บทที่24 ไร้พร์แต่ปณิธานมิจางหาย
แสงอาทิตย์อาบไล้มาที่หุบเหวลึกกลางขุนเขาเถาิซานที่กว้างใหญ่เพียงแต่หุบเหวแห่งนี้ลึกจนเกินไป ทั้งมีป่ารกชัฏดกครึ้มจึงไม่มีแสงแดดลอดผ่านลงมาแต่ความสว่างที่เพิ่มขึ้นก็เป็สัญญาณเตือนว่าวันใหม่ได้มาเยือนแล้ว ฮุ่ยจวินจึงตื่นขึ้นมาทายาสมุนไพรใส่ยังแผลของตนรักษาไปตามปกติก่อนจะไปตรวจดูอาการที่ขาซ้ายของมู่ผิงเยว่
“นับว่าการรักษาประสบผลสำเร็จเต็มสิบส่วนนอกจากท่านจะไม่พิการแล้ว ขาท่านก็ไม่ผิดรูปจนเสียบุคลิกไป"
มู่ผิงเยว่กล่าวว่า
“บุคลิกจะนับว่าสำคัญอันใดขอเพียงฝึกยุทธ์ได้แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว”
“หรือท่านเป็สตรีที่ไม่รักในความสวยความงาม”
“หากความสวยงามมิสามารถรักษาชีวิตเช่นนั้นจะสำคัญมากกว่าวิถียุทธ์อีกหรือ"
ฮุ่ยจวินผงกศีรษะ
“สมแล้วที่ท่านเป็ผู้ฝึกมหาวิถีแห่งวจนะถึงสองวิถีแม้ข้าจะไม่รู้เื่เกี่ยวกับวิถีวจนะเท่าไหร่ แต่คิดว่าท่านฝึกได้ถึงสองเช่นนี้ต้องเยี่ยมยอดมากแน่ๆ"
“ข้าเพียงฝึกได้อย่างผิวเผินยังมิได้ถึงขั้นเยี่ยมยอดอันใด”
ฮุ่ยจวินลุกยืนขึ้นไปเตรียมยาสมุนไพรและล้างทำความสะอาดเข็มเงินจนสะอาด ดีที่ใต้หุบเขาแห่งนี้มีร่องน้ำที่ไหลลงมาจากผาสูงจนก่อให้เกิดแอ่งน้ำธรรมชาติบ่อหนึ่งซึ่งอยู่ถัดไปไม่ไกลจากพวกมันล้างเข็มเสร็จสรรพ มันก็ก่อกองไฟขึ้นใช้แผ่นศิลาอังไฟ แล้วนำเข็มเงินทั้งหมดไปแ่างบนแผ่นศิลาเพื่อทำลายเชื้อโรคด้วยความร้อนอีกขั้นตอนหนึ่ง
เมื่อพร้อมแล้วฮุ่ยจวินก็กล่าวว่า
“ถึงคราวที่ต้องรักษาอาการาเ็ที่แผ่นหลังของท่านแล้ว"
มู่ผิงเยว่เองก็บังเกิดความสงสัยแลอยากรู้มิใช่น้อยว่าเป็พลังฝ่ามือใดกันที่เล่นงานนางจนทำให้ร่างกายของผู้ฝึกมหาวิถีวจนะยุทธ์เช่นนางมิอาจฟื้นฟูอาการได้เองเช่นนี้
“ลงมือเถิด"
ฮุ่ยจวินบังเกิดความอ้ำอึ้งเล็กน้อยมู่ผิงเยว่ก็ขมวดคิ้วแล้วกล่าวถาม
“มีอันใด"
ฮุ่ยจวินกล่าวเสียงแ่เบา
“แผลอยู่ด้านหลังจำเป็ต้อง….”
