บทที่ 18 กลุ่มคนมีปัญหาทั้งห้า
คนตัวใหญ่ที่โง่เง่า คนแก่ที่พูดจาเพ้อเจ้อ คนบ้าและสุดท้ายคือคนโง่คนหนึ่ง
การรวมกลุ่มแบบนี้จะไว้ใจได้จริงหรือ?
หลี่เต้าส่ายหน้า เปิดสมุดทะเบียนในมือขึ้นมาแล้วพลิกดูข้อมูลของสามคนที่เหลือ
ชื่อ: เ้าบ้าตัวน้อย
เพศ: ชาย
อายุ: 17 ปี
ข้อหา: ทำร้ายร่างกายองครักษ์เสื้อแพร, ขัดขืนการจับกุม
วรยุทธ์: ไม่มี
รายละเอียด: ความเร็วสูง, ว่องไว, กระดูกแข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้า, มีเล็บที่แหลมคม
ชื่อ: เหล่ากุ่ย
เพศ: ชาย
อายุ: 101 ปี
ความผิด: ค้ายาเถื่อน สารพิษร้ายแรงและรักษาโรคโดยไม่มีใบอนุญาต
วรยุทธ์: ผู้ฝึกยุทธ์โฮ่วเทียนระดับหนึ่ง
รายละเอียด: เชี่ยวชาญวิชาแพทย์ วิชาพิษและการบำรุงร่างกาย
ชื่อ: สวีหู่
เพศ: ชาย
อายุ: 12 ปี
ความผิด: ต่อต้านการจับกุม, ฆาตกรรม
วรยุทธ์: ผู้ฝึกยุทธ์โฮ่วเทียนระดับเก้า
รายละเอียด: พละกำลังเหนืุ์ั้แ่กำเนิด
นอกเหนือจากข้อมูลเหล่านี้แล้ว ในทะเบียนยังมีบันทึกพิเศษเกี่ยวกับสถานการณ์ของทั้งสามคนด้วย
ตามคำอธิบายในบันทึก แต่เดิมเ้าบ้าตัวน้อยเป็เพียงเด็กธรรมดาคนหนึ่ง แต่ถูกผู้มีพลังพิเศษจับตัวไปฝึกฝนให้กลายเป็เด็กพิษ ร่างกายจึงหยุดการเจริญเติบโต จิตใจก็มีปัญหาเนื่องจากกระบวนการฝึกฝนที่โหดร้ายเกินไป
สาเหตุที่ถูกกักขังอยู่ที่นี่ เป็เพราะผู้มีพลังพิเศษที่ทำร้ายเขาถูกจับแล้วได้ปล่อยเขาออกมาเพื่อต่อกรกับองครักษ์ลับต้าเฉียน ผลคือผู้มีพลังพิเศษถูกองครักษ์ลับสังหารในที่เกิดเหตุ และเมื่อไม่มีใครควบคุมเขา เขาจึงถูกจับมาขังไว้ที่นี่
เมื่อได้เห็นบันทึกของเหล่ากุ่ย หลี่เต้ายิ่งตะลึงงัน
แต่เดิมเหล่ากุ่ยเป็เพียงศิษย์ธรรมดาคนหนึ่งในเย่าหวังกู่ เพราะครั้งหนึ่งที่เคยช่วยชีวิตผู้คน ทำให้เขาหมกมุ่นกับโรคประหลาดในร่างกายมนุษย์ จนเริ่มคลุ้มคลั่งไปบ้าง
้ายังมีคำอธิบายเกี่ยวกับวรยุทธ์ของเหล่ากุ่ยอีกด้วย เหล่ากุ่ยฝึกวิชาของเย่าหวังกู่ เป็วิชาที่เรียนรู้ง่ายแต่ยากที่จะเชี่ยวชาญ
วิชานี้ไม่ได้มอบพลังอันทรงพลังให้แก่ผู้ฝึก จุดประสงค์หลักคือการบำรุงร่างกายให้แข็งแรงและยืดอายุขัย ดังนั้น แม้ว่าเขาจะเป็ผู้ฝึกยุทธ์ระดับหนึ่งแล้ว แต่กลับไม่มีพละกำลังมากนัก วิธีจัดการกับผู้อื่นก็ทำได้เพียงใช้วิชาพิษเท่านั้น อีกทั้งเหล่ากุ่ยยังมีนิสัยแปลกอย่างหนึ่ง นั่นคือไม่เคยใช้วิชาพิษสังหารผู้ใด
ด้วยเหตุที่เหล่ากุ่ยชอบอยู่ตามลำพังและมีนิสัยประหลาด ทางการจึงกังวลว่าสักวันเขาอาจใช้วิชาพิษก่อเื่ใหญ่ ประกอบกับครั้งหนึ่งเคยรักษาคนไข้จนไปขัดใจขุนนางผู้ใหญ่ จึงถูกจับมาขังไว้ที่นี่
ส่วนคนสุดท้าย สวีหู่...
