ทั้งสามคนเร่งเดินทางต่อเนื่องโดยไม่หยุดพัก เดินทางมาได้ประมาณ 3 ชั่วยามจึงมองเห็นแสงสว่างอยู่ลิบ ๆ พ่อบ้านหนี่บอกว่าเบื้องหน้าคือเมืองตะวันดับ จุดมั่งหมายในการเดินทางอยู่ห่างออกไปอีกไม่ไกลแล้ว ยิ่งเดินทางเข้าใกล้เมือง โม่เฟิงยิ่งรู้สึกตื่นเต้น ดวงตาเบิกกว้างทอประกาย ใบหน้าเปื้อนยิ้มเพราะสิ่งที่เห็นผ่านสายตาเขาอยู่ในเวลานี้ มันช่างน่าประทับใจนัก
ทั้งสามเดินทางมาถึงเมืองตะวันดับค่อนข้างจะเป็เวลาดึกแล้ว ภาพที่เห็นคือรอบเมืองถูกประดับประดาด้วยโคมไฟมากมาย แสงจากโคมไฟส่องสว่างไปทั้งเมือง โดยมีขุนเขาไพรอสูรที่ปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลนเป็ฉากหลัง หากจะมองในเชิงเปรียบเทียบ เมืองตะวันดับนั้นช่างดูคล้ายกับโคมไฟขนาดใหญ่ ที่มีแสงส่องสว่างช่วยนำทางให้กับผู้ที่กำลังตกอยู่ในความมืดมนและสับสนอย่างโม่เฟิง
หน้าประตูเมืองไม่มีผู้คนเดินเข้าออก มีเพียงทหารยามเพียงแค่ยี่สิบนาย กำลังเดินตรวจตรากันอย่างแข็งขัน
เห็นดังนั้นโม่เฟิงจึงพอคาดเดาได้ว่า เมืองตะวันดับแห่งนี้ต้องไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้าออกในยามวิกาลเป็แน่
เมื่อทั้งสามเดินทางไปถึงหน้าประตูเมือง พ่อบ้านหนี่หยิบแผ่นหยกออกมาแสดงตน เมื่อทหารยามเห็นสัญลักษณ์บนแผ่นหยก พวกเขารีบเปิดประตูเมืองให้โดยทันที
ก้าวเดินผ่านประตูเมืองเข้ามาแล้ว หัวหน้าผู้คุ้มกันเสี่ยวเหอรีบนำรถม้าตรงไปยังที่ตั้งของตระกูลปิงอย่างไม่รอช้า จนมาถึงยังบ้านที่มีลักษณะใหญ่โตหลังหนึ่ง เหนือประตูทางเข้ามีป้ายอักษรขนาดใหญ่เขียนว่า “จวนสกุลยิน” พร้อมกับมีคนจำนวนหนึ่งกำลังยืนรอการมาถึงของพวกเขาอยู่
คนหนึ่งคือเด็กหนุ่มผมสีฟ้าอ่อน อีกคนเป็ชายวัยห้าสิบผมสีดำเข้ม ใบหน้าเขาแลดูแล้วน่าจะเป็คนใจดี สายตาที่มองมาดูอ่อนโยนและเป็มิตรกับทุกคน
ทั้งสองจ้องมองรถม้าที่กำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ หากสังเกตให้ดี จะพบว่าบนใบหน้าทั้งสองคนเต็มไปด้วยความกระวนกระวาย เมื่อเห็นรถม้าหยุดนิ่งจึงรีบเดินตรงเข้าไปหาพ่อบ้านหนี่อย่างไม่รั้งรอ
“พ่อบ้านหนี่ ท่านได้วารีสกัดโลหิตมาหรือไม่?” เด็กหนุ่มผมสีฟ้าอ่อนเอ่ยถามและคาดหวังกับคำตอบของพ่อบ้านหนี่
พ่อบ้านหนี่ล้วงหยิบวารีสกัดโลหิตออกมาให้ทุกคนดูด้วยรอยยิ้ม “นายน้อย! นี้คือวารีสกัดโลหิตที่ข้าประมูลมาได้”
เมื่อเห็นวารีสกัดโลหิตทุกคนต่างถอนหายใจด้วยความรู้สึกโล่งอก ชายวัยห้าสิบเอ่ยปากออกคำสั่งแก่พ่อบ้านหนี่
