ปี G.D 15025 ณ ดราก้อนการ์เด้น เขตเมืองเทียนซาน
ในบ้านขนาดกลางเขตชานเมือง ชายผู้หล่อเหล่าผมสีดำดวงตา สีฟ้าคราม รูปร่างสมส่วนเหมือนกับชายอายุสิบแปดทั่วไปกำลังนั่งมองโฮโลแกรมสามมิติของอาจารย์อย่างเบื่อหน่าย เขามีชื่อว่า ไป๋ฉี เป็เพียงลูกชายของพ่อที่เป็เ้าของสวนผลไม้กับแม่ที่เป็หมออยู่ที่โรงพยาบาลเล็กๆ
และที่เห็นว่าเขามีท่าทางเบื่อหน่ายอยู่นี้นั่นเพราะกำลังเรียนประวัติศาสตร์ยูโทเปียร์ ซึ่งใครต่อใครก็รู้ถึงความเป็มา ดังนั้นสำหรับนักเรียนทุกคนมันถือว่าน่าเบื่อมากเลยทีเดียว
"อาจารย์ครับ เื่ประวัติศาสตร์ พลังฟรอส รวมถึงอบิสพวกเราทุกคนรู้เื่นี้เป็อย่างดีแล้ว มีเื่อื่นที่แปลกใหม่และน่าสนใจกว่านี้ไหมครับ"ในห้องเรียนเสมือนจริง นักเรียนคนหนึ่งยกมือแล้วพูดขึ้น ความคิดของเขาได้รับการสนับสนุนจากเพื่อนนักเรียนมากมาย
อาจารย์หนุ่มที่สอนอยู่เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ยกยิ้ม "เื่ราวที่แปลกใหม่? ได้! วันนี้ครูจะสอนพวกเธอเื่ คอสมิค ฟรอส"
เหล่านักเรียนพากันกระตือรือล้น แม้แต่ไป๋ฉีที่นั่งเบื่อๆอยู่เมื่อครู่ก็ต้องหันมาสนใจ "คอสมิค ฟรอส คือพลังรูปแบบพิเศษที่เหนือชั้นยิ่งกว่าฟรอสธรรมดา แต่มันจะเกิดขึ้นในตัวของบุคคลที่มีลักษณะเด่นเป็พิเศษเท่านั้น ผู้ที่มีคอสมิคฟรอสจะสามารถปลดปล่อยพลังรูปแบบพิเศษออกมาได้ เช่นเปลวเพลิง น้ำแข็ง สายฟ้า พลังจิต คลื่นเสียง เป็ต้น อีกทั้งคนที่มีคอสมิค ฟรอส จะดูดซับพลังได้ดีกว่าคนที่ไม่มีหลายเท่าด้วยกัน"
"อาจารย์คะ แล้วจะอยู่ได้อย่างไรคะว่าใครมีคอสมิคฟรอสหรือไม่มี"นักเรียนหญิงคนหนึ่งกล่าวถาม
"เป็คำถามที่ดีมาก คนที่ฟรอสธรรมดานั้นเมื่อดำดิ่งลงสู่ทะเลพลังงานของตนเองจะเห็นสิ่งที่คล้ายกับละอองสีขาวจางๆ ส่วนผู้ที่มีคอสมิคฟรอสจะเห็นเป็ละอองสีที่แตกต่างกันออกไปอย่างไรละ"อาจารย์หนุ่มกล่าวตอบก่อนที่เสียงแจ้งเตือนหมดเวลาการเรียนการสอนจะจบลง
ไป๋ฉีเรียบล็อคเอ๊าออกมาจากระบบในทันที ก่อนที่ร่างจริงของเขาลุกขึ้นบิดี้เีเล็กน้อยและหาวออกมาอย่างช่วยไม่ได้ "คอสมิคฟรอสอะไรกัน ระดับการดูดซับคาบเส้นห้าสิบเปอร์เซ็นต์อย่างฉันแค่ใช้ชีวิตเหมือนคนธรรมดาก็เต็มกลืนแล้ว"
