เจวี๋ยหวู่ิได้หันไปมองงูเหลือบั์สีดำที่อยู่ข้างกาย อ้าปากพร้อมกับคายกลุ่มแสงสีมรกตออกมา ซึ่งแผ่ซ่านพลังชีวิตเอาไว้อย่างเข้มข้น แทรกซึมผ่านเข้าสู่ภายในร่างของงูเหลือบั์สีดำไป
นับั้แ่เริ่ม งูเหลือบั์สีดำที่มีความเ็ปอยู่บ้าง บิดร่างงอตัวด้วยความรู้สึกที่ไม่ปลอดโปร่ง จากนั้นก็รู้สึกปลอดโปร่งสบายจนเหมือนกับกำลังแช่บ่อน้ำร้อนอยู่
วันเวลาได้ผ่านไปเลยไป ร่างกายของมันได้เติบโตขึ้นจนสามารถใช้เพียงตาเปล่าก็เห็นได้ แผ่นเกล็ดสีดำยิ่งเปล่งเป็ประกาย แข็งทนทาน จากนั้นก็พลันกู่ร้องออกมาเบา ๆ รูม่านตาของมันได้สาดเป็ประกายขึ้น สาดพลังสภาวะอันเข้มข้นและความแข็งแกร่งออกมา
แต่ก็พบได้ว่า เมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ จิติญญา พละกำลังของมันล้วนแต่ถือได้ว่าได้เพิ่มพูนขึ้นไม่เพียงแค่เท่าตัว
เจวี๋ยหวู่ิแทบจะไม่ได้รู้สึกว่าเื่นี้เหนือความคาดหมายแต่อย่างไร แต่กลับเป็งูเหลือบั์ร่างสีดำที่กำลังฟันฝ่าอุปสรรคทะลวงพลังจนถึงขีดสุด อีกข้อหนึ่งนั้นก็คือการได้รับประโยชน์ที่เกิดมาจากปราณบริสุทธิ์โดยสิ้นเชิง จนทำให้มันไม่อาจที่จะไม่เข้าสู่่รู้แจ้งได้ ก้าวเข้าสู่เส้นทางการบ่มเพาะวิถีอสูร
“ฟ่อฟ่อ!”
งูเหลือบั์สีดำหลังจากที่เกิดอาการตื่นเต้น แต่ก็ไม่ได้แสดงอาการตื่นเต้นจนเกินตัว เพียงแต่หันหัวไปก้มลงต่อเจวี๋ยหวู่ิ คล้ายกับกำลังกราบกรานด้วยความเคารพ เพื่อเป็การแสดงถึงคำขอบคุณ
งูเหลือบั์สีดำที่มีสัมปชัญญะเปิดกว้างมีหรือที่จะไม่เข้าใจได้ว่าพลังที่ไหลเข้าสู่ภายในร่างกายของตัวเองก่อนหน้านี้ว่ามากมายมหาศาลได้ถึงเพียงใด จนสามารถที่จะสร้างเป็ตัวเองขึ้นมา นอกจากนี้พริบตานั้นยังเป็เหมือนกับการทำลายตัวเองไปในชั่วพริบตา
มันเองก็ััได้ถึงพลังอันมหาศาลขุมนี้ได้ แม้แต่ในตอนนี้ ก็ยังคงไหลเวียนอยู่ภายในร่างกายอยู่ ในทุกครั้งที่โคจรพลังล้วนแต่เกิดเป็พลังเพิ่มพูมขึ้นมาอีกส่วน
เห็นได้ชัดว่านี้จะต้องเป็ประโยชน์อย่างแน่นอน ในเมื่อาาบอกว่าจะมอบให้แก่ตัวเอง ท่านาาช่างดีต่อข้าเสียนิกระไร!ฟ่อฟ่อ~~
ก่อนหน้านี้แม้จะถูกสยบ แต่ตอนนี้กลับเกิดเป็ความรู้สึกเป็พระคุณขึ้นมา เหมือนกับได้ประโยชน์ทั้งขึ้นทั้งล่อง ภายใต้การไหลเวียนพลังด้วยความช่ำชองชำนาญจากเจวี๋ยหวู่ิ อีกทั้งยังสามารถได้รับความจงรักภักดีจากงูเหลือบั์สีดำมาโดยที่แทบจะไม่สิ้นเปลืองเรี่ยวแรงกันแล้ว