“รีบนำวารีสกัดโลหิตไปให้ท่านหมอเสิ่น”
ได้ยินคำสั่งเช่นนั้น พ่อบ้านหนี่จึงรีบมุ่งหน้าไปยังห้องพักด้านใน ภายในห้องมีหญิงสาววัยกลางคนผมสีฟ้า ใบหน้าซีดขาวไร้เรี่ยวแรงนอนป่วยอยู่บนเตียง ข้างกายนางมีชายสูงวัยกำลังพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อยื้อลมหายใจให้กับเธออย่างสุดความสามารถ
“ท่านหมอเสิ่น ข้าได้วารีสกัดโลหิตมาแล้ว” พ่อบ้านหนี่รีบยื่นวารีสกัดโลหิตให้อีกฝ่ายตรวจดู
หมอเสิ่นเปิดจุกขวดวารีสกัดโลหิต กลิ่นหอมบริสุทธิ์ฟุ้งกระจายไปทั่วห้อง “อึ้ม! เป็วารีสกัดโลหิตจริงแท้” เมื่อได้สิ่งที่้ามาแล้ว หมอเสิ่นจึงสั่งให้ทุกคนออกไปยืนรอด้านนอก
เด็กหนุ่มผมสีฟ้าอ่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น “ท่านหมอ! ท่านจะต้องช่วยแม่ข้าให้ได้”
หมอเสิ่นนั้นไม่กล้าสบตากับเด็กหนุ่มเขารีบเบนหน้าหนี ทั้งยังรีบไล่ทุกคนให้ออกไปรอด้านนอก “ออกไปได้แล้ว!”
ทุกคนจึงรีบเดินออกมารอกันอยู่นอกห้อง ขณะยืนรอหมอเสิ่นทำการรักษาอยู่นั้น ชายวัยห้าสิบจึงสังเกตเห็นโม่เฟิงที่กำลังยืนมองทุกคนอยู่ เขาจึงเอ่ยถามกับพ่อบ้านหนี่ว่า “เด็กหนุ่มผู้นี้คือ?”
พ่อบ้านหนี่รีบผสานมือขึ้น ตอบด้วยความนอบน้อม “เรียนนายท่าน เด็กหนุ่มผู้นี้นามว่าโม่เฟิง เขาช่วยชีวิตข้าจากฝูงสัตว์อสูร ข้าจึงพาเขากลับมาด้วย”
ชายวัยห้าสิบมองโม่เฟิงอย่างประทับใจ “พ่อบ้านหนี่ช่วยเหลือตระกูลปิงของพวกเรามาหลายสิบปี หากไม่ได้เ้าช่วยไว้ ตระกูลปิงของข้าจะต้องขาดคนที่มีความรู้ความสามารถไปอีกหนึ่งคน” ชายวัยห้าสิบเดินมาแตะที่บ่าของโม่เฟิง
“นอกจากนั้นเ้ายังได้คว้าฟางเส้นสุดท้ายของภรรยาข้าไว้ ตระกูลปิงของข้านับว่าติดหนี้บุญคุณเ้าแล้ว”
“พ่อบ้านหนี่ พาสหายตัวน้อยของข้าไปพักผ่อนที่ห้องก่อนเถอะ” ชายวัยห้าสิบออกคำสั่งแก่พ่อบ้านหนี่ก่อนจะหันมาเอ่ยกับโม่เฟิงอีกครั้ง “หากขาดเหลืออะไรให้เ้าแจ้งกับพ่อบ้านหนี่ได้ทันที”
โม่เฟิงถูกพาไปยังห้องพัก ภายในห้องมีเตียงและผ้าห่มถูกจัดเตรียมไว้อย่างเรียบร้อย แลดูน่านอนยิ่งนัก ครู่ต่อมาก็มีบ่าวรับใช้นำอาหารและเครื่องดื่มรวมถึงเสื้อผ้าอย่างดีมาให้เปลี่ยน “เ้าพักผ่อนเถอะ หาก้าอะไรเพิ่มให้เ้าบอกข้าได้เลย”
เมื่อพ่อบ้านหนี่หันกายเดินออกไปจากห้อง โม่เฟิงจึงลงมือกินอาหาร กินเสร็จจึงถอดเสื้อผ้าที่ใส่อยู่ออก แล้วเดินไปหยิบเสื้อผ้าที่พ่อบ้านหนี่เตรียมไว้ให้มาสวมแทน ก่อนจะเอนตัวลงนอนด้วยความอ่อนล้า
