ฉางเหวินจวินมีสีหน้าอิจฉา ทั่วทั้งเมืองเหรินจงมียาวิเศษระดับสามไม่มากนัก
พี่ใหญ่กลับหามาได้มากมายในคราวเดียว ทำให้พี่สามทะลวงผ่านเข้าสู่ขั้นสามัญขั้นปลายได้
ฉางเหวินจวินยิ้มประจบเอาใจ "นี่ล้วนเป็นเพราะระดับในการฝึกยุทธ์ของท่าน ระดับการฝึกยุทธ์ของท่านเป็นระดับสี่ขั้นต่ำ ใกล้เคียงกับระดับสามขั้นต่ำ ยาวิเศษที่พี่ใหญ่ส่งมาจึงช่วยท่านได้มาก"
ฉางเหวินหวาไม่ออกความเห็น กลับเปิดปากเอ่ย "เจ้าเองก็ไม่ต้องอิจฉา ข้าทะลวงเข้าสู่ขั้นสามัญระดับปลายแล้ว ยาวิเศษระดับสองระดับสามที่พี่ใหญ่ส่งมาทั้งหมดจะกลายเป็นของเจ้า ไม่นานเจ้าก็จะเข้าสู่ระดับปลายขั้นสามัญเช่นกัน"
"ตอนนี้ที่ข้าต้องการคือยาวิเศษระดับสี่"
"หากข้าเข้าร่วมงานประลองระหว่างตระกูลแล้วได้รับผลปฐมภูมิแห่งมนุษย์จากท่านเจ้าเมือง ข้าก็จะสามารถทะลวงเข้าสู่ระดับมนุษย์ได้อย่างรวดเร็ว"
"สำนักเสวียนหมิงมีรากฐานระดับล้ำลึก สำหรับสำนักเสวียนหมิงแล้ว ยาวิเศษระดับสองระดับสามที่นี่ของเราไม่ต่างอันใดกับขยะแม้แต่น้อย"
"น่าเสียดายพี่ใหญ่หายาวิเศษระดับห้ามาไม่ได้ ไม่เช่นนั้นตระกูลฉางเรา...."
"ระยะเวลาที่พี่ใหญ่อยู่ที่สำนักเสวียนหมิงยังคงสั้นเกินไป สถานะไม่สูงไม่ต่ำ ไม่เช่นนั้นเพียงแค่ยาวิเศษระดับห้า พี่ใหญ่ย่อมสามารถนำกลับมาได้ไม่น้อย"
"พวกโง่เง่าจากตระกูลหานนั่น ยังคิดว่าอีกครึ่งปีให้หลังจะเข้าสำนักเสวียนหมินได้หรือไร?ฝันไปเถอะ!"
"ขอเพียงพี่ใหญ่ยังอยู่ในสำนักเสวียนหมิงอีกหนึ่งวัน ตระกูลหานก็อย่าได้คิดว่าจะเข้าสำนักเสวียนหมิงได้"
"ครึ่งปีให้หลัง ผู้อาวุโสที่จะมารับการทดสอบในเมืองจากสำนักเสวียนหมิง ก็คือท่านอาจารย์ของพี่ใหญ่ ถึงตอนนั้น...."
ฉางเหวินหวาหัวเราะเยาะออกมา
ฉางเหวินจวินได้ยินว่ายาวิเศษระดับสองระดับสามที่เหลือจะเป็นของตน ใบหน้าพลันเปลี่ยนเป็นสีแดงด้วยความยินดี เปิดปากเอ่ยขึ้นมาอย่างชั่วช้า "พี่สาม หานเฟิงตระกูลหานนั่น ในการประลองครั้งนี้จะต้องฆ่าเขาให้ได้นะขอรับ!"