ในเวลานี้ มันก็ได้หันไปมองเจวี๋ยหวู่ิ โดยที่ไม่มีแม้แต่ความแยแสเลยแม้แต่น้อยอีก จนแทบจะหลงเหลือเอาไว้แค่เพียงความตื้นเต้น ความเคารพและอาการของความหวาดกลัวเท่านั้น
เมื่อได้พบเห็นความเปลี่ยนแปลงของงูเหลือบั์สีดำ งูพิษตัวอื่นเองก็ไม่ได้เกิดความตื่นเต้นมากมาย ล้วนแต่ก็แยกย้ายกันหันไปก้มหน้าไปทางด้านของเจวี๋ยหวู่ิ พร้อมกับส่งเสียงดังฟ่อฟ่อออกมา จนเหมือนกับพบพานกับผู้แสวงบุญก็มิปาน ดุจดั่งการให้ความเคารพแด่าาองค์ใหม่
“ในสมัยก่อนมีอสรพิษเร้นวารีดำ ร่างกายสีดำ ่ท้องขาวผ่อง ดวงตาสีมรกต มีกายหยาบอสรพิษยาวสี่จั้งเป็อย่างต่ำ ยาวสุดคือร้อยจั้ง กินยาเทพเซียนโอสถอายุวัฒนะ มีอายุขัยนับหมื่นปี”
“หวังว่าเ้าจะสามารถเก่งฉกาจกว่าคนรุ่นก่อนได้นะ นับจากวันนี้เป็ต้นไป ข้าผู้เป็าาก็ขอเรียกเ้าว่า ‘เฮยเสวียน’ (ทมิฬเร้น) ก็แล้วกัน”
ภายในหัวของเจวี๋ยหวู่ิก็ปรากฏคำอธิบายของอสรพิษเร้นวารีดำที่เคยปรากฏเมื่อชาติก่อน ถ้าเทียบกับงูเหลือบั์สีดำนี้ แทบจะเรียกได้ว่าเหมาะสมจนไม่มีอะไรมาเปรียบได้อีก
เมื่อลองนึก ๆ ดูงูเหลือบั์สีดำตัวนี้จะต้องเป็เผ่างูเหลือบั์สีดำนี้อย่างแน่นอน เสมือนคล้ายกับเกิดแรงบันดาลใจ จึงได้ตั้งชื่อเช่นนี้ให้แก่มันแล้ว
“ขอบคุณท่านาามากแล้ว!หลังจากนี้ ข้าน้อยก็จะมีนามว่าเฮยเสวียนแล้ว!”
หลังจากที่เข้าสู่่รู้แจ้ง มันยังเข้าสู่การสื่อสารผ่านทางจิตสมาธิของเจวี๋ยหวู่ิได้ อีกทั้งภายในน้ำเสียงยังเรียกได้ว่าทั้งเคารพและเบิกบานสุดเปรียบปาน
เมื่อได้กำชับเฮยเสวียนให้จัดสรรดูแลฝูงงูให้ดู พร้อมกับรับทุกอย่างที่จัดอยู่ในเผ่างูทั้งหมดเทือกเขาผานเสอมาอยู่ในอาณัติ จากนั้นก็ได้มารวมตัวกันที่ถ้ำผานเสอถ้ำผานเสอบนสันเขาผานเสอ
เมื่อทำจนทุกอย่างจนเรียบร้อยทุกอย่างแล้ว เขาก็ได้หันกายเพื่อออกไปจากฝูงงู เพียงชั่วพริบตาเดียวร่างกายอันใหญ่โตของงูเหลือมก็ได้หายลับไปจากท่ามกลางผืนป่าพงไพร
“ขั้นแรกก็คือการเข้าสยบเผ่าอสรพิษในเทือกเขาผานเสอ จากนั้นก็สร้างกองทัพผู้ติดตาม แล้วค่อย ๆ เติบโตขึ้นอย่างช้า ๆ โดยที่คอยสั่งสอนมนตราคาถาแก่พวกมัน ทำการดูดกลืนความบริสุทธิ์จากดวงอาทิตย์ดวงจันทรา ทะลวงพลังเข้าสู่การวิวัฒนาการ เมื่อถึงเวลานั้นก็จะสามารถดำเนินแผนการโดยให้พวกมันไปพิชิตใต้หล้า ยังไงก็ต้องถือเป็วิธีที่ดีที่สุดแล้ว!”