หลี่เต้าจ้องมองชื่ออย่างพินิจ แล้วเหลือบมองร่างสูงใหญ่ของสวีหู่ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ
ให้ตายเถอะ! สิบสองปีเช่นนั้นหรือ?
เด็กสิบสองขวบที่ไหนสูงตั้งสองเมตรห้า!
ทว่าข้อมูลเหล่านี้ได้มาจากคนของหน่วยองครักษ์เสื้อแพร ไม่น่าจะเกิดข้อผิดพลาดร้ายแรงเช่นนี้ได้
จากสภาพร่างกายแล้ว นี่คือพรที่์ประทานมาให้อย่างแท้จริง
ตามข้อมูลที่บันทึกไว้ สวีหู่เป็เด็กกำพร้าั้แ่เกิด เพราะร่างกายที่ใหญ่โตผิดปกติ ทำให้มารดาต้องสิ้นชีวิตขณะคลอด บิดาของเขาโกรธแค้นจึงนำเขาไปทิ้งในป่า
แต่สวีหู่ที่ถูกทิ้งไว้ในป่ากลับไม่ตาย ซ้ำยังถูกเสือตัวเมียคาบไปเลี้ยงดูจนเติบใหญ่
เนื่องจากแซ่ของบิดาคือ สวี จึงได้ชื่อว่าสวีหู่ อาจเป็เพราะั้แ่เด็กที่ดื่มนมเสือ ประกอบกับพร์ที่มีมาแต่กำเนิด ทำให้เมื่ออายุสิบสองปีจึงมีร่างกายเช่นนี้
ส่วนสาเหตุที่ถูกจับมาที่นี่ เป็เพราะมารดาบุญธรรมของเขา ซึ่งก็คือแม่เสือถูกกลุ่มนายพรานฆ่าตาย ด้วยความโกรธแค้น สวีหู่ จึงฆ่าพวกนายพรานทั้งหมดเพื่อแก้แค้นให้แม่เสือ หลังจากที่องครักษ์เสื้อแพรล่วงรู้เื่นี้ก็จับตัวเขาไป
ส่วนวรยุทธ์นั้น องครักษ์เสื้อแพรตรวจพบว่าในร่างของสวีหู่มีวรยุทธ์อยู่เล็กน้อย จึงจัดอันดับให้เขาเป็ผู้ฝึกยุทธ์โฮ่วเทียน
ส่วนเื่ที่ว่าพลังนั้นฝึกฝนมาได้อย่างไร ไม่มีผู้ใดล่วงรู้
หลังจากพลิกดูทะเบียนในมือ หลี่เต้าก็รู้สึกว่านอกจากเสิ่นซานแล้ว ที่เหลือก็เป็เด็กมีปัญหาทั้งสามคน
แม้จะเป็เด็กมีปัญหา แต่ทั้งสามล้วนเป็ผู้มีพร์ แม้เด็กบ้าคนนั้นจะถูกผู้อื่นทำให้กลายเป็เด็กพิษ จิตใจไม่ปกตินัก แต่โชคดีที่ยังคงรักษาสติปัญญาไว้ได้บ้าง ดูได้จากการที่เขาเกรงกลัวหลี่เต้า
เนื่องจากเป็เด็กพิษ ร่างกายของเขาจึงแข็งแกร่งผิดปกติ กระดูกและเส้นเอ็นแข็งแรงดั่งเหล็กกล้า ความเร็วก็สูงยิ่ง แม้ไร้วรยุทธ์ แต่เสิ่นซานที่ชำนาญวิชาตัวเบาด้วยวรยุทธ์ระดับหกยังไม่อาจสลัดหนีเขาได้โดยง่าย
หากได้พร์ในการฝึกวรยุทธ์ดี อนาคตย่อมมีความสำเร็จไม่ธรรมดาแน่นอน