การที่เขาให้โม่กุ่ยเข้าควบคุมร่างแม้จะเพียงแค่ครู่เดียว กลับกลายเป็ว่าทำให้เขาต้องสูญเสียอายุไขไปถึงสองปี นอกจากนั้นแล้ว ยามที่ตื่นขึ้นมา เขายังรู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งตัว ดังนั้นสิ่งที่เขา้ามากที่สุดในเวลานี้ก็คือการนอนพัก
เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น โม่เฟิงเดินออกมาจากห้องเพื่อสูดอากาศ เดินมาจนถึงลานกว้างเห็นเด็กหนุ่มผู้หนึ่งกำลังฝึกฝนการออกหมัดอย่างตั้งอกตั้งใจ
ฟุบบบ ฟุบบบ ๆ ๆ ๆ
เด็กหนุ่มที่อยู่เบื้องหน้าเขาตอนนี้ โม่เฟิงจำได้ ซึ่งก็คือเด็กหนุ่มผมสีฟ้าอ่อนที่ออกมายืนรอพ่อบ้านหนี่อยู่หน้าประตูเมื่อคืนนี้
นอกจากเด็กหนุ่มผู้นี้แล้ว ยังมีเด็กหนุ่มร่างท้วมอีกคน กำลังนั่งปิดเปลือกตาอยู่ใต้ต้นไม้ มองดูคล้ายกับกำลังนั่งสมาธิอยู่ก็ไม่น่าจะใช่ เพราะในมือของอีกฝ่ายหยิบของกินใส่ปากอยู่ตลอดเวลา เลยไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังนั่งฝึกฝนหรือกำลังนั่งกินขนมอยู่กันแน่
ขณะที่เด็กหนุ่มผมสีฟ้ากำลังตั้งใจทำการฝึกฝนอยู่นั้น สายตาของเขาก็เหลือบมาเห็นโม่เฟิงยืนมองพวกเขาอยู่ จึงผละมือจากการฝึกซ้อม ก่อนจะพาเด็กหนุ่มร่างท้วมเดินเข้ามาพูดคุยกับโม่เฟิง
“เ้าตื่นแล้วหรือ?”
เด็กหนุ่มเอ่ยปากทักทายพร้อมกับแนะนำตัวเองและสหายของตนด้วยรอยยิ้มที่สดใส “ข้าชื่อปิงหยุน ส่วนนี่คือตงห่าว”
เห็นความเป็มิตรที่ทั้งสองมอบให้ โม่เฟิงจึงไม่รังเกียจที่จะหยุดพูดคุยด้วย “ข้าโม่เฟิง!”
พูดคุยทักทายกันอยู่ครู่ใหญ่ โม่เฟิงจึงทราบว่าปิงหยุนนั้นเป็บุตรชายเพียงคนเดียวของผู้นำตระกูลปิง ส่วนตงห่าวที่กำลังกินขนมอย่างเพลิดเพลินไม่หยุดปากนั้นคือหลานชายของพ่อบ้านหนี่
“สีผมของเ้า ทำไมถึงแตกต่างจากสีผมของบิดาเ้านัก?” สีผมของสองพ่อลูกที่แตกต่างกันทำให้โม่เฟิงอดที่จะรู้สึกสงสัยไม่ได้
ปิงหยุนยิ้มเล็กน้อยก่อนจะอธิบาย “ตระกูลปิงของข้ามีเอกลักษณ์อยู่ที่ผมสีฟ้าอ่อน ส่วนท่านพ่อนั้นเป็คนนอกที่แต่งเข้ามา จึงไม่ได้มีสายเืของตระกูลปิงเช่นข้า สีผมของข้ากับท่านพ่อจึงแตกต่างกันอย่างที่เ้าเห็น”
“แล้วท่านแม่ของเ้าเป็อย่างไรบ้าง อาการดีขึ้นหรือยัง”
ปิงหยุนพยายามฝืนยิ้มก่อนจะตอบคำถามของโม่เฟิง “ดีขึ้นมามากแล้ว”
แม้จะพูดว่าดีขึ้นแล้ว แต่ใบหน้าของปิงหยุนยังคงเศร้าหมอง โม่เฟิงสังเกตเห็นดังนั้นจึงถามด้วยความห่วงใย
“ถ้าดีขึ้นแล้ว! ทำไมเ้าถึงยังมีสีหน้าเช่นนี้?”