มู่ผิงเยว่เข้าใจในสิ่งที่มันจะสื่อเช่นนั้นนางจึงหันหลังให้แก่มัน ก่อนคลี่ชุดคลุม้าลงมา เผยให้เห็นแผ่นหลังที่เปลือยเปล่าขาวผ่องแลนวลเนียนนี่เป็ครั้งแรกที่ชายหนุ่มได้เห็นผิวกายของสตรีที่งดงามอย่างใกล้ชิดเช่นนี้ อดที่จะประหม่าขึ้นมามิได้
“หากใช้สายตาล่วงเกินข้ารับรองว่าเ้าจะมิเหลือลูกตาให้มองสิ่งใดอีก ประการสำคัญอย่าได้ริอาจมีความคิดที่จะมายังเบื้องหน้าของข้า"
ถึงไม่บอก ชายหนุ่มก็มิกล้าทำเช่นนั้นอยู่แล้วขนาดแผ่นหลังที่เปลือยเปล่าของนางมันยังมองเพียงแวบเดียวก็เบือนหน้าไปทางอื่น
“ท่านวางใจได้"
ฮุ่ยจวินเพียงเพ่งเล็งสายตาอยู่บนจุดรอยฟกซ้ำดำเขียวที่อยู่บริเวณแผ่นหลังด้านซ้ายตรงตำแหน่งหัวใจของนาง
มู่ผิงเยว่กล่าวถาม
“ข้า้าทราบลักษณะร่องรอยอาการาเ็อย่างละเอียด”
ฮุ่ยจวินพินิจมองรอยฟกช้ำบนแผ่นหลังของนางอีกครั้ง
“รอยฟกซ้ำเป็รูปฝ่ามือใจกลางรอยฟกซ้ำปรากฏเืคลั่งขนาดเล็กเป็เส้นสายคล้ายสายวิชชุลามเลีย"
พอได้ยินฮุ่ยจวินบอกกล่าวั์ตาของมู่ผิงเยว่ก็ปรากฏแววครุ่นคิด พร้อมพึมพรำขึ้น
“ฝ่ามืออัสนีเบ่งบาน”
“ท่านรู้จัก?"
“เป็วิชาขั้นสูงประจำพรรคอัสนีฟ้าจุดสำคัญของวิชานี้คือต้องโจมตีให้ใกล้กับตำแหน่งหัวใจมากที่สุด และหากเส้นเืที่แผ่ลามราวกับสายวิชชุเ่าั้แผ่ขยายไปถึงหัวใจเมื่อไหร่เมื่อนั้นความตายจะย่างกรายถึง นี่ก็คือจุดเด่นและความน่ากลัวของฝ่ามืออัสนีเบ่งบาน”
หยุดเล็กน้อย นางมีท่าทีครุ่นคิด
“บุรุษชุดแพรเงินผู้นั้นมิใช่คนของพรรคอัสนีฟ้าแน่พรรคอัสนีฟ้ากับพรรคเราก็สนิทสนมคุ้นเคยเป็อย่างดี แล้วฝ่ามืออัสนีเบ่งบานมาปรากฏที่นี่ทั้งยังมุ่งร้ายต่อข้าได้อย่างไร”
เห็นสีหน้าที่ครุ่นคิดของนางฮุ่ยจวินก็กล่าวถาม
“มีสิ่งใดหรือไม่"
มู่ผิงเยว่ส่ายศีรษะ
“หากกลับไปมิได้ย่อมไม่มีทางได้คำตอบ… เ้าลงมือเถอะ"
ฮุ่ยจวินมิทราบความจำเพาะของพลังฝีมือนี้แต่มันที่ได้ศึกษาตำราแพทย์ชั้นสูงมา ทั้งได้รับการชี้แนะจุดสำคัญจากเทพดาเร้นกายตั้วซุนหงทำให้มันรู้จักหลักแลวิธีการรักษาไปตามอาการ ลักษณะแผลเป็เช่นไรมันก็รักษาเช่นนั้นเมื่อมีผลข้างเคียงใดปรากฏออกมา มันก็รักษาผลข้างเคียงนั้นก่อนแล้วค่อยพลิกแพลงการรักษาหลัก
ทำเช่นนี้อยู่หลายวันรักษาอาการของตนเองสลับกับการรักษาอาการาเ็ของนางจนบังเกิดความเคยชิน ความประหม่าที่ได้เห็นแผ่นหลังของสตรีสะคราญโฉมก็เริ่มหมดไปเช่นเดียวกับมู่ผิงเยว่ที่เปลื้องผ้าหันหลังให้แก่ชายหนุ่มก็ดูจะเป็เื่ปกติมิได้มีความเอียงอายหรือระแวดระวังเหมือนเก่าก่อนความรู้สึกสนิทชิดเชื้อหลังจากที่ประสบชะตากรรมร่วมกันมาหลายวันแลช่วยเหลือซึ่งกันมาหลายหนก็เพิ่มพูนขึ้นจนแทบจะก่อเกิดเส้นสายที่แน่นแฟ้น
