บทที่ 4 ธูปหนึ่งดอก
ิญญาเร่ร่อนค่อย ๆ หันกลับมามองเธอ
ดวงตาข้างเดียวที่ยังไม่ยุบเข้าไปกลอกผ่านกระจกบานเลื่อนมองจากเสิ่นโม่จิ่นไปยังย่ามซึ่งเธอจับอยู่กลางเตียง
ร่างโปร่งแสงของมันกระตุกเป็่ ๆ
ขณะสองมือกลับไปคว้าราวระเบียงไว้แน่นเล็บสีดำครูดผ่านโลหะจนเกิดรอยขาวยาวสี่เส้น
มันไม่หนีต่อ แต่ก็ไม่ยอมขยับเข้าไปใกล้กว่าเดิม
ระหว่างตัวผีกับหญิงสาวจึงมีกระจกกั้นอยู่เพียงชั้นเดียว
แสงไฟจากถนนเบื้องล่างพาดผ่านร่างขาวซีดจนมองเห็นลูกกรงด้านหลังทะลุเนื้อบริเวณท้องได้
กระนั้นิญญากลับทำท่าราวกับสิ่งที่คั่นอยู่ไม่ใช่กระจกหากเป็กำแพงพระทั้งวัดซึ่งพร้อมเผามันั้แ่หัวจรดเท้า
เสิ่นโม่จิ่นจึงใช้มือดึงเชือกบนปากย่ามปิดลงเล็กน้อยผีตรงระเบียงจึงผ่อนแรงจับราวลงได้นิดหน่อย
จากนั้นเธอล้วงหยิบขวดน้ำมนต์ขึ้นมาวางข้างตัว
นิ้วผีทั้งสิบจึงกลับไปเกร็งอีกครั้งจนข้อนิ้วดังกรอบ
“กูยังไม่ได้ทำอะไร” เสิ่นโม่จิ่นพูดเสียงเรียบ
ริมฝีปากซึ่งฉีกอยู่มุมหนึ่งสั่นสองครั้งก่อนเสียงแหบจะเล็ดลอดผ่านกระจกเข้ามาเบามาก จนแทบปนไปกับเสียงรถบนถนน
“ท่าน...ท่านเก็บของนั้นก่อนได้หรือไม่”
เสิ่นโม่จิ่นปรายตามองขวดน้ำมนต์ในมือแล้วมองมันอีกครั้ง
“ไม่ได้”
ผีเม้มปากทันทีส่วนใบหน้าที่ยุบอยู่ครึ่งหนึ่งทำให้ท่าทางนั้นดูคล้ายหนังซึ่งถูกดึงรั้งผิดด้าน
แผ่นข้อมูลผู้เล่นสีฟ้ายังคงลอยอยู่ตรงมุมสายตาของหญิงสาวเลขแต้มบุญหกหลักส่องแสงต่างจากตัวอักษรบรรทัดอื่น
ขณะที่อักขระบนย่ามปล่อยไอหม่นออกมาทีละสายทุกครั้งที่มันขดผ่านขอบเตียง ผีตรงระเบียงจะห่อไหล่เข้าหากันราวกับถูกน้ำมนต์สาดทั้งที่ยังไม่มีใครแตะตัว
'กลัวของในย่ามมากกว่ากลัวกูเสียอีก'
เสิ่นโม่จิ่นวางขวดน้ำมนต์กลับลงไป แต่เชือกแดงยังรูดปิดไม่สนิทดี
จากนั้นจึงเดินไปจับพนักเก้าอี้หน้าโต๊ะเครื่องแป้งแล้วลากผ่านพื้นไม้จนเกิดเสียงดัง ครืดๆ เป็ทางยาว
เสียงนั้นทำให้ผีสะดุ้งจนหน้าเกือบโผล่ผ่านกระจก
หญิงสาวลากเก้าอี้ มาหยุดห่างจากประตูระเบียงประมาณหนึ่ง่แขน
ก่อนใช้ปลายเท้าเขี่ยโต๊ะข้างเตียงให้เลื่อนตามมาเนื้อไม้กระแทกขอบพรมสองครั้งจึงเข้าที่
การออกแรงเพียงเท่านั้นกลับดึงกล้ามเนื้อรอบลำคอจนรอยบีบใต้แผ่นประคบเต้นตุบๆ
เสิ่นโม่จิ่นหยุดสูดลมหายใจตรง ๆแล้วเปลี่ยนเป็ผ่อนลมออกทางปากช้า ๆ มือข้างหนึ่งวางพาดพนักเก้าอี้เอาไว้จนกล้ามเนื้อที่เกร็งกลับเข้าที่