เจวี๋ยหวู่ิทางหนึ่งมุ่งหน้าไปหวนกลับไปยังถ้ำผานเสอ ระหว่างทางก็คิดขึ้นได้ว่า ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้ก็ช่างเกิดเื่ที่เหนือความคาดหมายกันเกินไปแล้ว เปรียบเสมือนกับการกรุยเส้นทางใหม่สายหนึ่งสู่อนาคตให้แก่เขา
ถึงแม้เผ่ามนุษย์จะสามารถบุกเบิกตั้งสำนัก รับศิษย์อย่างผาเผย แล้วทำไมเราถึงทำไม่ได้กันล่ะ? ขอเพียงให้เวลาเขามากพอ ไม่เกิดร้อยปี ก็ต้องรวบรวมพลังที่ถูกผู้คนในใต้หล้าดูแคลนได้อย่างแน่นอน
ทางหนึ่งเดิน ทางหนึ่งครุ่นคิด: “ยังไงก็ต้องก่อตั้งขุมอำนาจขึ้นมาให้ได้ แต่กล่าวจนถึงที่สุดแล้วก็ยังคงเป็พลังของตัวเองที่แข็งแกร่งที่สุด หากว่าตัวเราเองยังมีพลังที่ไม่แข็งแกร่งพอ ต่อให้ชุบเลี้ยงบริวารได้มากกว่านี้ ก็ยังไม่อาจรักษาตำแหน่งอย่างมั่นคงเอาไว้ได้ หากต้องเผชิญหน้ากับผู้แข็งแกร่ง ยังไงก็มีแต่ต้องพึ่งพาตัวเองเท่านั้น!”
เขาที่กำลังคิดไตร่ตรองอยู่ ก็ได้กลับมาถึงยังภายในถ้ำผานเสอโดยที่ไม่ทันรู้สึกตัว
การออกล่าในครั้งนี้ ถือได้ว่าดูดซับค่าปราณบริสุทธิ์มาได้ในปริมาณที่มากมายมหาศาลกันเลยทีเดียว เขาเองก็รู้สึกได้ว่าสามารถที่จะปรับเปลี่ยนแผนการขึ้นมาบ้างกันได้แล้ว
ในเมื่อแต้มสะสมยังไม่พอที่จะเลื่อนขั้นขอบเขตของมนตรามนตราคาถาได้ อย่างนั้นก็คงต้องใช้ค่าปราณบริสุทธิ์มาเพื่อเลื่อนขั้นสู่การวิวัฒนาการเถอะ
ถึงแม้ว่าจะเป็วิธีที่มีโอกาสต่ำ แต่ก็ถือว่าเป็วิธีที่ไม่เลวเลย
เมื่อเขาคิดได้แบบนี้ ก็จึงได้รีบเข้าสู่การบ่มเพาะขึ้นในทันที
……
ในชั่วขณะที่เจวี๋ยหวู่ิเก็บตัวเข้าสู่การบ่มเพาะ เพื่อที่จะได้เวลาในการเตรียมการเข้าสู่่การทะลวงสู่่แปรลักขณาและ
องค์หญิงพานอวิ๋นและคณะก็ได้มีการเตรียมความพร้อมเอาไว้เป็อย่างดีแล้ว ก็ได้ออกเดินทางกันอย่างเอิกเกริก
