ปฏิกิริยาของคนที่มาร่วมงานอยู่ในการคาดการณ์ล่วงหน้าของพวกนาง
“ทุกท่าน ถึงเวลาเริ่มประมูลราคากันแล้วเจ้าค่ะ ราคาต่ำสุดหนึ่งพันตำลึงทุกการเสนอราคาจะต้องเพิ่มขึ้นอย่างน้อยหนึ่งร้อยตำลึง คนที่เสนอราคาได้สูงที่สุดจะเป็นผู้ได้ไปอ้อ มีอีกเรื่องที่อยากเพิ่มเติมเจ้าค่ะ สีชาดทาปากนี้จะไม่ติดแก้วและไม่หลุดลอกแต่อย่างใด”
เมื่อตู้หมิงเจวียนเอ่ยจบหญิงสาวทั้งสิบสองคนก็นำผ้าชุบน้ำเช็ดที่ริมฝีปาก เพื่อแสดงให้ทุกคนเห็นว่าบนผ้าเช็ดหน้าไม่มีแม้แต่ร่องรอยการเปื้อนสีสักนิดเดียวผู้คนที่ได้เห็นก็ยิ่งตื่นเต้นจนทนไม่ไหว
องค์หญิงเฉาหยางกำผ้าเช็ดหน้าในมือแน่ขึ้นอีก “ร้านเจาหรงเก๋อมีของสิ่งนี้หรือไม่?”
กุ้ยมามาเห็นนางกำนัลที่ติดตามมาตัวสั่นเทาจึงกลัวว่านางจะเสียมารยาทต่อหน้าพระพักตร์ เลยเอ่ยบอกให้นางรีบออกไปส่วนเรื่องของร้านเจาหรงเก๋อ กุ้ยมามาก็พอรู้เรื่องเช่นกัน
“ทูลองค์หญิง ฝ่าบาททรงทอดพระเนตรอยู่นะเพคะ” กุ้ยมามาแสร้งทำเป็นเติมน้ำให้นางเพื่อบังไว้ “ร้านเจาหรงเก๋อไม่มีของชิ้นนี้เพคะ คาดว่าในครั้งนี้สกุลตู้คงขนของในคลังสมบัติทั้งหมดเพคะ”
“ข้าคิดไม่ถึงว่านางจะเก็บลูกไม้เช่นนี้ไว้!”
ไม่ใช่แค่เพียงองค์หญิงที่คิดไม่ถึงกระทั่งตู้หมิงเจวียนก็คาดไม่ถึงเช่นกัน ตอนที่ชีเหนียงนำสูตรเหล่านี้ออกมาครั้งแรกที่เห็น ดวงตาของตู้หมิงเจวียนก็เปล่งประกายหากตอนนั้นสถานความงามมีสินค้าเหล่านี้วางขายด้วย ไม่แน่ว่าคงรุ่งเรืองกว่านี้มากนัก
“ข้าก็แค่คิดค้นออกมาช่วงยามว่างเบื่อๆ เจ้าเองอย่าได้ใส่ใจขนาดนั้น หากสิ่งของพวกนี้มีตั้งแต่เริ่มแรกเกรงว่าคงถูกคนริษยาตาร้อนเร็วกว่านี้”
ที่ชีเหนียงกล่าวก็ไม่ผิด
“เพียงแต่ของดีเช่นนี้ ประมูลขายไปจะดีจริงหรือ?”
“มีอะไรไม่ดี เดิมทีสูตรพวกนี้ก็มาจากการคิดค้นเล่นๆ อยู่แล้วตอนนี้สามารถแลกเปลี่ยนกับความสงบสุขในวันข้างหน้าได้ แล้วจะมีอะไรไม่ดี อีกอย่างหลังจากนี้สกุลตู้จะต้องได้รับการจดจำจากฮ่องเต้ ตระกูลที่จงรักภักดีต่อบ้านเมืองเช่นนี้แล้วฮ่องเต้จะไม่ปกป้องได้อย่างไร แม้จะเป็นเรื่องสกุลเยี่ยนฮ่องเต้ก็ไม่มีทางตัดสินพระทัยเด็ดขาดเกินไปแน่นอน
ของเหล่านี้สามารถแลกความปลอดภัยของสองตระกูลได้แล้วจะมีอะไรเหมาะสมยิ่งกว่านี้อีก! เจ้าวางใจได้แม้จะไม่มีสูตรเหล่านี้ ข้าก็ใช้ชีวิตได้”
ชีเหนียงรู้ว่าในใจตู้หมิงเจวียนนั้นรู้สึกผิดต่อนางเพียงแต่กว่านางจะเดินมาถึงวันนี้ได้ ล้วนเพราะพึ่งพาตู้หมิงเจวียน หากจะขอโทษก็คงต้องขอโทษพี่หลิวกับคนอื่นๆ เพราะการส่งมอบสูตรเหล่านี้ออกไปทางอำเภอเฉาก็ไม่อาจทำการผลิตได้อีก
ทว่าไม่เป็นไรดีที่เรื่องของโรงผลิตเครื่องปรุงเริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้วต่อไปให้พวกนางทำเครื่องปรุงก็ได้
……
เมื่อรู้ว่าชีเหนียงจะขายทุกอย่างในสถานความงามคนทั้งหมดในอำเภอเฉาก็ตัดใจจากกิจการสถานความงามหลังจากจัดการสินค้าที่เหลือทั้งหมดแล้วก็จัดการเก็บเกี่ยววัตถุดิบที่เพาะปลูกไว้บนเขาทั้งหมดเพื่อเตรียมไว้ให้คนที่ต้องการซื้อ
พี่หลิวพาคนทั้งหมดเพาะปลูกไม้ผลเต็มเขา
“ในเมื่อตอนนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ดอกไม้ใบหญ้าเหล่านั้นแล้วเช่นนั้นเราก็เพาะปลูกไม้ผล เพื่อผลิตสุราผลไม้ปริมาณมากแทนชีเหนียงส่งสาส์นมาแล้วว่า สุราผลไม้เหล่านี้ หากทำได้สำเร็จชีวิตของเราจะไม่ได้รับผลกระทบเช่นกัน”
ตอนนี้ในหมู่บ้านอันชิ่งชื่อเสียงของพี่หลิวนั้นดีงามเก่งกาจกว่าสามีเสียแล้ว ก็ใครใช้ให้พี่หลิวสามารถนำพาทุกคนหาเงินเลี้ยงดูครอบครัวได้เล่า
“ใช่ พวกเราเชื่อฟังฮูหยินผู้ใหญ่บ้าน!”
“ก็แค่เปลี่ยนกิจการ เราทั้งหมดเชื่อในตัวชีเหนียง!”
“ใช่ เชื่อในตัวชีเหนียง!”
เดิมทีอันอีที่ได้รับสาส์นจากนายน้อยจึงตั้งใจมาปลอบโยนชาวหมู่บ้านอันชิ่งแต่ใครจะรู้ว่าคนเหล่านี้กลับไม่มีท่าทีเคลือบแคลงสงสัยตรงกันข้ามคือเปี่ยมด้วยความมั่นใจ เดิมทีคิดอยากแบ่งงานในโรงผลิตเครื่องปรุงออกมาให้คาดไม่ถึงว่าชาวบ้านพวกนี้กลับมีเส้นทางที่ดีกว่าแล้ว
พี่หลิวเงยหน้ามองอันอีแล้วเรียกเขาไว้ “เจ้าส่งสาส์นให้ชีเหนียงทีบอกว่าเรื่องราวทางนี้ได้รับการจัดการเรียบร้อยเราตั้งใจจะเพาะปลูกไม้ผลบนเขาเพื่อบ่มสุราผลไม้ให้นางรีบนำสูตรลับที่เก็บไว้ส่งมา ทุกคนยังรอหาเงินอยู่นะ”
หลังจากจัดแจงงานทั้งหมดเรียบร้อยเหมาะสมพี่หลิวก็พูดอย่างมีความมั่นใจหลายวันก่อนหน้านี้ชีเหนียงให้คนส่งสุราผลไม้มาให้นางพิจารณาตอนนั้นนางยังคิดว่าหากต้องดูแลกิจการสองอย่าง นางคงทำไม่ทัน ตอนนี้ทุกอย่างดีงามลงตัวนางจะได้มีสมาธิจดจ่อกับการทำสุราผลไม้อย่างเดียว
“หมู่บ้านพวกข้ามีเหล่าหวังที่บ่มสุราเป็น ไม่ว่าชีเหนียงจะให้สูตรอะไรมาพวกข้าก็ทำออกมาได้”
อันอียังคิดว่าเรื่องบ่มสุราผลไม้คือคำสั่งจากฮูหยินคิดไม่ถึงว่ากลับเป็นความเห็นของพี่หลิวเอง ทว่าเขาเองก็รู้ว่าพี่หลิวมีความสำคัญต่อฮูหยินจึงตอบรับและรีบส่งสาส์นกลับไป
ในฐานะลั่วชีเหนียงตัวปลอมเวลานี้จำต้องออกหน้าแล้ว
“ทุกคนสบายใจได้ แม้ว่าร้านจะถูกปิดไปชั่วคราวแต่พวกข้าจะเปิดกิจการใหม่แน่ ถึงเวลาพวกเจ้าก็ต้องกลับมาทำงาน” หงหนี่ว์ที่ปลอมตัวเป็นชีเหนียง ทำตามที่ซิ่วเจินเคยสอนนำเงินยัดใส่มือของทุกคน “ช่วงระหว่างนี้ ทุกคนที่ติดตามข้าคงลำบากกันมากตอนนี้กำลังต่อเติมร้านค้า พวกเจ้าก็อาศัยจังหวะนี้พักผ่อนเสียหน่อย”
“ทว่าข้าเองก็อยากกำชับพวกเจ้าสักเรื่องสินค้าและวิธีการทำของร้านเราได้ขายออกไปหมดแล้ว ห้ามนำออกมาอีกมิเช่นนั้นหากถูกจับต้องถูกปรับเงิน แน่นอนว่าหากทำใช้เองในบ้านก็ไม่เป็นไรแต่ห้ามให้คนอื่นจับได้ มิเช่นนั้นถึงเวลา ข้าเองก็ปกป้องพวกเจ้าไม่ได้เช่นกัน”
คนในร้านทำงานมาอย่างน้อยสองปีย่อมมีความรู้สึกกับร้านนี้ “นายหญิงร้ายแรงถึงเพียงนั้นเชียวหรือ? เราไม่อาจทำต่อได้เลยหรือ?”
“ย่อมร้ายแรงแน่นอน เรื่องนี้ไปไกลถึงในรั้ววัง นั่นคือสถานที่อันใดยังอยากคุ้มกะลาหัวตัวเองไว้หรือไม่” หงหนี่ว์เลียนแบบน้ำเสียงและท่าทางของชีเหนียงได้อย่างหมดจด “พวกเจ้าเองก็อย่าเศร้าไป คนที่ซื้อสูตรเหล่านั้นคงเลี่ยงไม่ได้ต้องรับสมัครคนงาน ถึงเวลานั้นพวกเจ้าก็สามารถไปทำงานที่นั่นได้
แน่นอนว่าหากพวกเจ้าไม่อยากไป รอเปิดร้านค้าที่นี่ ก็สามารถกลับมาได้เช่นกัน ที่ของข้ารอต้อนรับพวกเจ้ากลับมาทุกเมื่อ!”
หลังจากให้เงินก็แนะแนวทางชีวิตให้พวกนาง คนเหล่านี้จึงจากไปอย่างสบายใจ
……
ในเมืองหลวงงานประมูลจัดต่อเนื่องสามวันสาเหตุที่นานเช่นนี้ เป็นเพราะแน่นอนว่าสินค้าความงามจำเป็นต้องใช้เวลานานเพื่อให้ก่อเกิดกระแสขึ้นมา วันแรก สถานการณ์การประมูลก็ถูกคนเล่าลือกันจนกลายเป็นเรื่องเล่า
สูตรความงามเหล่านี้ยังไม่ทันได้ออกสู่โลกภายนอกก็ได้รับความนิยมอย่างสูงส่วนฮ่องเต้เสวียนหวู่ที่อยู่เบื้องบนพอเห็นการประมูลได้เงินหนึ่งแสนตำลึงก็ยิ้มแก้มปริจนหุบไม่ลง คาดไม่ถึงเลยว่าสูตรลับความจะสร้างเงินได้มหาศาลเช่นนี้
สิ่งสำคัญที่สุดคือที่ตอนนั้นเขาตัดสินใจติดต่อไปหาพ่อค้าเหล่านี้โดยมีหยางหนิงเป็นผู้เสนอแนะ
“ฝ่าบาท ในเมื่อพระองค์ต้องการให้โอกาสพวกเขา เช่นนั้นต่อไป เมื่อพวกเขาได้กำไรจากสูตรความงามเหล่านี้จำต้องนึกถึงราชสำนักแน่พ่ะย่ะค่ะ ช่างเป็นพระมหากรุณาธิคุณยิ่งนัก”
ฮ่องเต้เสวียนหวู่หลักแหลมย่อมรู้ความนับของหยางหนิงเมื่อเห็นกำไรมากมายเหล่านี้ย่อมต้องเห็นภาพภาษีมหาศาลในทุกปีเช่นกัน
-----