“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง”
เจ้าหน้าที่ศาลาว่าการพยักหน้า พวกเขาจำได้ว่าเมื่อวานตอนลงทะเบียน มีสตรีแซ่หยูอยู่ในกลุ่มนางคนหนึ่งจริง ๆ
“แต่ผู้คนมากหน้าหลายตา…”
เจ้าหน้าที่พูดพร้อมกับก้มหน้าลงจะมองภาพวาดบุคคลที่อยู่ในมือ เขากำลังจะบอกว่า ‘หายาก’ แต่พูดได้เพียงเท่านั้นก็ต้องชะงักไป เมื่อถูกภาพบนกระดาษนั่นทำให้ตกตะลึง
ภาพวาดนี้เสมือนจริงมาก!
“นี่ นี่เจ้าเป็นคนวาดเองหรือ?”
ต้าโถวคิ้วขมวด หันมองสตรีชาวบ้านด้วยสีหน้าโง่งมเพราะความไม่อยากเชื่อ
“เจ้าค่ะ ข้าเป็นคนวาดเอง” เหอจิ่วเหนียงพยักหน้ารับ พร้อมทั้งแสดงท่าทางทอดถอนใจเล็กน้อย “แต่น่าเสียดายที่ข้าไม่เคยเห็นหน้าคนในครอบครัวพี่สะใภ้ ข้าวาดหยาบ ๆ ไปตามลักษณะที่นางบอกเท่านั้น ไม่รู้ว่าเหมือนหรือไม่”
เจ้าหน้าที่ทั้งสองนิ่งเงียบ…
นี่เรียกว่าวาดหยาบ ๆ อย่างนั้นหรือ!?
นางจะรู้หรือไม่ว่าภาพที่นางเรียกว่า ‘หยาบ ๆ’ นี่ ยังละเอียดกว่าภาพที่มาจากฝีมือนักวาดภาพเชี่ยวชาญประจำศาลาว่าการของพวกเขาเสียอีก!
เหอจิ่วเหนียงไม่ได้พูดเพื่อถ่อมตนแต่อย่างใด อย่างไรเสียนางก็ไม่เคยเห็นคนในภาพมาก่อนจริง ๆ อีกอย่าง นี่เป็นครั้งแรกที่นางใช้พู่กันวาดภาพ ยังไม่ค่อยคุ้นมือนัก ไม่ถึงเกณฑ์ที่ตัวเองกำหนดเอาไว้เลย
“เอาเถอะ ในเมื่อเจ้ามาขอความช่วยเหลือถึงที่นี่ ข้าสองคนจะช่วยเจ้าเอง แต่พวกข้าไม่รับประกันนะว่าจะเจอหรือไม่”
เจ้าหน้าที่แซ่หลี่ถือภาพวาดไว้ นัยน์ตาเผยแววชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง สตรีผู้นี้เก่งกาจกว่าที่พวกเขาคิดเอาไว้มากโข
“ข้าเข้าใจ ใต้เท้าทั้งสองยอมช่วยก็เป็นความโชคดีของครอบครัวข้าแล้วเจ้าค่ะ หากมีข่าวคราวรบกวนใต้เท้าทั้งสองช่วยส่งคนไปแจ้งพวกข้าที่หมู่บ้านอันผิงด้วยนะเจ้าคะ ครอบครัวข้าจะตกรางวัลพวกท่านอย่างหนัก!”