พวกมันรักษาอาการาเ็และใช้ชีวิตอยู่ใต้หุบเหวลึกแห่งนี้ผ่านมาร่วมหนึ่งเดือนในที่สุดอาการาเ็ของพวกมันก็แทบทุเลาเป็ปลิดทิ้ง เพียงมีความรู้สึกฝืดเคืองเล็กๆน้อยๆ เท่านั้น
เมื่ออาการาเ็ทุเลาเมื่อร่างกายเคลื่อนไหวได้สะดวกขึ้น ขาหายดี แผลสมาน ทั้งสองก็เริ่มที่จะออกสำรวจหุบเหวแห่งนี้อย่างจริงจังเพื่อที่จะหาทางออกจากที่นี่ไป
ฮุ่ยจวินกล่าวขึ้น
“ข้าจะไปค้นหาทางนั้น”
มู่ผิงเยว่ผงกศีรษะ
“ส่วนข้าไปค้นหาอีกทางเอง"
ทั้งสองแยกกันค้นหาทางที่จะนำพาออกสู่อิสระภาพเบื้องนอกหุบเหวนี้มีป่าดกครึ้มบดบังทัศนียภาพ มีผนังผาที่สูงชันล้อมรอบ มีร่องแยกรอยแตกหลากหลายช่องตามผนังผาฮุ่ยจวินได้แต่ภาวนาให้ช่องแยกรอยแตกเ่าั้จะมีทางที่เชื่อมทะลุสู่ภายนอกไป
ร่องแยกตามผนังผามีมากมายยิ่งและที่มากมายยิ่งกว่าก็คือทางแยกที่ปรากฏอยู่ในแต่ละช่องแยกรอยแตก ทำให้การค้นหาทั้งลำบากแลซับซ้อนด้วยหุบเหวลึก เสียงลมจึงไม่เด่นชัด จะอาศัยการฟังเสียงลมตามช่องแยกต่างๆ จึงแทบเป็ไปไม่ได้มีแต่ต้องใช้เวลาค้นหาแต่ละเส้นทางอยู่อย่างนั้นให้ครบทุกเส้นทาง
เพื่อไม่ให้หลงทิศทางที่ตนมาเพื่อให้จดจำได้ว่าเส้นทางนี้ตนเคยสำรวจแล้ว มันจึงใช้หินแข็งก่อนหนึ่งขีดทำสัญลักษณ์ไว้บนผนังถ้ำจนเด่นชัด
“ฝู่"
ฮุ่ยจวินเป่าปากอย่างเหนื่อยล้าคนนอนแผ่หลาบนพื้นกลางหุบเหวที่เย็นเยียบ
“ทางนั้นเป็เช่นไรบ้าง"
มู่ผิงเยว่กล่าวถามขึ้นพร้อมกับก้าวเดินมาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยเหงื่อแห่งความเหนื่อยล้าเช่นเดียวกัน
“มีช่องแยกรอยแตกบนผนังผามากมายยิ่งแต่มันมากมายแลซับซ้อนจนสำรวจตลอดทั้งวันก็ไม่หมดแม้แต่ช่องทางเดียว"
หลังจากคำตอบของฮุ่ยจวินนางก็กล่าวข้อเท็จจริงทางฝั่งตนบ้าง
“ส่วนทางด้านนั้นนอกจากร่องแยกที่เกิดจากธารน้ำไหลเซาะร่วงหล่นลงมาแล้วก็ไม่มีร่องแยกใดอีก และหลังม่านน้ำก็มีแต่ผนังหินเรียบรื่นมิอาจปีนป่ายได้”
ฮุ่ยจวินเสนอ
“เช่นนั้นพรุ่งนี้ไปสำรวจร่องแยกด้วยกันเถอะสองแรงอาจช่วยให้ค้นหาทางแยกมากมายเ่าั้ได้เร็วขึ้น"
“ย่อมได้"