ปิงหยุนตัดสินใจพูดความจริงออกมาอย่างไม่ปิดบัง “ท่านหมอเสิ่นบอกว่าวารีสกัดโลหิตเพียงขวดเดียวไม่อาจขจัดพิษทั้งหมดได้ ทำได้แค่ยืดระยะเวลาออกไปเท่านั้น”
“แล้วท่านหมอเสิ่นได้บอกไหม ว่าจะยื้อได้นานแค่ไหน?”
“หนึ่งปี”
ปิงหยุนเอ่ยปากตอบด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ เขาเคยคิดว่าวารีสกัดโลหิตจะสามารถช่วยชีวิตท่านแม่ได้ แต่กลับพบว่าปริมาณของมันมีไม่มากพอที่จะช่วยกำจัดพิษในร่างท่านแม่ให้หมดสิ้นได้ อีกทั้งการเสาะหาหาวารีสกัดโลหิต ซึ่งเป็โอสถระดับสี่ขั้นสูงมาให้ได้อีกขวดหนึ่งนั้น ดูแล้วแทบจะเป็ไปไม่ได้เลย นอกเสียจากว่าพวกเขาจะรู้จักกับนักปรุงยาระดับกลาง
โม่เฟิงมองไปที่ปิงหยุนด้วยความสงสาร หากเขาใช้ความรู้ที่ได้รับมาจากบันทึกภูติก็อาจจะพอหาวิธีช่วยเหลือมารดาของอีกฝ่ายได้ จึงเอ่ยปากพูดให้กำลังใจปิงหยุน
“มีเวลาอีกตั้งหนึ่งปีใช่ว่าจะไร้หนทาง”
สิ่งที่โม่เฟิงกล่าวทำให้สีหน้าของปิงหยุนกลับมาดูดีขึ้นเล็กน้อย “อีกสิบวันพ่อบ้านหนี่จะออกไปหาวารีสกัดโลหิตอีกครั้ง ข้าเองก็ต้องเชื่อใจพ่อบ้านหนี่!”
เมื่อตัดสินใจที่จะช่วยปิงหยุนแล้ว โม่เฟิงจึงอยากจะทดลองใช้บันทึกภูติอนันตกาล เขาเลยถามปิงหยุนว่า “พอจะมีที่ไหน...ที่มีหนังสือเยอะ ๆ ให้ข้าอ่านบ้าง?”
“หนังสือ!” ปิงหยุนรู้สึกประหลาดใจที่โม่เฟิงอยากจะอ่านหนังสือ เด็กส่วนมากในเมืองตะวันดับ ล้วนแต่ใช้เวลาไปกับการฝึกฝนและเที่ยวเล่น น้อยคนนักที่จะถามหาหนังสือเช่นนี้ “ตามข้ามา ข้าจะพาเ้าไปที่หอตำรา”
ปิงหยุนและตงห่าวพาโม่เฟิงเดินยังสถานที่แห่งหนึ่ง สถานที่แห่งนี้มีเด็กอายุไล่เลี่ยกับทั้งสามคนอยู่เป็จำนวนมาก
“ที่แห่งนี้เรียกว่าสถาบันใบไม้เขียว เป็สถานที่ที่เด็กทุกคนในเมืองตะวันดับจะต้องเข้ามาศึกษาหาความรู้ และเล่าเรียนวรยุทธขั้นพื้นฐาน”
ขณะที่ปิงหยุนกำลังแนะนำสถาบันใบไม้เขียว ปรากฏมีเด็กกลุ่มหนึ่งเดินตรงเข้ามายังจุดที่พวกเขายืนอยู่
“เ้านี่มันขยะจากตระกูลปิงไม่ใช่รึยังไง? ทำไมถึงยังกล้ามาที่สถาบันแห่งนี้อีก ช่างไม่เจียมเนื้อเจียมตัวซะบ้างเลย!”
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เ้าเมืองตะวันดับจะตายซะแล้ว อยู่ได้อีกแค่ปีเดียวเอง แล้วเมื่อไหร่ลุงแถวบ้านจะเกษียนตัวเอง..หลายปีแล้ว ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย T-T
ฝากทุกคนช่วยกดติดตามนิยายเื่นี้ รวมถึงกดติดตามเพจ Facebook : Nightfall.Novel ด้วยนะครับ