ฉางเหวินหวาเลิกคิ้วขึ้น "สวะผู้นั้นน่ะหรือ?เหตุใดต้องไปใส่ใจเขา? "
ฉางเหวินจวินเล่าเรื่องที่เกิดก่อนหน้าให้ฟังด้วยสีหน้าถมึงทึง ฉางเหวินหวาตอบกลับเสียงเรียบ "ที่แท้เป็นเช่นนี้"
"เพียงแต่แม้กระทั่งสวะผู้หนึ่งยังเทียบไม่ได้ เจ้าช่างน่าผิดหวังเกินไปแล้ว"
"มียาวิเศษมากมายเพียงนี้ คิดว่าระหว่างเข้าร่วมประลองครั้งนี้เจ้าคงทะลวงผ่านเส้นลมปราณที่ห้าหรือแม้กระทั่งเส้นลมปราณที่หกแล้ว ถึงตอนนั้นเจ้าสามารถแก้แค้นด้วยตนเอง หานเฟิงธรรมดา ๆ ผู้หนึ่ง ไม่อยู่ในสายตาข้า ที่ข้าต้องจัดการก็คือหานโหรวจากตระกูลหานนั่น"
"หากเป็นไปได้ ให้นางมาเป็นทาสรับใช้คอยเช็ดล้างเท้าข้าก็ไม่เลวทีเดียว"
ฉางเหวินจวินหัวเราะเบา ๆ "สตรีที่งดงามเช่นนั้น ท่านโชคดีแล้ว"
ในที่สุดฉางเหวินหวาจึงเผยรอยยิ้มชั่วร้ายออกมา
ณ ตระกูลหาน หานหย่งซิ่งกับหลินเยวี่ยกำลังรายงานเรื่องในวันนี้อยู่ในห้องโถงใหญ่
หานอวี้ได้ยินว่าหานเฟิงชนะอันดับแรก แม้กระทั่งแข็งแกร่งก้าวข้ามหานหลินไปแล้ว ก็ยิ้มแย้มเบิกบานเสียจนอีกนิดจะตะโกนว่า 'ประเสริฐ' ออกมาแล้ว
ผู้อาวุโสคนอื่น ๆ ล้วนมีสีหน้าตกตะลึง พวกเขาจ้องมองหานหย่งซิ่งด้วยสายตาตื่นเต้น
หานอวี้ข่มความตื่นเต้นยินดีเอาไว้ แล้วฟังรายงานจากหานหย่งซิ่งต่อไป
เมื่อได้ยินเรื่องของตระกูลฉาง สีหน้าของหานอวี้พลันแปรเปลี่ยนเป็นไม่น่าดูขึ้นมาทันใด
บรรดาผู้อาวุโสทั้งหลายเริ่มวิตกกังวลขึ้นมา
หานอวี้สูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะกล่าวเสียงหนัก "ตระกูลฉางช่างปิดได้มิดชิดจริง ๆ ไม่น่าเล่าผู้มีพรสวรรค์ตระกูลหงและตระกูลอื่น ๆ ในเมืองเหรินจงจึงมักจะหายไปอย่างไร้ร่องรอยอยู่เนือง ๆ ดูเหมือนจะเป็นเพราะตระกูลฉางแล้ว"
"ความแข็งแกร่งที่ตระกูลฉางซ่อนไว้ช่างน่าหวาดกลัวเกินไปแล้ว ผู้อาวุโสใหญ่ พวกเราต้องหาหนทางป้องกันตระกูลฉางให้ถี่ถ้วนเสียแล้ว"
ผู้อาวุโสใหญ่สีหน้าอึมครึม "ผู้นำตระกูลกล่าวได้ถูกต้อง หากหานหลินไม่รอดชีวิตกลับมาวันนี้ พวกเราตระกูลหานกระทั่งว่าถูกกลืนกินไปแล้วอาจจะยังไม่รู้เนื้อรู้ตัว"
หานอวี้ถอนหายใจ "ครึ่งปีให้หลังสำนักเสวียนหมิงมาคัดเลือกลูกศิษย์ที่เมืองเหรินจง ขอเพียงตระกูลหานเราได้รับเลือกก็คงไม่ต้องกังวลอีกต่อไปแล้ว"