เขากล่าวพร้อมเปิดประตูออกไปนอกห้องทันที ระดับการดูดซับที่ชายหนุ่มพูดออกมาเมื่อครู่มันก็คือระดับที่สร้างขึ้นเพื่อวัดว่าคนๆนั้นจะเป็นักสู้ได้หรือไม่ โดยคนปกติทั่วไปจะมีระดับการดูดซับต่ำกว่าห้าสิบเปอร์เซ็นต์ ส่วนคนที่สามารถเป็นักสู้ได้จะมีระดับห้าสิบเปอร์เซ็นต์ขึ้นไป และสุดท้ายคือคนที่มีระดับมากกว่าเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์จะถือว่าเป็อัจฉริยะหรือหัวกะทิที่ทุกกองกำลังล้วนแต่ตามหา
เมื่อออกจากห้องแล้วเขาเดินตรงมายังห้องรับแขกในทันที ตอนนี้ชายคนหนึ่งรูปร่างหน้าตาไม่ต่างจากเขาเท่าไรนักเพียงแค่ดูเป็ผู้ใหญ่กว่ากำลังนั่งทานข้าวพร้อมกับดูข่าวไปด้วยอย่างสบายใจ ชายคนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากพ่อของชายหนุ่มเองมีชื่อว่า ไป๋เฉิน
"อะไรกันนึกว่าไปที่สวนซะอีก นี่ก็เกือบเที่ยงแล้วทำไมยังอยู่อีกละเนี้ย"ชายหนุ่มกล่าวขึ้นพร้อมกับหยิบเครื่องดื่มในตู้เย็นมาดื่มและนั่งลงที่โซฟาข้างๆพ่อของเขา
"วันนี้ก็ไม่ได้มีอะไรมาก แค่สั่งงาน AI ก็พอแล้ว"ไป๋เฉินยังคงทานข้าวต่อไป ไป๋ฉีผู้เป็ลูกชายก็พยักหน้าอย่างเข้าใจได้ แม้ว่าเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกยุคนี้จะสู้เมื่อห้าพันปีกว่าก่อนไม่ได้ เพราะหน่วยงานต่างๆหันไปสนใจเทคโนโลยีสำหรับการสู้รบกับอบิสเสียส่วนใหญ่
แต่ก็ยังดีที่มีทุกประเทศยังใส่ใจความเป็อยู่ของประชาชนของตนเอง โดยยัดเอาเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกเกือบทุกอย่างมาไว้ในกำไลข้อมือเพียงชิ้นเดียว ไม่ว่าจะเป็ AI บัตรประชาชน ใบขับขี่อิเล็กทรอนิกส์ กระเป๋าเงินอิเล็คทรอนิกส์ และอีกหลายอย่างมากมาย จนทำให้เพียงแค่สั่งการ AI ที่กำไลข้อมือก็สามารถใช้งานพวกมันได้อย่างง่ายดาย
"จะว่าไปวันนี้เป็วันเกิดอายุครบสิบแปดปีของลูกแล้วนี่ แถมการสอบก็ดูเหมือนจะสอบผ่านฉลุยเพียงแค่รอจบการศึกษาเท่านั้น ได้วางแผนอนาคตไว้บ้างหรือยังว่าจะทำอะไร??"