ร่างนี้ฟื้นคืนสติแล้วก็จริงแต่ยังห่างจากคำว่าปกติอยู่มาก ขาซ้ายรับน้ำหนักได้ไม่เสมอ ข้อนิ้วมีแผลถลอก หัวใจกระตุกไม่เท่ากัน
และทุกครั้งที่กลืนน้ำลายจะครูดผ่านเนื้อบวมตรงลูกกระเดือกราวกับมีเศษทรายติดอยู่ข้างใน
ยิ่งความทรงจำของเ้าของร่างไหลแทรกเข้ามาเป็พักๆโดยไม่เตือน อาการปวดหัวตื้อๆจะบีบรัดทุกครั้ง ทำให้อารมณ์ซึ่งแม่มณีเคยควบคุมได้ก็ยิ่งกระตุกง่ายกว่าปกติ
เธอไม่คิดปล่อยให้มันกำเริบอีก และไม่อยากเสียเวลาจัดการผีเร่ร่อนซึ่งดูแล้วคงไม่น่าทนไม้เรียวได้ถึงสามที
ทางที่ประหยัดที่สุดจึงเหลือเพียงถามแล้วค่อยตัดสินว่าควรเชื่อกี่ส่วน
เสิ่นโม่จิ่นนั่งลงช้า ๆ ก่อนหยิบย่ามวางลงบนโต๊ะข้างตัวโดยหันปากย่ามเข้าหามือ
“เข้ามา”
ผีส่ายหน้าจนผมกระเซิงตีแก้ม “ข้าอยู่ตรงนี้ก็ได้”
“กูไม่ได้ถาม”
มันเหลือบมองธรณีประตูระเบียงแล้วรีบก้มหน้านิ้วเท้าที่ลอยเหนือพื้นงอเข้าหาฝ่าเท้า ก่อนร่างทั้งร่างจะหดเล็กลงไปอีกส่วนหนึ่ง
“ไอจากย่ามของท่านกัดผิวข้า”
เสิ่นโม่จิ่นมองแขนสีเทาของมันบริเวณที่อยู่ใกล้กระจกที่สุดมีจุดสีแดงผุดขึ้นบาง ๆ คล้ายตุ่มพองจากน้ำร้อนทว่าไม่พบรอยไหม้ หรือกลิ่นไหม้ของเนื้อิญญา และร่างของมันยังคงรูปได้
บางทีมันอาจพูดเกินจริงเพราะ้ารักษาระยะ
หรืออาจอ่อนแอจนแค่ไออาคมที่เล็ดลอดจากย่ามก็ทำให้มันเจ็บได้จริงไม่ว่าจะเป็อย่างไหน การบังคับให้มันเข้ามาก็ไม่มีประโยชน์
หากผีกลัวจนพูดไม่เป็คำเธอจะได้ข้อมูลช้ากว่าเดิม
“งั้นก็อยู่นั่น”
ผีเงยหน้าขึ้นเพียงเล็กน้อย
เสิ่นโม่จิ่นใช้นิ้วแตะขอบเก้าอี้หนึ่งครั้งเสียงเล็บกระทบเนื้อไม้ดังชัดท่ามกลางเสียงเครื่องปรับอากาศ
“กูจะถามทีละข้อ ถ้ารู้ก็ตอบว่ารู้ไม่รู้ให้บอกว่าไม่รู้ อย่าแต่งเื่ให้ยาว เพราะคอกูเจ็บ ”
“ข้าไม่โกหก”
“ผีทุกตัวพูดอย่างนี้ก่อนโดนดี”
ดวงตาขุ่นมัวของมันเบิกกว้างร่างซึ่งเกาะราวอยู่รีบถอยไปสุดแขน จนแผ่นหลังเกือบหลุดพ้นขอบระเบียง
เสิ่นโม่จิ่นมองปฏิกิริยานั้นแล้วส่ายหน้าผีระดับนี้ต่อให้จัดการไปก็คงไม่มีประโยชน์ สู้ปล่อยให้มันวนเก็บข่าวตามตรอกจะดีเสียกว่า
หญิงสาวเอนหลังพิงเก้าอี้เพียงครึ่งเดียวเพื่อไม่ให้แผ่นประคบรอบคอถูกดันนิ้วชี้ยังวางอยู่บนด้ามมีดขณะถามคำถามแรก
“โลกนี้เป็อะไร”
ผีเอียงศีรษะไปด้านหนึ่ง “โลก...ก็เป็โลก”
“.......”