ผู้อาวุโสใหญ่และผู้อาวุโสคนอื่น ๆ ต่างก็พยักหน้าเห็นพ้องต้องกัน
ภายในห้อง
หานเฟิงเข้าสู่หอคอยเพลิงสวรรค์เก้าเปลวไฟชั้นแรก ทำการหลอมน้ำยาต้นกำเนิดที่เหลือต่อไป
กำลังภายในเส้นลมปราณที่สามของเขาค่อย ๆ ก้าวหน้าอย่างมั่นคง
ผ่านไปเนิ่นนาน หานเฟิงลืมตาขึ้นแล้วกล่าวอย่างกระปรี้กระเปร่า "ข้าเหลือน้ำยาต้นกำเนิดไม่มาก แต่ว่าข้ายังต้องฝึกฝนให้ก้าวหน้าต่อไป จักต้องหลอมศิลาวิญญาณชั้นต่ำอีกเสียหน่อยแล้ว"
"น่าเสียดาย ตอนนี้เคล็ดวิชาไฟวิเศษเก้าเปลวไฟของข้าอยู่ที่ชั้นหนึ่ง ยังฝึกไม่ถึงระดับปลาย ทำให้ยังไม่สามารถหลอมศิลาวิญญาณชั้นต่ำระดับล่างความบริสุทธิ์เก้าในร้อยและสิบในร้อยได้"
"โชคดีที่ข้ายังมีแก่นสัตว์อสูรระดับสาม"
"รอข้าทะลวงผ่านเส้นลมปราณที่สี่แล้ว ข้าก็จะสามารถใช้ไฟสามัญหลอมแก่นสัตว์อสูรระดับสามได้"
"พลังของแก่นสัตว์อสูรระดับสามนั้นมีมหาศาล หากแบ่งออกมาครึ่งหนึ่ง ก็เพียงพอที่จะให้เคล็ดวิชาไฟวิเศษเก้าเปลวไฟของข้าถึงขั้นปลายของชั้นหนึ่ง"
"ที่เหลืออีกครึ่งหนึ่ง ใช้ทะลวงผ่านระดับก็นับว่าเหลือเฟือ"
"ถัดจากนั้นข้าก็จะสามารถหลอมศิลาวิญญาณชั้นต่ำระดับล่างที่เหลือมาเพิ่มพลังให้ก้าวหน้าต่อไปได้"
หลังจากวางแผนให้อีกสองสามวันต่อไปแล้ว หานเฟิงก็ปักหลักฝึกฝนต่อไปในทันที
สามวันต่อมา ท้ายที่สุดกำลังภายในของหานเฟิงก็มาถึงขั้นปลายของเส้นลมปราณที่สาม
หลังจากใช้เวลากว่าครึ่งวัน หานเฟิงก็หลอมยาวิเศษระดับสองเป็นน้ำยาต้นกำเนิดได้สำเร็จแล้วจึงเริ่มใช้มัน
น้ำยาต้นกำเนิดสีแดงไหลลงไปในปากเขา แปลงเป็นกระแสพลังงานจำนวนมหาศาล ไม่นานหานเฟิงก็ทะลวงเข้าสู่เส้นลมปราณที่สี่ได้อย่างง่ายดาย
อย่างไรก็ตามพลังของน้ำยาต้นกำเนิดที่หลอมจากยาวิเศษระดับสองยังเหลือไม่น้อย เมื่อเห็นดังนี้ แน่นอนว่าหานเฟิงย่อมบากบั่นฝึกฝนต่อไป
เวลาค่อย ๆ เคลื่อนคล้อยผ่านไป วันหนึ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว อีกไม่นานก็จะถึงวันตัดสินผู้ที่จะได้เข้าร่วมงานประลองระหว่างตระกูลทั้งสิบคนแล้ว
หนึ่งวันที่ฝึกฝนนี้ หานเฟิงไม่เพียงแต่ทำให้พลังระดับเส้นลมปราณที่สี่เสถียรได้สำเร็จ ยังฝึกพลังเข้าสู่ขั้นปลายของเส้นลมปราณที่สี่แล้ว