"ไม่รู้สิครับ อาจจะมาช่วยพ่อ ทำสวนผลไม้ก็ได้นะ"
"หืม?? ลูกอย่าพูดเล่นน่า ทักษะการต่อสู้ดีเลิศ ทักษะดาบระดับดีเลิศ ทักษะการเคลื่อนไหวดีเลิศ ทักษะการใช้มีดดีเลิศ แถมทักษะการยิงปืนก็ยังดีเลิศ ฝีมืออย่างลูกเนี้ยนะจะทำสวน อย่าทำให้พร์สูญเปล่าสิ อีกอย่างลูกอยากเป็นักสู้ไม่ใช่หรือ ในเมื่อมีความฝันมีเป้าหมายทำไมถึงเลือกที่จะทิ้งมันละ"
"ไม่ได้ทิ้งความฝันสักหน่อย พ่อก็รู้ว่าเมื่อก่อนผมมีระดับดูดซับพลังอยู่ที่หกเก้าเปอร์เซ็นต์จะอยากเป็นักสู้ก็ไม่แปลกอะไร แต่ตอนนี้ระดับตกลงมาเหลือแค่ห้าสิบเปอร์เซ็นต์เอง หากมองความเป็จริงผมเก่งกว่าคนธรรมดาแค่เปอร์เซนต์เดียวเท่านั้นต่อให้เป็นักสู้ก็ไม่มีวันรุ่งโรจน์ในสายอาชีพได้ นี่ไม่ใช่การทิ้งความฝันแต่เป็การมองที่ความเป็จริงครับ แล้วก็อีกอย่างพ่อก็น่าจะรู้ว่ากองกำลังส่วนใหญ่จะรับคนที่มีอัตราการดูดซับหกเปอร์เซนต์ขึ้นไปและต้องมีระดับขั้นต่ำคือนักรบขั้นต้น ซึ่งผมที่ตอนนี้อยู่แค่นักสู้ฝึกหัดขั้นกลางเองและไม่คุณสมบัตินั้น"
ไป๋ฉีกล่าวเหตุผลทั้งหมดของเขาออกไป เมื่อก่อนเขาก็เหมือนเด็กคนอื่นๆไฝ่ฝันอยากที่จะเป็นักสู้ที่ทรงพลังแม้จะไม่ใช่ระดับหัวกะทิแต่อัตราการดูดซับของเขาก็สูงถึงหกสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ด้วยกัน
แต่มันก็มีเหตุพลิกผันเมื่อห้าปีก่อนในตอนที่ออกไปรับพวกแม่ๆจากโรงพยาบาล เขาไปพบเข้ากับชายชราคนหนึ่งที่เหมือนจะหลงทางและดูน่าสงสารเอามากๆ ดังนั้นเขาจึงไปช่วยบอกทางรวมไปถึงเลี้ยงข้าวชายชราคนนั้น
หลังจากที่ทานข้าวเสร็จไป๋ฉีก็พาชายชราไปส่งยังที่หมายใกล้ๆที่เขาอยากไป แต่ชายชรากลับให้สิ่งที่คล้ายกับพวกกุญแจรูปหอคอยเก้าชั้นด้านในมีแสงระยิบระยับคล้ายกับบรรจุจักรวาลมาให้เขา ด้วยที่คิดว่าเป็เพียงของที่ระลึกเขาจึงรับมันเอาไว้อย่างเต็มใจ แต่ทว่าหลังจากวันนั้นหอคอยเล็กๆชิ้นนั้นก็หายไป พร้อมกับอัตราการดูดซับพลังของชายหนุ่มก็ลดลงมาเรื่อยๆจนเหลือแค่ห้าสิบเปอร์เซ็นต์
นี่เป็เหตุการณ์ที่ชายหนุ่มไม่มีวันลืมเลือน ในใจแอบโกรธเคืองชายชราคนนั้นไม่น้อยแม้จะไม่รู้ว่าต้นเหตุนั้นมาจากเขาหรือไม่ก็ตาม หลังจากนั้นแม้ไป๋ฉีจะฝึกฝนมากเพียงใด แต่อัตราการดูดซับพลังของเขาก็ช้าซะจนเริ่มคิดที่จะตัดใจจากการเป็นักสู้มาจนถึงตอนนี้
"เห้อ เื่นี้พ่อก็รู้ดี แต่ก็เสียดายฝีมือของลูกนี่น่า อุตส่าพยายามฝึกขนาดนั้น ลองไปตรวจที่ เดอะ เลเจนด์ อีกสักครั้งดีไหม"