ปลายนิ้วของเสิ่นโม่จิ่นเปิดปากย่ามออกกว้างอีกครึ่งนิ้วไออาคมบนย่ามสะท้อนแสงไฟสีส้มจากระเบียงเป็เส้นบาง
“หมายถึงโลกมนุษย์กับโลกิญญารวมกันได้ยังไง”
“อ้อ!” มันรีบผงกศีรษะจนคอบิดเกือบกลับด้าน“ท่านถามเื่การหลอมรวม”
“แค่ตอบได้หรือไม่ พอ”
“ข้าตอบได้!”
มันรีบคลายมือข้างหนึ่งจากราวแล้วใช้แขนซึ่งยาวผิดสัดส่วนชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้าด้านนอกมีเพียงก้อนเมฆสีส้มจากแสงเมือง ไม่มีรอยแยกหรือสิ่งผิดปกติให้เห็นในตอนนี้
“เมื่อสามเดือนก่อน ประตูของสองฝั่งเปิดทับกันโลกคนเป็กับทางเดินของคนตายซ้อนเข้ามาพร้อมกัน บางแห่งเริ่มจากเห็นผี บางที่มีเขตซึ่งเข้าไปแล้วออกมาไม่ได้ส่วน...”
เสิ่นโม่จิ่นเคาะโต๊ะหนึ่งครั้ง
“สั้นๆ”
ปากที่กำลังอ้ากว้างหุบลงทันที “โลกหลอมรวมมาประมาณสามเดือนขอรับ”
“ใครเป็คนทำ”
“ไม่รู้”
“์ นรก หรือพวกผีใหญ่”
“ข้าไม่รู้จริง ๆ”มันก้มศีรษะจนคางซึ่งบิดผิดรูปแทบแตะหน้าอก
“ตอนเกิดเื่ ข้ายังหลบอยู่ใต้สะพานเห็นแต่ิญญาหลายตนถูกเหวี่ยงออกมาฝั่งคนเป็ แล้วกฎก็ปรากฏขึ้นเองไม่มีผู้ใดลงมาบอกว่าใครเริ่ม”
คำตอบนั้น ไม่ทำให้เสิ่นโม่จิ่นได้ต้นเหตุทั้งหมด
แต่ท่าทางของผีไม่มีการชะงักเพื่อแต่งเื่
ดวงตาขุ่นกลอกขึ้น้าเมื่อพยายามนึกและกลิ่นรอบตัวมันยังเป็เพียงฝุ่นเก่าๆ ราวกับน้ำคลองเน่าไม่มีไอเหม็นเปรี้ยวซึ่งมักผุดขึ้นจากิญญาเวลาถูกคำสาปบังคับให้โกหก
ยังเชื่อไม่ได้ทั้งหมด แต่พอฟังต่อได้
“ดันเจี้ยนคืออะไร”
ิญญาใช้สองมือจับราวแน่นขึ้นอีกครั้ง
“เขตของผี”
“ทุกดันเจี้ยนเป็ของผีหรือ”
“ไม่เสมอ บางแห่งเป็ของภูติ หลายแห่งมีบอสซึ่งไม่เหมือนผีเขตเกิดจากิญญาอาฆาตหลายตนรวมกัน ข้ารู้จากคนตายที่หลุดออกมาพวกเขาบอกว่าเมื่อถูกลากเข้าไป กฎของข้างนอกจะใช้ไม่ได้ผู้ครองเขตตั้งกฎของตัวเอง”
“แล้วคนถูกลากเข้าไปเพราะอะไร”
“สุ่มก็มี เหยียบเข้าเขตก็มี โดนหมายหัวถูกคำสาป หรือได้รับบัตรเชิญก็มีขอรับ”ผีขยับปลายเท้าเหนือพื้นระเบียงก่อนเสริมเร็ว
“ข้าไม่เคยเข้าไป ข้ารู้เท่านี้”
เสิ่นโม่จิ่นไม่ได้ตำหนิการยอมรับว่าไม่เคยเห็นดีกว่าพยายามพูดให้ดูฉลาด เธอจึงถาม คำถามต่อไปโดยไม่เสียเวลา
“เกิดดันเจี้ยนั้แ่วันแรกหรือ”
“เกิด แต่ยังน้อยมาก ่เดือนแรก คนเป็คิดว่าเป็พื้นที่ผิดปกติชั่วคราวพอเข้าเดือนที่สอง เขตเก่าเริ่มเปิดซ้ำๆ พร้อมกับเขตใหม่ที่เพิ่มมากขึ้น และพอเดือนนี้...”