เสียงของการเตรียมเคลื่อนพลของพวกเขาไม่นับว่าเล็กน้อยเลย ไม่ว่าจะเป็ของใช้ในครัวเรือนเอ่ย ล้วนแต่ถูกเอามาด้วยจนวุ่นวายเต็มไปหมด ของใช้ในชีวิตประจำวันตามปกติ จนเหมือนกับว่าหากเป็สิ่งที่สามารถนำเอาไปด้วยได้ก็จะพกพาไปด้วยแล้ว ถึงยังไงก็เป็เื่ที่ช่วยไม่ได้ เป็ใครกันที่ภายในกลุ่มของพวกเขามีองค์หญิงที่เอาแต่ใจกันอยู่ล่ะ
วัตถุสิ่งของในชีวิตประจำวันต่างๆ นานา มากมายเสียจนไม่อาจนับได้ ก็ยังต้องใช้ม้ามาลากอยู่หลายสิบตัว เพิ่มด้วยองครักษ์ที่คอยคุ้มกัน และสมาชิกที่คอยขนของอยู่ทางด้านหลัง ก็มีกันมากถึงเจ็ดแปดร้อยคนแล้ว จนเกิดเป็เสียงอึกทึก เข้าเข้าสู่ภายในเทือกเขาผานเสอไปแล้ว
และในเวลาที่พวกเขาเตรียมตัวอยู่ ได้มีกลุ่มชาวยุทธภพที่มีกันอยู่อย่างมากมายมาั้แ่แรกแล้ว รวมไปจนถึงผู้ฝึกตนที่เหาะเหินมาจากแคว้นเซียงรุ้ย ล้วนแต่มาเพื่อเสาะหาขุมสมบัติกัน เพื่อที่จะได้พบพานวาสนา จึงได้เดินทางไปยังภายในเทือกเขาผานเสอกันไปก่อน
“แม่ทัพจ้าว พวกเราสมควรที่จะเดินทางกันอย่างไรต่อไปดี?”
นี่นับเป็ครั้งแรกที่องค์หญิงพานอวิ๋นต้องมาเสี่ยงอันตราย บนใบหน้ายังได้สลักเขียนเอาไว้ด้วยความกระตือรือร้น เอ่ยขึ้นมาอย่างร่าเริง
เพียงแต่พบว่ามือซ้ายที่กุมกระบี่เอาไว้อยู่ของนาง ตรงเอวยังได้คาดเอาไว้ด้วยผ้าคลุมขนาดเล็กเท่าฝ่ามืออยู่อีกผืนหนึ่ง สลัดคราบจนอยู่ในชุดของหญิงสาวในยุทธภพนางหนึ่ง หากไม่ใช่เป็เพราะนางมีความงดงามอันเลิศล้ำมาแต่กำเนิด รวมไปจนถึงในบางครั้งบางครายังได้สาดประกายความสูงศักดิ์ออกมา ก็คงจะไม่มีผู้ใดมองออกได้แล้วว่านางจะถึงกับเป็องค์หญิงผู้สูงศักดิ์ได้
องครักษ์หัวล้านเรียดจ้าวหยางเซิงที่เงียบเชียบมาโดยตลอดก็ได้พูดขึ้นว่า: “หากเป็ไปตามที่ชาวบ้านในูเาบอกมา ภายในส่วนลึกของเทือกเขาผานเสอที่เกิดแสงประหลาดขึ้นเมื่อหลายวันก่อนหน้า ดังนั้น ผู้น้อยขอแนะนำองค์หญิงให้ไปตรวจสอบยังบริเวณส่วนลึกของป่าในจุดนั้นกันก่อน ถ้าหากไม่พบอะไรที่ผิดปกติ ค่อยมุ่งหน้าออกค้นหาในสถานที่อื่นดูอีกครา”
“แม่ทัพจ้าว กำลังกล่าวเป็ลางร้ายไปเสียได้!”