"เปล่าประโยชน์ครับ ตลอดเวลาห้าปีพ่อกับแม่ก็พาผมไปตรวจตลอดพวกเขาก็หาสาเหตุไม่เจอ ดังนั้นอย่าเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์เลยครับ"
ในขณะที่พ่อลูกกำลังพูดคุยปรึกษากัน เครื่องบินขนาดเท่ารถยนต์ก็บินลงมาจอดข้างบ้าน หญิงสาวสามคนเดินออกมาหน้าตาของพวกเธอเหมือนกับดาราอย่างไรอย่างนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึงรูปร่างเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบอย่างถึงที่สุด หากพวกเธอทั้งสามคนเลือกเดินทางสายอาชีพในวงการบันเทิงละก็คงจะโด่งดังเอามากๆเลยทีเดียว
"พ่อลูกคุยอะไรกันอยู่ ทำสีหน้าเคร่งเครียดเชียว"หญิงสาวผมสีแดงคนหนึ่งกล่าวขึ้นมา เธอมีชื่อว่า ไป๋เยว่อิง เป็ภรรยาคนแรกของไป๋เฉินและยังเป็แม่แท้ๆของไป๋ฉีอีกด้วย
ส่วนหญิงสาวอีกสองคนที่เหลือ เริ่มจากหญิงสาวสวมแว่นตาผมบลอนด์ เธอชื่อ ไป๋หยาเฟย เป็ภรรยาคนที่สอง สุดท้ายคือผู้หญิงผมสีเงินชื่อว่า ไป๋หนิง เป็ภรรยาคนที่สาม ใช่! ฟังไม่ผิด ไป๋เฉินมีภรรยาถึงสามคน เนื่องจากการลดลงของประชากรจำนวนมากโดยเฉพาะผู้ชายการที่จะมีภรรยาหลายคนจึงไม่ใช่เื่แปลกอะไรในยุคนี้ อีกทั้งไป๋ฉีผู้เป็ลูกก็รักและเคารพแม่อีกสองคนมากแม้จะไม่ใช่แม่แท้ๆก็ตาม
"อ้าวพวกแม่ทำไมกลับมาเร็วจัง โรงพยาบาลไม่น่าจะให้กลับไวขนาดนี้ไม่ใช่หรือ"ไป๋ฉีหันไปกล่าวถาม
"หุหุ ลูกรักก็วันนี้วันเกิดของลูกจะให้พวกแม่ทำงานกันจนมืดค่ำได้อย่างไรกันละจริงไหม วันพิเศษของลูกทั้งทีพวกเราก็เลยถือโอกาสลางานเพื่อที่จะมาฉลองกับลูกเลยนะ ฮิฮิ"ไป๋เย่อิงลูบผมของลูกชายพร้อมกับกล่าวอย่างสนุกสนาน
"แต่ก่อนอื่น ลูกเรียนเสร็จแล้วใช่ไหม! อย่าบอกนะว่าแอบอู้เหมือนทุกวัน"ไป๋หยาเฟยกล่าวถามอย่างเคร่งขรึม เรียกได้ว่าในบรรดาแม่ๆทั้งสามเธอเป็เป็ที่เข้มงวดที่สุดเลยก็ว่าได้ ที่การเรียนของไป๋ฉีทุกวิชาเป็ไปได้อย่างดีเยี่ยมนอกจากความพยายามของชายหนุ่มเองแล้วก็คงต้องยกความดีความชอบให้เธอคนนี้
"โถ่ แม่สอง ผลการเรียนของผมถือว่าเรียนจบแล้วนะครับแค่เข้าเรียนหวังว่าจะมีอะไรแปลกๆใหม่ๆบ้างก็เท่านั้นเอง"ไป๋ฉีทำหน้ามุ้ยและกล่าวตอบไป จนทั้งครอบครัวพากันหัวเราะร่าอย่างมีความสุข
"พี่สาววันนี้วันเกิดลูกก็อย่าเข้มงวดนักเลย ฉีเอ่อร์ มาช่วยแม่สามทำอาหารดีกว่า"ไป๋หนิงดึงมือของมือไป๋ฉีออกไป ทำให้ทั้งไป๋เย่อิงและไป๋หยางเฟยอดไม่ได้ที่จะส่ายหัวไปมา หากจะให้พูดว่าใครตามใจลูกที่สุดคงไม่พ้นแม่สามอย่างไป๋หนิง