“นางหนูน้อยในที่สุดเ้าก็ฟื้นซะที ปู่รอเ้าตื่นมาเล่นด้วยนานแล้ว”
ซีหลินหันไปมองที่มาของเสียง เห็นผู้เฒ่าผมขาว หนวดเครายาว รูปร่างผอมบาง นั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียงกำลังส่งยิ้มมาให้“ท่านปู่หรือเจ้าคะ?” ซีหลินกะพริบตาปริบ ๆ เอ่ยถามชายชราเสียงเบาด้วยความสงสัย“ถูกต้องนางหนูน้อย ต่อไปนี้ข้าคือท่านปู่รองของเจ้า นามของข้าคือเทียนฉิน และนับจากนี้ไปเจ้าก็ใช้แซ่เทียนของข้า ครอบครัวเราจะมีกันแค่สามคนเท่านั้นคือ..เจ้า..ข้า..และก็ท่านปู่ใหญ่ของเจ้าอีกคน”ซีหลินยังมีอาการมึนงงอยู่เล็กน้อย ดวงตาคู่เล็กมองสองสาวใช้ที่ยืนอยู่ด้านหลังชายชรา เห็นทั้งคู่พยักหน้า เด็กน้อยก็ยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวซี่เล็ก ๆ ท่านปู่รองผู้นี้ต้องเป็นคนดีอย่างแน่นอนเพราะเขาช่วยชีวิตพวกนาง เด็กน้อยดีใจที่ต่อไปนี้นางจะมีครอบครัวที่อบอุ่น นับแต่นี้นางจะใช้ชื่อแซ่ว่า..เทียนหลิน รุ่งเช้าไป๋จิ้งเดินถือชามข้าวต้มหอมกรุ่นเข้ามาในห้อง แล้ววางลงบนโต๊ะเล็กข้างเตียง ก่อนหันไปพูดกับผู้เฒ่าเทียนฉินที่กำลังนั่งคุยเล่นกับเทียนหลินอยู่ริมเตียง“ท่านผู้อาวุโสรองเจ้าคะ อาหารเช้าของท่านบ่าวจัดเตรียมไว้ที่สวนดอกไม้ส่วนกลางเรียบร้อยแล้ว วันนี้พวกบ่าวทำข้าวต้มกุ้งเห็ดหอม ยำไก่สามรส ผัดผักบุ้งหมูกรอบ ให้ท่านลองชิมเจ้าค่ะ”“อืมม จริง ๆ แล้วตอนนี้ข้าก็ยังไม่หิว แต่เอาเถอะ เห็นแก่ที่พวกเจ้าตั้งใจทำ ข้าจะลองไปชิมดูสักหน่อย เจ้าก็ดูแลป้อนข้าวหลานสาวข้าให้ดี นางจะได้แข็งแรงไว ๆ เจ้าเข้าใจหรือไม่?” ผู้เฒ่าเทียนฉินแสร้งเอ่ยเสียงดุ“บ่าวทราบแล้วเจ้าค่ะ”ไป๋จิ้งตอบรับคำสั่ง แล้วมองตามร่างชายชราที่เดินออกจากห้องไปด้วยความเร็วราวกับบินก็อดขำไม่ได้ จากนั้นก็หันมาป้อนข้าวต้มให้เจ้านายน้อยเทียนหลินพึ่งกินอิ่มกำลังนั่งย่อยอาหารอยู่บนเตียง ไป๋อิงก็เดินยิ้มกว้างเข้ามาในห้อง“เป็นอย่างไรบ้าง อาหารถูกปากท่านผู้อาวุโสทั้งสองหรือไม่?” ไป๋จิ้งที่กำลังพับผ้าลงหีบเอ่ยถาม“ท่านผู้อาวุโสใหญ่กินข้าวต้มไปสองชาม