หญิงสาวทำท่าทางจริงจัง ทำเอาเจ้าหน้าที่ทั้งสองรู้สึกขบขัน ครอบครัวนางยากจนปานนั้นยังกล้าพูดเช่นนี้ออกมาได้ ต่อให้ตอนนี้ได้รับเงินช่วยเหลือ แต่วันข้างหน้าก็ยังต้องใช้เงินอีกเยอะ เอาความกล้าที่ไหนมาพูดว่าจะตกรางวัลให้พวกเขาอย่างหนักกัน
แต่เห็นแก่ป้ายคำสั่งของตำหนักเฉินอ๋อง พวกเขาจึงรับปาก
“พ่อแม่สามีของพวกเจ้ายอมจ่ายเงินให้ลูกสะใภ้ตามหาครอบครัวเช่นนี้ช่างประเสริฐจริง ๆ”
เหอจิ่วเหนียงยิ้มรับคำชม “ไม่เพียงช่วยตามหาครอบครัวของพี่สะใภ้ใหญ่เท่านั้น ระหว่างทางลี้ภัยบังเอิญเจอหลานสาวของพี่สะใภ้รองกำลังถูกลักพาตัว แม่สามีข้ายังให้ทุกคนในครอบครัวรวบรวมเงินไปช่วยไถ่ตัวนางมา และให้นางอยู่ในครอบครัวด้วยกัน ก็แม่นางน้อยที่ชื่อเหลียนฮวานั่นแหละเจ้าค่ะ”
เจ้าหน้าที่ศาลาว่าการได้ฟังก็ตกตะลึง ที่แท้แม่นางน้อยผู้นั้นเป็นหลานสาวของสะใภ้รองบ้านนี้หรือ มิน่าล่ะเหตุใดถึงสกุลฉิน ตอนลงทะเบียนพวกเขายังรู้สึกแปลกใจอยู่เลย
ดูแล้วเป็นครอบครัวที่จิตใจดีจริง ๆ
คิดได้เช่นนี้รอยยิ้มบนใบหน้าของเจ้าหน้าที่ศาลาว่าการทั้งสองก็ยิ่งจริงใจ ต้าโถวยังเอ่ยต่อ “ถ้าอย่างนั้นเอาเช่นนี้ก็แล้วกัน พวกข้าจะติดภาพวาดนี่ไว้บนป้ายประกาศ เช่นนี้พวกชาวบ้านก็จะได้ช่วยเป็นหูเป็นตาให้ด้วย”
เหอจิ่วเหนียงดีใจมาก “เช่นนั้นก็ยอดเยี่ยมไปเลย รบกวนใต้เท้าทั้งสองประกาศให้ทุกคนทราบด้วยว่าหากใครพบเจอ ข้าจะตกรางวัลขอบคุณด้วยเงินหนึ่งตำลึง!”
เมื่อบอกออกไปเช่นนั้นนางก็ยิ้มด้วยความเก้อเขิน “ครอบครัวข้าลำบากยากจน ให้มากกว่านี้ไม่ได้จริง ๆ”
เจ้าหน้าที่ทั้งสองเข้าใจดี อย่างไรเสียครอบครัวนางก็อัตคัดถึงขั้นไม่พาคนในบ้านไปหาหมอแต่เพียงซื้อยาถูก ๆ กลับไป และแบ่งเงินอีกส่วนออกมาใช้ตามหาญาติ แม้จะเป็นเพียงเงินหนึ่งตำลึง แต่สำหรับคนลี้ภัยนับว่าเป็นเงินจำนวนมากโข
เพื่อไม่เป็นการเสียเวลา สองผู้มีอำนาจถือโอกาสตอนที่คนเข้ามาลงทะเบียนยังไม่มากนี้ติดภาพวาดบนป้ายประกาศ เหอจิ่วเหนียงดูพวกเขาติดจนเสร็จ ก่อนจะกล่าวขอบคุณและเดินจากไป
.
เมื่อกลับมาถึงค่ายลี้ภัย ทุกคนก็เก็บข้าวของเสร็จเรียบร้อยแล้ว พวกเขาเห็นเหอจิ่วเหนียงเดินกลับมาก็ไม่ได้ถามอะไร เพราะเดี๋ยวก็มีเสี่ยวโก่วเอ๋อร์เป็นคนถามอยู่แล้ว
เหอจิ่วเหนียงถูกบุตรชายเกาะหนึบจนไร้ทางรอด จึงตอบเพียงสั้น ๆ “แม่ตื่นมาไม่มีอะไรทำก็เลยออกไปเดินเล่นน่ะ”
“เหตุใดท่านแม่ไม่พาข้าไปด้วยล่ะขอรับ?”