ส่วนเหล่ากุ่ยนั้นไม่ต้องพูดถึง เขามีอายุกว่าร้อยปี หากเทียบกับชาติก่อนก็นับว่าเป็ผู้าุโที่มีอายุยืนยาว มีคำกล่าวว่ายิ่งแก่ยิ่งเจนจัด แม้จะดูเพี้ยน ๆ ไปบ้าง แต่เขาก็เป็ผู้ที่รู้มากที่สุดในบรรดาผู้ที่อยู่ที่นี้
ส่วนสวีหู่ ไม่จำเป็ต้องพูดถึงด้วยซ้ำ นี่เป็เพราะพร์ แต่เพราะสวีหู่ไม่ได้เกิดมาในตระกูลที่ดี หากสวีหู่มีชาติกำเนิดที่ดี อายุสิบสองปีมีร่างกายเช่นนี้ เขาคงเป็แม่ทัพที่สมบูรณ์แบบในสนามรบอย่างแน่นอน
หากมีพร์ในการบำเพ็ญสักเล็กน้อย เขาก็จะเป็เครื่องบดเนื้อในสนามรบอย่างไม่ต้องสงสัย
อีกทั้งยังมีเขา ที่เป็คนมีระบบช่วยเหลืออยู่ด้วย ชั่วขณะหนึ่งหลี่เต้าเกิดความชื่นชมในตัวเว่ยอวิ๋น ไม่เข้าใจว่าเหตุใดอีกฝ่ายจึงจัดการรวมกลุ่มเช่นนี้ได้
เขาพูดความจริง ไม่ได้หลอกลวง ในคุกแห่งนี้เต็มไปด้วยคนมากความสามารถ
ส่วนคนสุดท้ายอย่างเสิ่นซาน…
หลี่เต้ามองดูคนโง่ที่ยังคงสงสัยในชีวิตแล้วส่ายหน้า ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็น่าเหนื่อยใจ มีเขาอยู่ก็ไม่ได้เป็มงคลอะไร พอจะนับเป็ของประดับได้เท่านั้น
"พอเถอะ เลิกคิดวนเวียนว่าเหตุใดถึงถูกจับมาเสียที แทนที่จะคิดเื่พวกนั้น สู้คิดหาทางออกจากค่ายนักโทษปะาจะดีกว่า"
เหล่ากุ่ยทนดูต่อไปไม่ไหว เอ่ยเตือนออกมา
เสิ่นซานได้สติ เหลือบมองเว่ยอวิ๋นอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ ได้แต่ยอมรับชะตากรรมของตน
หลี่เต้าวางสมุดทะเบียนลง เงยหน้าถามว่า "ตอนนี้มีภารกิจอะไรหรือไม่?"
เว่ยอวิ๋นชะงักไปครู่หนึ่ง "พวกเ้าเพิ่งจะรวมตัวกันครบทั้งห้าคน แน่ใจหรือว่าไม่้าเวลาปรับตัวกันก่อน?"
หลี่เต้าเหลือบมองเสิ่นซานและคนอื่น ๆ เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้า "ไม่จำเป็ แทนที่จะมาลับมีดกันที่นี่ สู้ไปเลยดีกว่า"
"เช่นนั้นก็ตามใจ" เว่ยอวิ๋นพยักหน้าพลางกล่าว "พอดีข้ามีเื่ด่วนที่้าให้พวกเ้าลงมือ"
"เื่อะไรหรือ?"
"ลอบสังหารองค์ชายสามแห่งเผ่าลั่วอวิ๋น"
"หืม?"
ตามคำอธิบายของเว่ยอวิ๋น ทำให้หลี่เต้าและคนอื่น ๆ เข้าใจภารกิจครั้งนี้แล้ว แม้ว่าชาวเป่ยหมานจะเป็ราชวงศ์ในนาม แต่อำนาจภายในนั้นซับซ้อนวุ่นวาย ดูเหมือนจะเป็การรวมตัวกันของเผ่าใหญ่น้อยแล้วก่อตั้งเป็ราชวงศ์มากกว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเผ่าต่าง ๆ นั้นมีทั้งดีและร้าย
ปัจจุบันเผ่าใหญ่ที่เป็ศัตรูหลักของราชวงศ์ต้าเฉียนคือเผ่าหนึ่งจากราชวงศ์ทางเหนือ
เผ่าถ่ามู่
สาเหตุที่พวกเขาโจมตีราชวงศ์ต้าเฉียน ส่วนหนึ่งเป็เพราะอากาศกำลังจะเข้าสู่ฤดูหนาว เผ่าถ่ามู่้าปล้นชิงทรัพยากรจากราชวงศ์ต้าเฉียน อีกส่วนหนึ่งเป็เพราะเผ่าถ่ามู่มีพรมแดนติดกับราชวงศ์ต้าเฉียน ทำให้มีการกระทบกระทั่งกันทุกวัน จนสะสมความแค้นไว้อย่างลึกซึ้ง
ส่วนสาเหตุที่ต้องลอบสังหารองค์ชายสามแห่งเผ่าลั่วอวิ๋น เป็เพราะราชวงศ์ต้าเฉียนได้รับข่าวว่าเผ่าถ่ามู่มีความตั้งใจจะดึงเผ่าลั่วอวิ๋นมาร่วมมือกันโจมตีราชวงศ์ต้าเฉียน
และองค์ชายสามแห่งเผ่าลั่วอวิ๋นก็คือผู้เจรจาในความร่วมมือครั้งนี้
เนื่องจากเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ต้าเฉียนจึงไม่มีเวลาเพียงพอที่จะระดมกำลังคน จึงต้องเลือกคนจากค่ายทหารชายแดน
ในขณะเดียวกัน เพราะไม่อาจให้เผ่าลั่วอวิ๋นและชนเผ่าถ่ามู่ล่วงรู้ว่าต้าเฉียนส่งคนไปลอบสังหารองค์ชายสามแห่งเผ่าลั่วอวิ๋น ดังนั้นคนในค่ายทหารจึงไม่อาจลงมือได้ในเวลานี้ นักโทษปะาพิเศษในค่ายนักโทษปะาจึงกลายเป็เป้าหมายที่เลือกมาเพื่อทำภารกิจให้สำเร็จ
เมืองจ่างกู่อยู่ใกล้กับเส้นทางที่องค์ชายสามแห่งลั่วอวิ๋นเสด็จผ่าน เว่ยอวิ๋นจึงได้รับภารกิจนี้
"ลั่วอวิ๋น เว่ยอวิ๋น" เสิ่นซานหัวเราะพรืด "ข้าว่านะแม่ทัพเว่ย ชนเผ่านี้คงเป็กรรมเก่าของท่านแน่ ๆ"
เว่ยอวิ๋นไม่สนใจคำพูดนั้น สายตามองไปที่หลี่เต้า "เป็อย่างไร จะรับภารกิจนี้หรือไม่?"
"หากไม่รับจะเป็อย่างไร?"
"ไม่เป็ไร เพราะภารกิจครั้งนี้มากะทันหัน ถึงไม่ทำ เบื้องบนก็ไม่อาจโทษได้ ตรงกันข้าม หากทำสำเร็จข้าอาจได้รับความดีความชอบ"
"เช่นนั้น มีข้อมูลผู้ติดตามที่อยู่ข้างกายองค์ชายสามแห่งลั่วอวิ๋นหรือไม่?" หลี่เต้าถามอย่างไม่ใส่ใจนัก
เว่ยอวิ๋นตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย "มี"
เว่ยอวิ๋นพยักหน้าพลางอธิบาย "เนื่องจากเผ่าลั่วอวิ๋นตัดสินใจเจรจาอย่างกะทันหัน ดังนั้นคนที่มีฝีมือสูงที่อยู่ข้างกายน่าจะไม่มี แม้จะมีก็คงไม่ใช่ระดับสูง แต่ทหารธรรมดาน่าจะมีมาก ข้าสืบทราบมาว่ารอบกายองค์ชายสามแห่งลั่วอวิ๋นมีกองกำลังอย่างน้อยสามร้อยคน"
ไม่มียอดฝีมือมากนัก? กองกำลังอย่างน้อยสามร้อยคน?
หลี่เต้าชะงักงันไปทั้งตัว นี่ไม่ใช่เป็ภารกิจที่ส่งมาให้ถึงที่หรือ?