ท่านผู้อาวุโสรองกินข้าวต้มไปสี่ชาม กับข้าวล้วนหมดเกลี้ยงทุกจานไม่เหลือแม้แต่น้ำ”คำตอบของไป๋อิง ทำให้ในห้องนอนเกิดเสียงหัวเราะคิกคักหลังอาหารมื้อเที่ยง เทียนหลินก็ได้พบหน้าท่านปู่ใหญ่เทียนเฉินที่เข้ามาเยี่ยมนางพร้อมกับท่านปู่รอง เด็กน้อยสังเกตเห็นว่า ท่านปู่ทั้งสองมีรูปร่างหน้าตาเหมือนกันจนแยกไม่ออก เด็กน้อยส่งยิ้มหวานให้พร้อมเรียกผู้เฒ่าทั้งสองว่า “ท่านปู่” ด้วยน้ำเสียงน่ารักสดใส สองผู้เฒ่าหัวเราะลั่นด้วยความถูกใจ จากนั้นภายในห้องก็เกิดเสียงทะเลาะกันดังสนั่น..สาเหตุเพราะ แย่งกันอุ้มหลาน“หลินเอ๋อร์จะต้องมาหัดอ่านตำราการปรุงยาหลอมโอสถกับข้าสี่วัน ที่เหลืออีกสามวันให้นางไปฝึกวรยุทธ์กับเจ้า ตกลงตามนี้นะตาเฒ่า” ผู้เฒ่าเทียนฉินพูดจบ ก็อุ้มเด็กน้อยเดินไปยังห้องตำราของตัวเองโดยไม่สนใจใคร“เฮ้อ...ตกลงนี่ข้าเป็นพี่ชายหรือเป็นน้องชายของเขากันแน่นะ”ผู้เฒ่าเทียนเฉินถอนหายใจยาว ก่อนเดินจากไปอย่างหมดแรง สองสาวใช้ได้แต่มองส่งด้วยสายตาแสดงความสงสาร แม้ทั้งคู่จะตกลงแบ่งวันในการดูแลหลานกันอย่างชัดเจนแล้ว แต่การทะเลาะวิวาทมักจะเกิดขึ้นวันละสามเวลาเป็นประจำทุกวัน“ตาเฒ่าเจ้าเล่ห์! นี่เจ้าโกงข้าชัด ๆ มื้อนี้หลินเอ๋อร์จะต้องมานั่งตักข้า ให้ข้าเป็นผู้ป้อนข้าว”ผู้เฒ่าเทียนฉินใช้มือตบโต๊ะ พร้อมตะโกนโวยวายลั่นเขา“ข้าโกงเจ้าที่ไหนกัน ข้าเห็นว่าเจ้ายังกินไม่อิ่มก็เลยช่วยเอาหลานมาอุ้ม เจ้าจะได้กินข้าวถนัด ๆ อย่างไรเล่า หลินเอ๋อร์ พวกเรากินอิ่มแล้วไปจับผีเสื้อเล่นกัน” สิ้นเสียงพูด ก็เห็นเพียงชายเสื้อสีขาวบินผ่านประตูออกไปเท่านั้น“ตาเฒ่าหน้าตาย เอาหลานสาวข้าคืนมาเดี๋ยวนี้!!” เสียงคำรามด้วยโทสะของผู้เฒ่าเทียนฉินดังสะเทือนลั่นเขาไท่อี้ ห้าปีต่อมา...ปัง! เสียงประตูห้องปรุงยาเรือนจันทราถูกเปิดออกอย่างแรง กลิ่นสมุนไพรหอมลอยฟุ้ง ร่างเล็กพุ่งออกมาจากห้องอย่างรวดเร็ว“ท่านปู่รองเจ้าคะ! หลานทำสำเร็จแล้วเจ้าค่ะ!” เทียนหลินวิ่งตรงไปยังห้องตำราเรือนเมฆา พร้อมตะโกนเสียงดังไปตลอดทางด้วยความตื่นเต้นยินดี โดยมีสองสาวใช้วิ่งตามไปติด