กล่าวจบนางก็นั่งลำตัวตรงพริ้มตาลงเข้าสู่ห้วงแห่งสมาธิเพื่อฝึกมหาวิถีวจนะทันทีกลางวันนางบากบั่นอยู่กับการค้นหาทางออกจากหุบเหวลึกแห่งนี้ ส่วนตอนกลางคืนนางก็จะมุ่งมานะอยู่กับการฝึกปรือพลังปาฏิหาริย์และพลังฝีมือมิปล่อยให้่เวลาที่เลวร้ายนี้สูญเปล่าไป
ทั้งฮุ่ยจวินและมู่ผิงเยว่ทำเช่นนี้จนเวลาล่วงเลยผ่านไปอีกเดือนเศษสุดท้ายก็ยังพบแต่ความผิดหวัง พวกมันยังมิอาจค้นพบหนทางที่จะพาออกไปได้ ระหว่างนี้แม้พวกมันทั้งสองจะใช้เวลาว่างในยามค่ำคืนฝึกฝนวิชายุทธ์ที่ตัวเองมีอยู่ให้แข็งแกร่งเพิ่มพูนขึ้นร่วมด้วยแต่เหล่านี้ก็มิอาจทดแทนอิสระภาพที่สูญเสียได้เลยแม้เพียงนิด
หนทางและความหวังที่จะออกสู่โลกภายนอกเริ่มร่อยหรอลงไปเรื่อยๆแต่ยังดีที่ใต้หุบเหวยังมีน้ำและผลไม้ป่า รวมถึงสัตว์เล็กให้พอประทังชีวิตได้
ฮุ่ยจวินกวักน้ำจากแอ่งขึ้นมาล้างใบหน้าจ้องมองเงาร่างที่สะท้อนบนผิวน้ำของตนและกล่าวขึ้นด้วยความมุ่งมั่น
“ข้าไม่ยอมแพ้หรอกปณิธานมากมายก็ยังมิได้กระทำ ข้ายังต้องตามหาไป๋เอ๋อร์ ต้องเผยแพร่วิชาแพทย์ของท่านเทพดาเร้นกายต้องแข็งแกร่งขึ้นเพื่อผดุงความยุติธรรมให้แก่แผ่นดินนี้ ต้องตอบแทนท่านลุงที่เลี้ยงข้ามาและยังมีสิ่งมากมายรอข้าไปสะสางอยู่”
“เหตุใดถึงอยากปกป้องแผ่นดินนี้”
มู่ผิงเยว่ที่มองผิวน้ำซึ่งถูกแสงจากกองไฟตกกระทบกล่าวถามขึ้น
นึกถึงเหตุการณ์ความเป็ตายที่ตนและฮุ่ยไป๋ประสบมานึกถึงภาพจำต่างๆ ที่ทำร้ายร่างกายแลบั่นทอนจิตใจของพวกมันแต่แรกเริ่มจนทำให้พวกมันตกอยู่ในสถานการ์เช่นนี้ประกายตาของมันจึงทอแววขึ้นด้วยความเด็ดเดี่ยว
“เพราะโลกแห่งนี้ผู้แข็งแกร่งมักรังแกผู้ไม่มีทางสู้”
มู่ผิงเยว่ยังมองอยู่ที่ผิวน้ำมองเห็นปลาชนิดหนึ่งที่ออกหากินตอนกลางคืนและกำลังกินเหล่าปลาเล็กที่กำลังพักผ่อนอยู่ริมฝั่งก็กล่าวว่า
“โลกของปลาใหญ่กินปลาเล็กก็เป็เช่นนี้เ้าที่ไร้พร์หรือยังคิดว่าจะเปลี่ยนแปลงได้"
์ที่ผู้คนต่างคิดว่าเป็แดนสุขาวดีเป็ดินแดนแห่งความดี เป็สิ่งที่กำหนดชะตาชีวิตให้แก่ทุกสรรพสิ่ง แต่ทั้งที่เป็สิ่งที่ดีทว่าเหตุใดจึงมอบแต่ชะตากรรมอันโหดร้ายให้แก่คนที่คิดดีทำดีมาตลอดอย่างพวกมัน ไฉนจึงกลั่นแกล้งชะตาของผู้คนไฉนบางคนที่เลวร้ายกับได้รับพร์ที่เรียกได้ว่าฟ้าประทาน หรือแท้จริงแล้ว์มิได้ลิขิตอะไรทั้งสิ้นมิได้มีความดีความชอบอย่างที่ผู้คนคิดไปเอง เช่นนั้นมันจะเชื่อในสิ่งที่ผู้คนเรียกว่าฟ้าลิขิตอยู่หรือนิ่งคิดมาถึงตรงนี้ฮุ่ยจวินก็กล่าวว่า
“ข้าไม่เชื่อ์เช่นนั้นยังจะเชื่อในพร์อยู่หรือ ข้าจะเปลี่ยนชะตาชีวิตด้วยพรของข้าเอง!”