เด็กน้อยทำปากยู่ แสดงให้เห็นว่าเคืองเล็กน้อย
“ก็ลูกหลับอยู่ แม่จะรบกวนเวลานอนของลูกสุดที่รักของแม่ได้อย่างไรล่ะ?”
เฮ้อ ดีจริง ๆ เลยเด็กคนนี้ แค่พูดเพราะ ๆ เขาก็เลิกดื้อแล้ว
ทันใดนั้นโก่วเอ๋อร์ก็พอใจ ยิ้มตาหยีไม่งอแงอีกแล้ว
ฮี่ ๆ ๆ ท่านแม่บอกว่าเขาคือลูกสุดที่รักของนาง!
นางซุนเบื่อความหวานเลี่ยนของพวกเขา อดตีไหล่ลูกสะใภ้คนเล็กเบา ๆ ไม่ได้ “เห็น ๆ อยู่ว่าเจ้าน่ะไม่ชอบความสกปรก!”
ตลอดการเดินทางมานี้นางซุนสังเกตได้ว่าสะใภ้สามรักความสะอาดมาก แม้ลำบากเพียงใดนางก็จะพยายามหาทางทำให้ตนเองสะอาดอยู่เสมอ ไม่ว่าจะขาดแคลนน้ำอย่างไรนางก็ยังบอกให้ทุกคนล้างมือตลอด ลำบากจะตายอยู่แล้วไม่ยอมอะลุ่มอล่วยบ้างเลย
เมื่อก่อนก็ไม่เห็นเป็นแบบนี้!
แต่อาจเป็นเพราะความคุ้นชิน เมื่อวานตอนที่มาถึงค่ายผู้ลี้ภัยนางซุนก็มีความรู้สึกรังเกียจอยู่ในใจเล็กน้อย กลางคืนก็นอนไม่ค่อยหลับ ตอนที่เหอจิ่วเหนียงลุกขึ้นเดินออกไปนางเองก็รู้
เหอจิ่วเหนียงหันมายิ้มจนดวงตาโค้งเป็นจันทร์เสี้ยว “รักสะอาดเป็นเรื่องดีนะเจ้าคะ รักสะอาดสักหน่อยจะได้ไม่ป่วย”
นางหยูไม่พูดอะไร เพียงมองเหอจิ่วเหนียงด้วยสายตาซาบซึ้ง ตอนที่นางตื่นก็พบว่าภาพวาดของครอบครัวไม่อยู่แล้ว น้องสะใภ้สามต้องเอาไปให้เจ้าหน้าที่ศาลาว่าการแล้วเป็นแน่
หลังจากทุกคนเก็บข้าวของเสร็จเรียบร้อยก็ออกเดินทาง นางหยูจึงได้โอกาสขอบคุณเหอจิ่วเหนียง
“พี่สะใภ้ใหญ่ เราเป็นครอบครัวเดียวกัน ท่านเอาแต่ขอบคุณข้าเช่นนี้ข้ารู้สึกห่างเหินอย่างไรไม่รู้” เหอจิ่วเหนียงตีมืออีกฝ่ายเบา ๆ “อีกอย่าง จะเจอหรือไม่ก็ยังไม่รู้ ท่านอย่าเพิ่งรีบขอบคุณเลย”
“ต่อให้ไม่เจอข้าก็ต้องขอบคุณเจ้า เจ้าวาดได้เหมือนมาก ขอเพียงพวกเขามาถึงจิงโจวได้อย่างปลอดภัย จะต้องเจออย่างแน่นอน!”
นางหยูเชื่อใจน้องสะใภ้มาก นางฉินเองก็เข้ามาพูดคุยด้วยเช่นกัน “น้องสะใภ้สามเก่งยิ่งนัก ข้ารู้สึกว่านางทำได้ทุกอย่างเลย การวาดภาพไม่ใช่คนที่เรียนมาเท่านั้นหรือจึงจะทำได้? แต่เมื่อคืนข้าเห็นนางวาดภาพ ข้ารู้สึกเหมือนคนในครอบครัวท่านยืนอยู่ตรงหน้าจริง ๆ เลย!”
