ณ ห้องพักอาจารย์าุโ
ในวันเดียวกัน... ท่ามกลางบรรยากาศที่เหล่านักเรียนต่างพากันทยอยเก็บสัมภาระเพื่อเดินทางกลับบ้านใน่วันหยุดยาว ภายในห้องพักอาจารย์าุโใจกลางโรงเรียน บรรยากาศกลับตึงเครียดหนักกว่าครั้งไหนๆ
“ไม่มี! ไม่มีตำราเล่มไหนในหอสมุดจารึกเื่นี้ไว้เลย! โรงเรียนเรากำลังเจออะไรกันแน่เนี่ย!”
เสียงกระแทกหนังสือดังสนั่นไปทั่วห้อง อาจารย์คาร์ลอสเดินวนไปมาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวล “มันไม่ควรจะเป็แบบนี้! ตามปกติแล้วนักเรียนทุกคนย่อมต้องอัญเชิญัเพื่อใช้เป็ตัวกลางในการควบคุมพลัง แต่นี่... พลังในตัวเด็กคนนั้นสูงจนทำให้วิหารอัญเชิญสั่นะเืหนักมาก เหมือนมีบางอย่างที่ยิ่งใหญ่กำลังจะจุติออกมา แต่กลับไม่มีัตัวไหนปรากฏออกมาสักตัว!”
“ฉันลองพลิกอ่านตำราและบันทึกเก่าแก่ทุกเล่มนับั้แ่ยุคก่อตั้งโรงเรียนแล้ว... ไม่มี!” อาจารย์เวโรนิก้าพูดพลางวางเอกสารปึกหนาลง “ไม่เคยมีปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นมาก่อน... พลังในตัวเธอนั้นสูงมหาศาลกว่านักเรียนทั่วไปอย่างมาก แต่มันน่าแปลกที่กลับไม่มีัตัวไหนยอมตอบรับพันธสัญญาเลย!”
อาจารย์อรรถพลที่นั่งฟังเงียบๆ มานานจึงเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “หากจะเปิดวิหารเพื่อทำพันธสัญญากับัอีกครั้งในตอนนี้ก็คงไม่สามารถทำได้ เพราะกฎของโรงเรียนระบุชัดเจนว่าหนึ่งปีจะสามารถเปิดวิหารได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น... นั่นหมายความว่าเด็กคนนั้นต้องฝึกฝนและรอไปจนถึงปีหน้าอย่างนั้นหรือ? ทั้งที่พลังของเธอสูงขนาดนั้นแต่กลับไม่มีัตัวไหนปรากฏตัว มันหมายความว่าอย่างไรกัน!”
ท่ามกลางความวุ่นวายและเสียงวิจารณ์ที่ไร้ข้อสรุป อาจารย์เวอเดี้ยนที่นั่งจิบชาเงียบๆ มาตลอด ก็ค่อยๆ วางถ้วยลง เสียงกระเบื้องกระทบจานรองดังท่ามกลางความเงียบที่ทุกคนเผลอหยุดชะงัก
เวอเดี้ยน “พวกท่านกำลังตื่นตระหนกกับเื่ที่ตำราไม่เคยสอน... ตลกดีนะ”
คาร์ลอส “ท่านมีวิธีที่ดีกว่านี้หรือไงเวอเดี้ยน! ในเมื่อสถานการณ์ตอนนี้มันเกินกว่าที่ใครจะควบคุมได้!”
เวอเดี้ยน “ัไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เลือกว่าใครควรมีพลัง มันเป็แค่ ‘ตัวกลาง’ ... ในเมื่อเด็กคนนั้นไม่้าตัวกลางในการสร้างความเสถียรให้พลัง ก็อย่าพยายามยัดเยียดให้เธอเลย ปล่อยให้เื่นี้มันดำเนินไปตามวิถีของมันเถอะ”
“หมายความว่าอย่างไร!”
เวอเดี้ยน “หมายความว่า... ความไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ไม่ได้แปลว่าเป็ความผิดพลาด แต่เป็เพราะัพวกนั้น... อาจจะกลัวสิ่งที่อยู่ในตัวเด็กคนนั้นเกินกว่าจะกล้าทำพันธสัญญาด้วยต่างหาก” เวอเดี้ยนทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนจะเดินออกจากห้องพักอาจารย์ไป ทิ้งให้เหล่าอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิต้องจมอยู่กับความกังวลที่ไม่มีคำตอบต่อไป
เมื่อประตูปิดลง ความเงียบก็ปกคลุมไปทั่วห้อง อาจารย์ใหญ่ที่นั่งนิ่งมาตลอดถอนหายใจออกมาแ่เบา พึมพำกับตัวเองราวกับรับรู้เหตุผลของอีกฝ่ายอยู่ก่อนแล้ว “อย่างนั้นสินะ... หากเ้านั่นพูดถึงขนาดนี้แล้ว ก็คงต้องเป็ไปตามนั้น”
คาร์ลอสทำท่าจะแย้ง “แต่ท่านครับ เื่แบบนี้...”