ก่อนที่ก้อนหินในมือที่ถูกฝนจนแหลมคมราวกับมีดสั้นเล่มหนึ่งจะถูกชายหนุ่มเขวี้ยงออกไปหินก้อนนั้นพุ่งแหวกฝ่าอากาศจนดังหวีดหวิว เสียงนี้ดังสะท้อนไปถึงผิวน้ำ สั่นะเืผ่านกระแสน้ำกระตุ้นเตือนปลาใหญ่ที่ออกหากินตอนกลางคืนตัวนั้นมันรู้สึกถึงความผิดปกติ ปากที่กำลังจะอ้ากินปลาเล็กริมฝั่งจึงหุบลง คิดวกตัวว่ายน้ำกลับหลังแต่ทว่าหินก้อนนั้นรวดเร็วยิ่ง แม่นยำยิ่ง จึงทะลวงผ่านผิวน้ำทะลุร่างของปลาตัวนั้นสังหารมันจนสิ้นชีพในพริบตา
เสียงจ๋อมดังขึ้นคราหนึ่งปลาเล็กเ่าั้ที่อยู่ริมฝั่งต่างรู้สึกตัวและพากันแหวกว่ายอย่างแตกตื่น จนกระทั่งพบว่าที่ตรงหน้ามีร่างอันไร้ชีวิตของปลาใหญ่ตกตายอยู่ซึ่งปลาใหญ่ที่ตายไปแล้วนี้ก็จะเปื่อยยุ่ยไปตามกาลเวลาและกลับกลายเป็อาหารของพวกมันในที่สุด
มู่ผิงเยว่มองภาพตรงหน้าแล้วกล่าวขึ้น
“โลกแห่งนี้มีแม่น้ำหลายสายมีมหาสมุทรกว้างใหญ่ เช่นนั้นย่อมมีปลาใหญ่มากมาย หรือเ้าคิดว่าจะสังหารพวกมันได้หมดสิ้น”
ฮุ่ยจวินมองแอ่งน้ำตรงหน้า
“ข้ามิอาจโอ้อวดว่าตนในตอนนี้จะสามารถรักษาปลาเล็กในแม่น้ำหลากหลายสายหรือดูแลปลาเล็กในมหาสมุทรที่กว้างใหญ่ได้ เพียงแค่ปกป้องปลาเล็กตรงหน้าในแอ่งน้ำขนาดเล็กที่ปรากฏให้ได้ก่อนก็เท่านั้น"
ความหมายในวาจาของฮุ่ยจวินนับว่าลึกล้ำคนเราหากยังมิอาจปกป้องสิ่งที่อยู่ตรงหน้า มิอาจปกป้องคนที่เรารักได้ ยังจะพูดถึงการปกป้องคนทั้งหมดได้อย่างไรแต่เมื่อมีปณิธาน ทั้งปณิธานที่มียังแฝงความมุ่งมั่นอยู่ จากแอ่งน้ำขนาดเล็กที่ปกป้องซักวันต้องเชื่อมโยงแลทอทอดสู่ลำธาร สายน้ำ แม่น้ำ จวบจนกระทั่งเป็มหาสมุทรได้!
มู่ผิงเยว่เลื่อนสายตามาหยุดมองที่ใบหน้าอันคมคายด้านข้างของชายหนุ่มในใจบังเกิดความเลื่อมใสต่อความคิดและตัวตนเบื้องลึกของบุรุษหนุ่มผู้นี้มิน้อย ยิ่งนางได้อยู่กับมันได้รู้จักมันมากขึ้น นางยิ่งรู้สึกว่าบุรุษหนุ่มผู้นี้น่าชมมองยิ่งนัก