ลู่กุ้ยหลานได้ยินก็เข้ามาร่วมวงสนทนาด้วย ดวงตาดอกท้อเป็นประกาย
เหอจิ่วเหนียงหันมองนางฉินด้วยความตกใจเล็กน้อย “ฮะ? คนที่ได้เรียนเท่านั้นหรือจึงจะวาดภาพได้? ข้าไม่รู้เลยเจ้าค่ะ ข้าเพียงรู้สึกว่ามันไม่ได้ยากอะไร ก็แค่อยากลองดู เมื่อคืนเป็นครั้งแรกที่ข้าวาด”
ทุกคนได้ยินดังนั้นก็ยิ่งตกตะลึง “นี่เจ้าหมายความว่า…เจ้าไม่เคยเรียนวาดภาพมาก่อนอย่างนั้นหรือ?”
เหอจิ่วเหนียงตกตะลึงยิ่งกว่า “ตอนข้ายังเด็กข้าถูกลักพาตัวไปขาย จะมีปัญญาเรียนได้อย่างไรกัน?”
ทุกคนถึงกับพูดไม่ออก เมื่อเอาตัวเองไปเทียบกับนางแล้วก็ยิ่งนึกกังขา เหตุใดสะใภ้สามถึงเก่งกาจมากเพียงนี้ ส่วนพวกนางแต่ละคนราวกับคนโง่ก็มิปาน
นางซุนดึงเหอจิ่วเหนียงไปกระซิบ “เจ้ามีความสามารถถึงเพียงนี้ ต้องระวังตัวเอาไว้บ้าง อย่าให้ใครเขาหลอกได้”
คนถูกเตือนรู้สึกขบขัน แต่เข้าใจความหวังดีของหญิงชรา จึงพยักหน้าตอบรับ “ท่านแม่วางใจได้เจ้าค่ะ จากที่ทุกคนบอกมาก็หมายความว่าข้าสามารถเอาตัวรอดได้ด้วยทักษะของข้า แล้วข้าจะยอมให้ใครมาหลอกง่าย ๆ ได้อย่างไรเจ้าคะ?”
นางซุนรู้สึกเห็นด้วย แต่ยังคงกำชับให้สะใภ้หัวดีใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง
ทุกคนพูดคุยพลางหัวเราะระหว่าการเดินทางมุ่งสู่อำเภอต้าหลิ่ง สีหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ในใจเต็มไปด้วยความหวัง นับจากนี้ไปพวกเขาไม่ต้องกังวลว่าจะถูกปล้น และไม่ต้องกังวลว่าจะเจอกับพวกโจรเร่ร่อนอีกแล้ว ในที่สุดก็จะได้นอนหลับอย่างวางใจเสียที
นั่นคือชีวิตที่พวกเขาปรารถนาและเฝ้าฝัน!
.
ระหว่างทาง ตระกูลลู่พบกับกลุ่มคนกลุ่มอื่นกำลังเดินพูดคุยกันอยู่ข้าง ๆ พวกเขา
“เจ้ารู้เรื่องที่เมืองเฉียนโจวเกิดการจลาจลหรือไม่ จวนขุนนางจวนหนึ่งถูกฆ่าตายยกครัวเลย!”
“ใช่ ๆ! ข้าได้ยินมาว่าในคืนนั้นขุนนางผู้นั้นยังมีกะจิตกะใจไปเที่ยวที่หอคณิกาอยู่! ตายไปก็สมควรแล้ว!”
“เฮ้อ จะว่าไป หญิงคณิกานั่นมีใจลึกซึ้งเหมือนกันนะ เกิดเรื่องถึงขั้นนั้นแล้วยังไม่หนีอีก กลับยอมเผชิญความลำบากไปกับขุนนางผู้นั้น!”
“ความรักลึกซึ้งบ้าบออะไรกัน ผู้หญิงคนนั้นคงคิดไม่ถึงมากกว่าว่าพวกกลุ่มจลาจลจะกล้าลงมือกับขุนนางจริง ๆ หากรอดคืนนั้นมาได้ ไม่แน่คงหนีเอาตัวรอดไปแล้ว แต่น่าเสียดาย สุดท้ายนางก็คิดผิด…”
.
.
.