“พอเถอะ” อาจารย์ใหญ่ยกมือปรามเสียงเรียบ “ในเมื่อเ้านั่นพูดถึงขนาดนี้แล้ว ก็ให้เื่นี้จบลงเพียงเท่านี้เถอะ พวกท่านไม่ต้องคิดอะไรมากไปกว่านี้ แค่คอยสังเกตการณ์เด็กคนนั้นต่อไปก็พอว่าเธอจะเป็อย่างไรต่อ... ฉันเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าเื่นี้จะลงเอยที่ตรงไหน”
อาจารย์อีกคนพูดเสริมขึ้นมาทันที “เชื่ออาจารย์ใหญ่เถอะคาร์ลอส เพราะอาจารย์ใหญ่รู้จักเ้านั่นดียิ่งกว่าใคร หากเขาพูดแบบนั้นแล้ว พวกเราก็ไม่มีอะไรต้องกังวลอีก”
เหล่าอาจารย์ต่างพยักหน้าให้แก่กัน แม้ความกังวลในใจจะยังไม่จางหายไปเสียทีเดียว แต่เมื่อได้รับคำยืนยันเช่นนั้น ต่างคนต่างก็เริ่มจัดเก็บข้าวของและแยกย้ายกันออกจากห้องไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบที่ปกคลุมห้องพักอาจารย์าุโแห่งนี้
ท่ามกลางแสงตะวันยามอัสดงที่ทอดตัวยาวผ่านหน้าต่างโรงเรียน ณ อีกฟากหนึ่งของเมือง ภายในคฤหาสน์ตระกูลเรย์อันเงียบสงบ บรรยากาศกลับอบอวลไปด้วยความห่วงใยที่ไม่อาจปิดบัง
เสียงเตาผิงไฟดังปะทุเป็ระยะภายในห้องนั่งเล่นกว้างขวาง ซาร่าผู้เป็แม่นั่งอยู่บนเก้าอี้กำมะหยี่สีแดงสด ข้างกายมีบุตรชายทั้งสามนั่งกระจายตัวอยู่ โดยมี เอล พี่ชายคนโตนั่งกุมขมับด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
เอล "ข้าได้ข่าวว่าไม่มีัตัวไหนตอบรับเสียงเรียกของเซเลสเลย นี่เป็ปีแรกของน้องแท้ๆ ทั้งที่น้องส่งข่าวมาตลอดว่าผลการเรียนดีเยี่ยมและควบคุมกระแสพลังได้คงที่มาโดยตลอด... มันเกิดอะไรขึ้นกับตัวนางกันแน่?"
ซาร่า "แม่รู้ว่ามันน่ากังวล แต่แม่ก็ไม่อยากให้พวกเ้าไปกดดันน้อง ตอนที่น้องมาถึงบ้านแม่เห็นว่าเหนื่อยล้าจากการเดินทางมาก เลยให้ขึ้นไปพักผ่อนบนห้องเสียก่อน พวกเ้าเองต้องทำตัวให้ปกติที่สุด ห้ามแสดงท่าทีวิตกให้น้องเห็นเด็ดขาด
และที่สำคัญ... ห้ามไปถามย้ำเื่นี้กับน้องเด็ดขาด แม่กลัวว่าการพูดถึงมันบ่อยๆ จะยิ่งทำให้น้องคิดมากและแบกรับความกดดันจนเกินไป"
คาร์ล "ข้าเข้าใจครับท่านแม่ แต่ข้าก็อดเป็ห่วงไม่ได้ว่าน้องจะรู้สึกแย่แค่ไหน หรือบางทีอาจจะกำลังคิดมากและโทษตัวเองอยู่เงียบๆ บนห้องคนเดียวก็ได้"
เอล "นั่นสิ ข้ากลัวเหลือเกินว่าเซเลสจะเก็บความกดดันเอาไว้จนเกินไป หากน้องพักผ่อนเต็มที่แล้วตื่นขึ้นมา พวกเราจะคอยเฝ้าสังเกตและดูแลน้องให้ดี ปีนี้แม้จะยังอัญเชิญัไม่ได้ก็ไม่เป็ไร เพราะเรายังเหลือเวลาอีกตั้ง 2-3 ปี น้องยังมีโอกาสอีกมาก พวกเราจะอยู่เคียงข้างน้องเอง"
ฟิวส์ "ข้าเห็นด้วยกับพี่เอลครับ อย่างน้อยน้องก็ยังปลอดภัยกลับมาถึงบ้าน เื่อื่นค่อยว่ากันทีหลัง ตอนนี้เราให้สาวใช้เตรียมมื้อค่ำที่น้องชอบไว้รอดีกว่า เมื่อน้องตื่นขึ้นมาจะได้รู้สึกผ่อนคลายขึ้น"
ทุกคนในห้องเงียบไปครู่ใหญ่ ต่างคนต่างจมอยู่ในห้วงความคิด ความห่วงใยที่พวกเขามีต่อสมาชิกน้องเล็กคนสำคัญนั้นมีมากเกินกว่าจะบรรยายออกมาได้
คาร์ล "เอ้อ... จริงสิ ข้าเพิ่งนึกขึ้นได้ เมื่อปีก่อน่ที่น้องเริ่มเข้าเรียนใหม่ๆ และได้กลับมาพักที่บ้านราวหนึ่งสัปดาห์ ข้าสังเกตตลอดว่าน้องชอบมีอาการเหม่อลอยเป็พักๆ แต่ที่น่าแปลกที่สุดคือ ัที่พวกเราสามคนอัญเชิญออกมา ไม่มีตัวไหนกล้าสบตาเซเลสเลยสักตัว"
ฟิวส์ "ข้าก็สังเกตเห็นเหมือนกันพี่คาร์ล... มันเป็เื่แปลกจริงๆ เพราะนอกจากจะไม่กล้าสบตาแล้ว ัของพวกเรายังพยายามถอยห่างและหลีกเลี่ยงที่จะเข้าใกล้ตัวน้องอย่างเห็นได้ชัด ข้าเองก็สงสัยจนถึงทุกวันนี้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่"
อีริค "เอาล่ะ... พอได้แล้วทุกคน หยุดพูดเื่นี้กันเถอะ"
เสียงเข้มของอีริคที่ดังขึ้นจากทางเข้าห้องนั่งเล่นทำให้ทุกคนชะงัก อีริคเดินเข้ามาพร้อมสีหน้าเรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยความเด็ดขาด ก่อนจะกวาดสายตามองบุตรชายทุกคน
อีริค "เื่ของพวกลูกปล่อยให้มันเป็ไปตามวิถีของมันดีกว่า ไม่ว่าจะเป็ตัวพวกเ้าเองหรือแม้แต่ตัวของน้อง พวกเ้าต่างมีเส้นทางของตัวเอง อย่าพยายามหาคำตอบในสิ่งที่พวกเ้ายังไม่พร้อมจะรับรู้ตอนนี้เลย เลิกคิดมากแล้วไปเตรียมตัวทานมื้อค่ำกันได้แล้ว"
ตัดภาพมายังห้องอาหารขนาดใหญ่ ภายในประดับด้วยโคมระย้าคริสตัลที่ส่องแสงระยิบระยับราวกับดวงดาวบนท้องฟ้า โต๊ะอาหารไม้ยาวตัวใหญ่ถูกจัดวางไว้อย่างประณีตบรรจง ท่ามกลางบรรยากาศที่ดูหรูหราและอบอุ่น
ขณะที่ทุกคนกำลังประจำที่นั่ง สาวใช้คนสนิทก็ก้าวเข้าไปเปิดประตูบานคู่ขนาดใหญ่ที่สลักลวดลายวิจิตรตระการตาออกช้าๆ
เซเลสก้าวเข้ามาในห้องอาหารด้วยท่าทางที่ดูเหนื่อยล้าเล็กน้อย ใบหน้าของนางยังคงนิ่งเรียบตามปกติ แต่ทว่าเมื่อเห็นครอบครัวที่นั่งรออยู่ สายตาของนางก็อ่อนลงเล็กน้อย
ซาร่า "มาแล้วหรือจ๊ะเซเลส แม่เตรียมเมนูโปรดของลูกไว้เพียบเลย รวมถึงผลไม้โปรดอย่างลูกพลับที่ลูกชอบ แม่ก็เตรียมไว้ให้ด้วยนะ มานั่งข้างแม่นี่สิ"
ซาร่ากล่าวพร้อมกับเลื่อนจานลูกพลับวางไว้ตรงหน้าเซเลสอย่างใส่ใจ ขณะที่เอลซึ่งนั่งอยู่ใกล้ๆ ส่งยิ้มให้อย่างอบอุ่นและอ่อนโยน
เซเลสเพียงแค่พยักหน้าเบาๆ พลางหย่อนตัวลงนั่งเก้าอี้ด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมานับั้แ่เริ่มเข้าเรียนจนถึงพิธีอัญเชิญัอันหนักหน่วง ความเหนื่อยล้าได้สะสมอยู่ในตัวนางมาโดยตลอด และ่เวลา 1 เดือนต่อจากนี้ที่นางจะได้พักผ่อนอยู่ที่บ้าน จึงไม่ใช่เพียงการหยุดพักธรรมดา
แต่มันคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของนางไปตลอดกาล โดยจุดเริ่มต้นนั้นจะนับั้แ่คืนนี้... คืนแรกที่ความฝันอันลึกลับกำลังจะเริ่มต้นขึ้น
ทว่าท่ามกลางความเงียบงันในใจของเซเลส บรรยากาศบนโต๊ะอาหารกลับกลายเป็ความอบอุ่นที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น พี่ชายทั้งสามต่างสลับกันตักอาหารให้น้องสาวพร้อมชวนคุยเื่สัพเพเหระอย่างเป็ธรรมชาติ
เพื่อลบเลือนความกังวลในใจทั้งหมดทิ้งไป เหลือไว้เพียงความผูกพันของครอบครัวตระกูลเรย์ที่ยังคงแน่นแฟ้นและอบอวลไปด้วยไออุ่นแห่งสายใยที่ไม่มีสิ่งใดมาพรากจากกันได้