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นผลของยาวิเศษระดับสอง ยิ่งไปกว่านั้นสรรพคุณของยาวิเศษระดับสองยังถูกดึงมาใช้ได้อย่างเต็มที่
ผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปหลังจากทานยาวิเศษระดับสองแล้ว จะอยู่เพียงแค่ขั้นปลายของเส้นลมปราณที่สามเท่านั้น หากถึงขั้นปลายแล้วก็จะทะลวงผ่านเส้นลมปราณที่สี่ได้อย่างมั่นคงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่มีทางที่จะทะลวงเข้าสู่ขั้นปลายของเส้นลมปราณที่สี่ในรวดเดียวอย่างหานเฟิง
วันถัดมา หานเฟิงมายังลานฝึกยุทธ์อีกครั้ง
ครูฝึกหลินมองพวกหานเฟิงทั้งสิบคนแล้วพยักหน้าอย่างพึงพอใจ "ไม่เลว ล้วนแต่ก้าวหน้าไปไกลมากทีเดียว"
สำหรับหานเฟิง ครูฝึกหลินยังมองไม่ออก ทว่าหลังจากผ่านประสบการณ์ก่อนหน้ามาหลายครั้ง ครูฝึกหลินไม่เชื่อว่าหานเฟิงจะไม่ได้ทะลวงระดับใด ๆ เลย
ในบรรดาทั้งสิบคน กระแสพลังของหานหลินผันผวนอย่างชัดเจน เห็นได้ชัดว่าเขาทะลวงผ่านเส้นลมปราณที่ห้าแล้ว เพียงแต่ยังไม่เสถียรนัก
หลังจากใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่งหานเฟิงถึงได้เข้าใจ ระดับพลังก่อนหน้านี้ของหานหลินยังไม่ถึงขั้นปลายของเส้นลมปราณที่สี่ ไม่เช่นนั้นพลังของเส้นลมปราณที่ห้าคงไม่แปรปรวนเช่นนี้
ส่วนคนอื่น ๆ หานหรงเปิดเส้นลมปราณที่สามได้สำเร็จแล้วทั้งยังมั่นคงมากทีเดียว หานเจิ้งเข้าสู่ขั้นปลายของเส้นลมปราณที่สองแล้ว ในเวลาไม่ช้าเขาก็จะทะลวงข้ามระดับได้โดยไม่ต้องพึ่งยาวิเศษ
คนอื่น ๆ นั้น หานเลี่ยทะลวงผ่านเส้นลมปราณที่สองแล้ว ผู้ที่อยู่ขั้นปลายของเส้นลมปราณที่หนึ่งก่อนหน้านี้ก็ทะลวงได้สำเร็จแล้วเช่นกัน
กล่าวโดยรวม ทั้งสิบคนในตอนนี้อยู่ที่ระดับเส้นลมปราณที่สองขึ้นไป
หานหลินผลักหานเฟิง เอ่ยด้วยท่าทีลึกลับ "ตอนนี้พลังเจ้าอยู่ระดับใดแล้ว?อย่าบอกข้าว่าเจ้าไม่ได้ทะลวงข้ามระดับนะ!"
หานเฟิงยิ้มบาง ๆ "หากข้าไม่ได้ทะลวงข้ามระดับเล่า? "
หานหลินพลันแสดงสีหน้าเย้ยหยันออกมา "ขอเถอะน่า เจ้าคิดว่าข้าโง่หรือไร ก่อนหน้านี้ถูกเจ้าหลอกมามากพอแล้ว ตอนนี้ยังจะถูกหลอกได้หรือ? "
"หากเจ้ายังไม่ทะลวงข้ามระดับ ข้าจะดื่มปัสสาวะเดี๋ยวนี้!"