นชาวบ้านต่างรุมประณามหลิ่วเหวินไฉในขณะเดียวกันต่างก็พูดชื่นชมและยกย่องกู้อวี้“ต้าหลางช่างเป็นคนจิตใจดีเหลือเกิน”
“นั่นสิ เป็นเพราะกู้ซิ่วไฉสอนได้ดี พวกเขาทั้งครอบครัวล้วนแล้วแต่เป็นคนดีไม่เคยโมโหหรือชักสีหน้าใส่ผู้ใดสักครา”
“แม้จะถูกรังแก แต่ก็ยังช่วยพูดแทนคนที่มารังแกช่างเป็นคนจิตใจดีเหลือเกิน หากข้าเป็นเจ้าหกก็คงทำเหมือนนาง”
“ทำเช่นนี้รังแกกันเกินไปแล้ว!กู้อวี้เป็นแค่คนพิการ แต่หลิ่วเหวินไฉกลับอาศัยว่าตนเองคือซิ่วไฉไปรังแกคนพิการคนหนึ่ง!”
หลิ่วเหวินไฉ “…”
หญิงม่ายหลิ่ว “…”
ผู้ใหญ่บ้านมองสองแม่ลูกหลิ่วอย่างไม่ใคร่จะพอใจนักกล่าวว่า “เอาละ เรื่องนี้ให้จบกันเพียงแค่นี้เถิด ถึงแม้การที่เจ้าหกทำร้ายคนจะไม่ถูกต้องแต่ไม่ว่าอย่างไรนางก็ยังเป็นเด็ก เรื่องนี้ถือว่าเลิกแล้วต่อกันไปเถิดต่อไปห้ามผู้ใดพูดขึ้นมาอีก” กล่าวจบหันไปตักเตือนหลิ่วเหวินไฉ“เป็นคนไม่ว่าทำสิ่งใดต้องเหลือทางรอดให้ตนเองบ้าง มีคำกล่าวว่าสามสิบปีอยู่ทางตะวันออกของแม่น้ำสามสิบปีอยู่ทางตะวันตกของแม่น้ำ[1] กระทั่งบุปผายังใช่ว่าจะเป็นสีแดงตลอดปีแม้จะได้ดิบได้ดีก็อย่าหลงลำพองตน วันไหนล้มขึ้นมาจะถูกผู้คนเหยียบย่ำเอาได้เจ้าเองก็ได้รับบาดเจ็บเพียงแค่ภายนอก ไม่ต้องเอาเงินค่าหมอค่ายาจากสกุลกู้หรอกอย่างไรเสียไปหาหมอก็คงใช้เงินแค่ไม่กี่ตำลึงเช่นนี้จะได้ไม่เสียหน้าซิ่วไฉอย่างเจ้า”
“ท่านพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรเห็นชัดๆ ว่าเจ้าหกสกุลหยวนทำร้ายบุตรชายของข้า นี่ท่านเข้าข้างพวกเขาหรือ เป็นผู้ใหญ่บ้านประสาอะไรระวังไว้เถิด ข้าจะไปฟ้องที่ว่าการให้ปลดท่านออกจากตำแหน่ง!”
ผู้ใหญ่บ้านโมโหขึ้นมาบ้างแล้วสะบัดแขนเสื้อกล่าวว่า “ที่ว่าการอยู่ทิศใต้ เจ้ารีบไปฟ้องเสียสิ!”
เห็นเรื่องกำลังจะลุกลามใหญ่โตหลิ่วเหวินไฉเข้าไปรั้งแขนมารดา “ท่านแม่ เรื่องนี้ช่างมันเถิด อย่างไรก็คนหมู่บ้านเดียวกัน”
หลิ่วเหลวินไฉปรายตามองกู้อวี้พลางนึกในใจคนผู้นี้เจ้าเล่ห์ร้ายกาจยิ่ง พูดแค่ไม่กี่ประโยคก็ทำให้เขาแก้ตัวไม่ขึ้น ทว่ามีอย่างหนึ่งที่อีกฝ่ายกล่าวถูกต้องนั่นคือชื่อเสียงของบัณฑิตย่อมสำคัญที่สุด หากยังเอาเรื่องต่อคนที่จะเสียเปรียบก็จะเป็นเขา
เป็นเขาเองที่ประเมินอีกฝ่ายต่ำไป!
หลิ่วเหวินไฉในเวลานี้แค้นใจจนแทบกระอักเลือดออกมาหากก็ไม่อาจระบายโทสะออกมาได้ แต่ยามนี้เขาทำได้แค่กล้ำกลืนมันลงท้อง รอก่อนเถอะสักวันต้องเอาคืนแน่ หลิ่วเหวินไฉคิดในใจขณะจูงมือมารดาเดินจากไป
“ทุกคนแยกย้ายกันไปได้แล้ว”ผู้ใหญ่บ้านโบกมือไล่ชาวบ้านทุกคนให้กลับบ้านของตน สกุลกู้พากันเดินกลับบ้านไปเช่นกันหากครั้งนี้เจินเจินที่ปกติตามติดกู้อวี้ไม่ห่างกลับวิ่งนำหน้าไปก่อน
“นางเป็นอันใดไป”กู้ซิ่วไฉถามด้วยสีหน้าแปลกใจ
เอ้อร์หลางยักไหล่กล่าวว่า“จะเป็นอันใดไปได้ คงยังโมโหอยู่กระมังขอรับ”
“ไม่ใช่โมโหธรรมดาแต่เป็นโมโหมาก”ซานหลางกล่าวเสริมอีกประโยค
ซื่อหลางพยักหน้าตบท้าย “ผลที่ตามมาต้องร้ายแรงเป็นแน่!”
[1]สามสิบปีอยู่ทางตะวันออกของแม่น้ำสามสิบปีอยู่ทางตะวันตกของแม่น้ำ อุปมาว่า เรื่องทุกอย่างนั้นไม่แน่นอนสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา