บทที่ 10 เื่ใหญ่ของบ้านเรา
เนื่องจากเด็กๆ และลู่จ้านตงยังคงอดข้าวมาั้แ่เช้าจนถึงตอนนี้ แต่เธอก็ไม่ได้ปล่อยให้เด็กทั้งสามคนอยู่เฉยๆ
“เหวินเฮ่า เดี๋ยวนายไปก่อไฟ ส่วนเหวินยวนไปล้างผักให้สะอาดแล้วใส่ลงในกะละมังนะ”
ทันทีที่เธอสั่ง เด็กทั้งสองก็รีบลุกขึ้นมาทำงานด้วยความกระตือรือร้นอย่างมีความสุข
เมื่อก่อนเด็กๆ เหล่านี้ไม่มีความหวังในสายตาเลย แต่พอคุณป้าตัวอ้วนคนนี้มา พวกเขาก็เริ่มมีประกายความหวังในแววตาขึ้นมาอีกครั้ง
วันนี้พวกเขาได้กินของดีๆ ที่แม้แต่ตอนปีใหม่ยังไม่มีโอกาสได้กิน เช่น ลูกอมกระต่ายขาว ขนมเปี๊ยะถั่วเขียว และเครื่องดื่มนมชงรสหวาน ทำเอาเด็กๆ ทุกคนมีกำลังใจ และเต็มไปด้วยพลัง
ลู่เสี่ยวเถียนเห็นใบหน้าของซูซ่านที่แดงระเรื่อเพราะอากาศร้อน ก็รีบหยิบเก้าอี้มาให้เธอทันที
ซูซ่านนั่งลงก่อนจะเอื้อมมือไปลูบศีรษะของเธอ เด็กหญิงรู้สึกเขินอายเล็กน้อย เธอยิ้มพลางเม้มปากเบาๆ แก้มของเธอก็แดงขึ้นไปอีก
ในเวลาไม่นาน ลู่เหวินยวนก็ล้างผักเสร็จเรียบร้อยและนำไปใส่ในกะละมังก่อนจะยกมาวางไว้ตรงหน้าซูซ่าน
เมื่อซูซ่านมองดูมะเขือเทศในกะละมัง เธอถึงได้คิดได้ว่าบ้านนี้ไม่มีมีดหรือเขียงสำหรับหั่นผักเลย
“เหวินยวน แถวๆ บ้านเรามีใครที่พอจะให้ยืมเขียงกับมีดได้บ้าง?”
แม้ว่าลู่เหวินยวนจะไม่ใช่คนพูดเก่ง แต่ซูซ่านก็เลือกถามเขา
บ้านที่ลู่จ้านตงอาศัยอยู่ตอนนี้มีเพื่อนบ้านล้อมรอบ แต่ใครจะเป็คนที่นิสัยดีและพอจะยืมของได้ เธอเชื่อว่าลู่เหวินยวนต้องรู้บ้างไม่มากก็น้อย
แล้วก็จริง ลู่เหวินยวนมองไปรอบๆ ก่อนจะชี้ไปที่บ้านหลังหนึ่งทางทิศตะวันออกเฉียงใต้
“บ้านใคร?”
“ป้าซานถัง”
ซูซ่านยิ้มก่อนพูดว่า “ถ้าอย่างนั้นนายไปขอยืมเขียงกับมีดจากป้าซานถังหน่อยนะ เดี๋ยวใช้เสร็จแล้วเราจะเอาไปคืน”
ลู่เหวินยวนไม่พูดอะไร แต่ก็หมุนตัวแล้ววิ่งออกไปทันที
“พี่ ผมไปด้วย!”
ลู่เหวินเฮ่าที่กำลังตื่นเต้น รีบวิ่งตามพี่ชายไปอย่างรวดเร็ว
มองตามหลังพี่น้องสองคนที่วิ่งออกไป ซูซ่านยิ้มก่อนจะลุกขึ้นเดินเข้าไปในบ้าน
ตอนนี้ลู่จ้านตงเอนตัวนอนอยู่ เขาดูเหมือนกำลังปวดขามากจนคิ้วขมวดแน่น สีหน้าของเขาบ่งบอกว่าเขากำลังเ็ปอยู่ทุกขณะ
แต่เพื่อลูกๆ เขาจึงพยายามอดทนมาตลอด
พอได้ยินเสียงซูซ่านเดินเข้ามา รอยย่นระหว่างคิ้วของเขาก็คลายออกทันที ราวกับความเ็ปเมื่อครู่เป็เพียงภาพหลอนในสายตาของเธอ
“ลู่จ้านตง ฉันคิดแบบนี้นะ”
ซูซ่านเดินไปนั่งลงตรงขอบเตียง “เมื่อครู่ตอนฉันไปหาลุงหัวหน้าหมู่บ้านฉันได้คุยกับเขาเรียบร้อยแล้ว หลังมื้อเที่ยงฉันจะใช้เกวียนของลุงโจวพาคุณไปโรงพยาบาลในอำเภอ ขาของคุณเจ็บแบบนี้ไม่ควรปล่อยไว้แม้แต่วันเดียว เดี๋ยวแผลจะติดเชื้อ
ตอนกลางคืนชิงซานจะมาช่วยดูแลบ้าน ส่วนเื่อาหารของเด็กๆ ป้าโจวรับปากแล้วว่าจะดูแลพวกเขาให้จนกว่าคุณกับฉันจะกลับจากโรงพยาบาล”
ลู่จ้านตงได้ฟังสิ่งที่เธอพูด แววตาเขาเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง “ถ้าฉันไปโรงพยาบาล คงต้องเสียเงินเยอะ...”
“เื่เงินคุณไม่ต้องห่วงหรอก สิ่งสำคัญที่สุดคือขาของคุณต้องหาย นั่นต่างหากที่เป็เื่ใหญ่ที่สุด”
ลู่จ้านตงกลืนน้ำลายลงคออย่างลำบาก หลายคำพูดอัดแน่นในใจแต่กลับเอ่ยออกมาไม่ได้
เขาอยากจะพูดคำว่า “ขอบคุณ” กับผู้หญิงคนนี้ แต่ก็รู้สึกว่าคำนี้มันน้อยเกินไปสำหรับสิ่งที่เธอทำ
“ยังมีอีกเื่นะ ฉันปรึกษากับลุงโจวเื่ที่ดินสำหรับสร้างบ้าน ที่ที่เราอยู่ตอนนี้เหมาะสมดี จะจัดสรรให้เราได้พื้นที่สร้างบ้าน 6 ห้อง และลานบ้านก็กว้างขวางพอ
ฉันตั้งใจว่าจะสร้างบ้านแค่ 4 ห้องก่อน แต่รายละเอียดคงต้องรอให้คุณกลับจากโรงพยาบาลแล้วค่อยคุยกันอีกที คุณคิดว่าไง?”
ลู่จ้านตงได้แต่มองเธอเงียบๆ ก่อนตอบด้วยเสียงแหบแห้ง “เื่พวกนี้ไม่ควรเป็หน้าที่เธอ
เลย...”
ผู้หญิงคนนี้เพิ่งเข้ามาในบ้านได้ไม่กี่ชั่วโมง แต่กลับทำให้บ้านที่ใกล้จะพังทลายหลังนี้กลับมามีความหวังอีกครั้ง
“ตอนนี้ฉันก็ถือว่าเป็คนในครอบครัวนี้ ฉันก็ต้องห่วงสิ จนกว่าคุณจะกลับมายืนได้อีกครั้ง ฉันก็จะเป็หัวหน้าบ้านนี้เอง”
ซูซ่านสังเกตได้ว่าลู่จ้านตงเต็มไปด้วยความซาบซึ้งในใจ
แต่สิ่งที่เขาไม่รู้คือ การที่ขาของเขามีโอกาสรักษาได้นั้น เป็สิ่งที่ทำให้เธอสบายใจที่สุด
“เื่สร้างบ้าน ไว้รอผมกลับจากโรงพยาบาลแล้วค่อยว่ากัน”
“โอเค” ซูซ่านพยักหน้า เธอกลัวเขาจะอึดอัด เลยลุกจากขอบเตียงแล้วเดินไปที่หีบไม้เก่าๆ เปิดฝาออกดู “คุณมีกางเกงในเหลือไหม? ถ้าไม่มี ฉันจะตัดกางเกงทหารนี่ให้สั้นหน่อย”
จะปล่อยให้เขาแต่งตัวซอมซ่อไปโรงพยาบาลไม่ได้ เดี๋ยวคนอื่นจะหัวเราะเอา
“ลองหาอีกที น่าจะเหลืออยู่อีกตัว”
ซูซ่านค้นของในหีบจนทั่ว ในที่สุดก็เจอถุงสีเขียวทหารอยู่ก้นหีบ ข้างในมีชุดเครื่องแบบทหารใหม่เอี่ยม เสื้อกล้าม และกางเกงในสีเขียวทหาร
เธอยิ้มกว้างทันที แม้ของพวกนี้จะดูเหมือนไม่สำคัญ แต่ถ้าขาดไปจริงๆ ก็คงลำบากไม่น้อย
“ตอนนี้คุณอยากเข้าห้องน้ำไหม?”
พูดตามตรง ตอนนี้ซูซ่านมองลู่จ้านตงเหมือนคนเจ็บคนหนึ่งเท่านั้น เธอไม่ได้มองว่าเขาเป็ผู้ชายคนหนึ่งเลย
ถ้าจะมัวเกรงใจกับเื่ส่วนตัวแบบนี้ แล้วเธอจะดูแลเขาได้ยังไง?
ลู่จ้านตงส่ายหน้า ั้แ่เมื่อคืนจนถึงตอนนี้เขายังไม่ได้ดื่มน้ำเลย จะเอาน้ำจากไหนไปขับออกล่ะ?
“ถ้าอย่างนั้นฉันจะช่วยใส่กางเกงในให้คุณถึงแค่ต้นขา แล้ว…คุณช่วยใส่ที่เหลือเองได้ไหม?”
ถึงแม้ซูซ่านจะมาจากยุคที่ข้อมูลข่าวสารเปิดกว้าง แต่ในฐานะผู้หญิงคนหนึ่ง เธอก็อดหน้าแดงไม่ได้ตอนพูดเื่นี้
“ได้”
แม้ขาของเขาจะขยับไม่ได้ แต่แขนทั้งสองข้างยังใช้งานได้ปกติ
ซูซ่านค่อยๆ สวมกางเกงในสีเขียวทหารให้เขาอย่างระมัดระวัง ไม่ให้กระทบกับาแ เธอใช้มือประคองบริเวณเหนือแผลไว้เพื่อหลีกเลี่ยงการัั
เมื่อดึงกางเกงขึ้นพ้นแผลแล้ว ที่เหลือก็ง่ายขึ้น เธอดึงขึ้นอีกเล็กน้อยก่อนปล่อยให้ลู่จ้านตงจัดการต่อเอง
เสียงฝีเท้าดังจากลานบ้านทำให้เธอลุกขึ้นเดินไปที่ประตู พอเปิดออกก็เห็นลู่เหวินเฮ่าถือเขียงกลับมา ส่วนลู่เหวินยวนถือมีดหั่นผัก
ด้วยสองสิ่งนี้ ทุกอย่างที่เหลือก็ง่ายขึ้นแล้ว
ซูซ่านเริ่มต้นด้วยการซอยต้นหอม จากนั้นหั่นมะเขือเทศและมะเขือยาวเป็ชิ้นเล็กๆ สุดท้ายตอกไข่สองฟองลงในชามแล้วตีจนไข่แดงกับไข่ขาวเข้ากัน
ในตอนที่แยกบ้าน พวกเขาได้แป้งสาลีมาประมาณ 10 กิโล และแป้งข้าวโพดอีกหลายสิบกิโล
ซูซ่านใช้แป้งสาลีมากเป็พิเศษ แม้รู้ดีว่าในยุคนี้แป้งสาลีเป็ของล้ำค่า เธอผสมแป้งข้าวโพดเข้าไปเพื่อเพิ่มปริมาณ ก่อนนวดแป้งจนเหนียวกำลังดี
ระหว่างนวดแป้ง เธอละลายเกลือในน้ำแล้วค่อยๆ เทลงไป จากนั้นจึงใส่มะเขือยาวที่หั่นไว้ลงไปผสมให้เข้ากัน
เมื่อเตรียมเสร็จ เธอให้ลู่เหวินยวนก่อไฟและตั้งกระทะ จากนั้นเธอก็ตักน้ำมันหมูที่เหลือเพียงไม่ถึงชามออกมา และตักน้ำมันลงกระทะไปเต็มช้อนใหญ่
ลู่เหวินเฮ่ากับลู่เสี่ยวเถียนที่ยืนดูอยู่ถึงกับตาโต
“เอ่อ…ป้าครับ ใส่น้ำมันเยอะไปแล้วนะครับ คนอื่นใส่กันนิดเดียวเอง”
ลู่เหวินเฮ่าอดไม่ได้ที่จะเตือนซูซ่าน
น้ำมันหมูชามนี้อย่างน้อยต้องใช้ได้ครึ่งปี แต่ถ้าป้าอ้วนคนนี้ใช้แบบนี้ น้ำมันคงหมดในไม่กี่วันแน่
ลู่เหวินยวนที่กำลังก่อไฟอยู่ก็ชะโงกหน้ามองกระทะ ก่อนจะหันมามองซูซ่านด้วยสายตากังวลอย่างเห็นได้ชัด