ๆ“มีอะไรรึหลินเอ๋อร์? เหตุใดเจ้าต้องตะโกนเสียงดังถึงเพียงนี้?” ผู้เฒ่าเทียนฉินเปิดประตูห้องตำราออกมาเอ็ดหลานสาว แต่แววตาที่มองเด็กหญิงกลับมีแต่ความเอ็นดู“นี่เจ้าค่ะ! ท่านปู่รองดูนี่! นี่ ๆ” เด็กหญิงดีใจจนพูดไม่ออกได้แต่ชูมือเล็ก ๆ ยื่นไปตรงหน้าชายชรา เมื่อนางแบมือออก กลางฝ่ามือน้อย ๆ มียาสีเขียวมรกตอยู่สี่เม็ดชายชราตาโตขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ในมือของเด็กหญิง เขาค่อย ๆ ใช้นิ้วอันสั่นเทาหยิบยาทั้งสี่เม็ดขึ้นมาดูใกล้ ๆ จากนั้นก็ตะโกนเสียงดังยิ่งกว่าหลานสาว“หลินเอ๋อร์หลานรัก! ..เจ้า..เจ้า..เจ้าหลอมยาเสริมพลังขั้นห้าระดับสูงสำเร็จด้วยวัยเพียงสิบขวบ ฮ่า ๆ สมกับเป็นหลานรักของข้าเทียนฉิน ปรมาจารย์ด้านหลอมยาอันดับหนึ่งของปฐพี ไป ๆ เรารีบไปหาตาเฒ่าเฉินกัน”ผู้เฒ่าเทียนฉินรีบก้มตัวอุ้มหลานสาว แล้วใช้วิชาตัวเบาพุ่งทะยานไปยังเรือนนภาด้วยความเร็ว“ดุหลานว่าเสียงดังแต่ตัวเองตะโกนเสียงดังยิ่งกว่า แล้วรีบบินไปหาท่านผู้อาวุโสใหญ่ไวขนาดนี้ คงจะรีบไปอวดว่าตัวเองสอนหลานเก่งกว่าแน่ ๆ ไป๋จิ้งเจ้าว่าท่านผู้อาวุโสรองนิสัยเหมือนคนวัยเดียวกับคุณหนูไหม?”ไป๋จิ้งหัวเราะเบา ๆ แล้วเดินหันหลังกลับไปยังเรือนจันทรา ซึ่งเป็นเรือนพักของเทียนหลินกับพวกนาง “ตาเฒ่า! เจ้าเห็นหรือไม่ว่าข้าสอนหลินเอ๋อร์ได้ยอดเยี่ยมขนาดไหน อายุแค่สิบขวบและไม่มีพลังธาตุสายหลอมยา แต่สามารถหลอมยาเสริมพลังขั้นห้าระดับสูงได้ พวกตาแก่สองสามคนในแคว้นนั่น เทียบกับหลานรักของข้าไม่ติดแม้แต่ปลายเล็บ กว่าพวกมันจะหลอมยานี้ได้สำเร็จก็แก่จนใกล้จะลงโลงกันหมดแล้ว...ฮ่า ๆ ๆ” ผู้เฒ่าเทียนฉินเอ่ยด้วยความภาคภูมิใจ พร้อมกับยิ้มเยาะใส่พี่ชาย“ฉิน เจ้ามีวันสอนหลินเอ๋อร์มากกว่าข้า เจ้าสอนสี่วัน ข้าสอนสามวัน หลินเอ๋อร์ก็ต้องเก่งด้านปรุงยามากกว่าด้านวรยุทธ์เป็นธรรมดา หรือว่าเจ้าจะลองแลกจำนวนวันสอนหลินเอ๋อร์กับข้า แล้วเราค่อยมาตัดสินกันว่าใครสอนหลานได้เก่งกว่า เจ้ากล้าแลกหรือไม่เล่า” ผู้เฒ่าเทียนเฉินเอ่ยถาม พร้อมยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์“มีหรือข้าจะไม่กล้า