จากที่ได้ยินจ้าวหยางเซิงบอกกล่าวมา กู้ฉางเฟิงก็อดไม่ได้ที่จะต้องส่ายหน้าทันที
“เหอะ! เยี่ยงนั้นก็ขอเชิญคุณชายกู้ท่านบอกมา ว่ามีความคิดเห็นสูงส่งใดที่ดีไปกว่านี้หรือไม่ ข้าผู้แซ่จ้าวยินดียน้อมรับฟังอยู่ตลอด”
ถึงอย่างไรก็ “ไม่มีสิ่งใดที่มีความสมบูรณ์แบบอย่างหมดจด” กู้ฉางเฟิงเองก็ดูแคลนสถานะของจ้าวหยางเซิงยอดยุทธ์ จ้าวหยางเซิงเองก็ไม่สบอารมณ์กับท่าทีที่เอาแต่วางตัวสูงส่งเช่นเดียวกัน ทั้งสองต่างก็ไม่มองอีกฝ่ายเป็ที่ขัดตา ทันทีที่ร่วมทางกัน ยังน้อยครั้งที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลกันไม่
จนกระทั่งเมื่อได้เห็นว่าทั้งสองคนเริ่มที่จะมีอาการเืลมพลุ่งพล่านขึ้นมา องค์หญิงพานอวิ๋นเพียงลุกขึ้นยืน พร้อมกับตัดบทสนทนาของพวกเขาเอาไว้:” อ๋อ? เช่นนั้นศิษย์พี่กู้มีวิธีอะไรดี ๆ อย่างงั้นหรือ? อย่าได้มัวแต่อมพะนำแล้ว รีบบอกเล่ามาให้ฟังเถอะ!”
พูดจบ ดวงตาคู่งามก็ได้หันไปมองกู้ฉางเฟิงด้วยความประหลาดใจ
มิหนำซ้ำยังแฝงเอาไว้ด้วยกลิ่นอายความหอมหวนโชยพัดเข้ามา โดยที่พัดผ่านเข้ามาผ่านทางใบหู จนกู้ฉางเฟิงรู้สึกว่ากระดูกเนื้อตัวอ่อนปวกเปียกไปทั้งร่าง เพียงขยับพัดจีบในมือสะบัดอยู่สองสามครา พร้อมกับเอื้อนเอ่ยออกมาด้วยวาจาที่สุภาพเรียบร้อย:
“ในตอนที่ข้าได้ลงจากเขา ท่านอาจารย์ได้ประทานยันต์ปราณบางส่วนเก็บไว้ใช้งาน ในส่วนนี้ยังมีอยู่ชนิดหนึ่ง ที่จะสามารถเสาะหาสมบัติวิเศษที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติโดยเฉพาะอยู่ ซึ่งมีนามเรียกขานกันว่า ‘ยันต์แสวงหาสมบัติ’ ตามความเป็จริง ท่ามกลางหุบเขาสายนี้แท้จริงแล้วจะมีสมบัติหรือไม่ เพียงแค่การใช้ยันต์ปราณใบนี้ทดสอบ ก็จะสามารถรู้ได้ทันที”
ยันต์แสวงหาสมบัติที่ถือได้ว่าเป็วัตถุที่หาพบได้ยากในสำนักพรรคผู้ฝึกตนทางโลก องค์หญิงพานอวิ๋นที่เกิดมาจากในวัง ย่อมต้องเคยได้ยินมาบ้างอยู่แล้ว การใช้ยันต์ปราณชนิดนี้เพื่อเสาะหาสมบัติชั้นสูงย่อมต้องมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน
“เช่นนั้นเ้ายังมัวแต่รออะไรกันอีก ยังไม่รีบออกไปอีก” องค์หญิงพานอวิ๋นสาดแววตาเป็ประกาย ถึงกับแทบจะอดทนรอคอยที่จะใช้ของสิ่งนี้แทบไม่ไหวอยู่แล้ว
“เหอะเหอะ องค์หญิงอย่าได้ทรงกริ้ว!รอดูฝีมือของข้าได้เลย”
.
.
.