ได้ ข้าจะแลกจำนวนวันสอนกับเจ้าเป็นเวลาสามปี ถ้าพลังยุทธ์ของหลินเอ๋อร์ไม่ได้สูงกว่าเด็กวัยเดียวกันมากเป็นพิเศษถือว่าเจ้าแพ้ ใครชนะจะได้เล่นกับหลินเอ๋อร์แต่เพียงผู้เดียว” ผู้เฒ่าเทียนฉินพูดจบ ก็อุ้มหลานรักจากไปอย่างเร็วเหมือนตอนมา“ฉิน ข้าไม่มีทางแพ้เจ้าแน่ หรือถ้าข้าแพ้ก็ถือว่าไม่ขาดทุน เพราะข้าได้อยู่กับหลินเอ๋อร์สี่วันนานถึงสามปี” เรือนนภา...ช่วงเช้าเป็นการเรียนเรื่องค่ายกล เทียนหลินมีความจำดีเป็นเลิศ อ่านแผนผังค่ายกลต่าง ๆ เพียงครั้งเดียวก็จดจำรูปแบบค่ายกลได้ทั้งหมด ช่วงบ่ายเป็นการฝึกวรยุทธ์ เด็กหญิงตัวน้อยกับสองสาวใช้ตั้งใจฝึกกระบี่กันอยู่ในลานกว้าง สองสาวใช้เป็นผู้ไร้พลังยุทธ์จึงฝึกวิชากระบี่พื้นฐาน ถ้าฝึกฝนจนชำนาญแม้จะไร้พลังก็สามารถใช้ปกป้องตัวเองได้ ส่วนเด็กหญิงที่กำลังตวัดวาดกระบี่ในมืออย่างคล่องแคล่วว่องไว กำลังฝึกวิชากระบี่ไร้เงาซึ่งเป็นเคล็ดวิชาที่ผู้เฒ่าเทียนเฉินคิดค้นขึ้น เคล็ดวิชากระบี่ไร้เงามีทั้งหมดสิบขั้น เด็กหญิงฝึกถึงขั้นที่สี่ยังไม่สามารถเลื่อนขึ้นขั้นที่ห้าได้ เพราะพลังยุทธ์และพลังปราณของนางยังอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากร่างกายเคยได้รับพิษมาก่อน แม้จะถอนพิษออกไปแล้วก็ยังต้องใช้เวลาในการฟื้นพลัง“หลินเอ๋อร์ นอกจากยาเสริมพลังแล้ว หลานฝึกหลอมยาชนิดอื่นด้วยหรือไม่?” ชายชราเอ่ยถามหลานรักหลังฝึกวิชากระบี่เสร็จแล้ว“ฝึกเจ้าค่ะท่านปู่ใหญ่ หลานฝึกหลอมยาเสริมปราณกับยาฟื้นพลังด้วยเจ้าค่ะ”“ดีมาก พรุ่งนี้หลานเอายาที่ฝึกหลอมทั้งหมดมาให้ปู่ เราจะใช้ยาพวกนี้ร่วมกับการฝึกวิชาของหลาน ปู่จะสอนเจ้าให้เก่งขึ้นภายในสามปีนี้”“เจ้าค่ะท่านปู่ใหญ่”เด็กหญิงขานรับเสียงใส ชายชราเอามือลูบศีรษะเล็ก ๆ ของหลานรักอย่างเอ็นดู“ฉิน เจ้าตั้งใจสอนหลินเอ๋อร์หลอมยาพวกนี้ เป็นเพราะเจ้ารู้ดีสินะว่านางจำเป็นต้องใช้ยาพวกนี้ช่วย ถึงจะสามารถฝึกวรยุทธ์ให้ก้าวหน้าได้ น้องชายข้าช่างเป็นท่านปู่ที่น่ารักจริง ๆ”ฮัดชิ่ว!!...เสียงจามดังออกมาจากห้องตำราเรือนเมฆา