มันชำเลืองไปทางนอกระเบียงคล้ายกลัวว่าจะมีบางอย่างได้ยิน “ดันเจี้ยนเกิดถี่ขึ้นบางคนเพิ่งออกมาไม่กี่วันก็ถูกดึงกลับเข้าไป บางรายเจอดันเจี้ยนเดิมสองรอบด้วย”
คำตอบ่ท้ายทำให้ปลายนิ้วของเสิ่นโม่จิ่นหยุดเคาะโต๊ะ
“ดันเจี้ยนเดิมจำผู้เล่นได้หรือ”
“ข้าไม่รู้”
“ผู้เล่นคนเดิมจำกฎเก่าได้ไหม”
“ข้าไม่รู้ แต่เคยได้ยินมาว่าบางคนจำได้ แต่..บ้างบอกกฎเปลี่ยนและ.....หลายคนก็ไม่ได้กลับออกมาพูดอีก”
หญิงสาวเหลือบมองเลขแรงค์ XXX ซึ่งยังค้างอยู่บนหน้าจอสีฟ้า
หากโลกนี้เพิ่งหลอมรวมได้สามเดือน แรงค์ องค์กรและวิธีเอาตัวรอดทั้งหมดก็ยังอยู่ใน่ตั้งไข่
ผู้ที่แต่งเครื่องแบบยืนรับคนเจ็บหลังดันเจี้ยนอาจจัดการขั้นตอนพื้นฐานได้แล้วแต่ไม่ได้แปลว่ารู้จักสิ่งซึ่งอยู่หลังประตูทุกบาน
'แปลว่าถามคน ก็ใช่ว่าจะได้เื่กว่าถามผี'
“คนที่เคยเข้ามากที่สุดกี่ครั้ง”
ผียกนิ้วขึ้นสามนิ้ว แล้วส่ายหน้าปลายนิ้วกลางหลุดหายไปั้แ่ข้อแรกจึงเหลือรูปร่างคล้ายชูสองนิ้วครึ่ง
“ข้าไม่แน่ใจ แต่เท่าที่ข้าเคยได้ยิน สามครั้งคนผู้นั้นยังมีชีวิต แต่ไม่รู้ว่าจะอยู่อีกนานหรือไม่”
“สามครั้งแล้วถือว่าเก่ง?”
“ตอนนี้ก็ถือว่าเก่ง” มันรีบตอบ“โลกเพิ่งเปลี่ยน ผู้เล่นซึ่งออกมาครั้งเดียวบางคนยังตั้งตัวเป็ผู้รู้ได้แล้วแต่ิญญาฝั่งข้าล้วนหัวเราะเยาะ เพราะเมื่อถูกดึงเข้าเขตซึ่งไม่รู้จัก กฎใหม่ๆพวกนั้นก็ตายเหมือนกัน”
มุมปากเสิ่นโม่จิ่นกระตุกขึ้นนิดหนึ่ง
“อันนี้กูเชื่อ”
ประสบการณ์ไม่กี่ครั้งช่วยให้คนอ่านสถานการณ์เร็วขึ้นแต่ไม่มีผีตัวใดจำเป็ต้องใช้กฎเดียวกับครั้งก่อน
ต่อให้เธอปราบิญญามาตลอดชีวิตหากเข้าเขตแล้วดันท่องคาถาผิดจังหวะหรือแตะของซึ่งเป็เงื่อนไขตายก็มีสิทธิ์ถูกฝังไว้ในกำแพงไม่ต่างจากมือใหม่
คนที่ประกาศว่าตัวเองรู้ทุกอย่างหลังรอดสามครั้งจึงน่ากลัวพอ ๆ กับผีที่แสร้งบอกทาง
เพราะคนแบบนั้นไม่ได้ตายคนเดียวมันมักลากคนเชื่อตามไปด้วย
เสิ่นโม่จิ่นเปลี่ยนท่านั่งเมื่ออาการชาตรงขาซ้ายเริ่มลามขึ้นมาถึงหัวเข่า
เธอใช้ปลายเท้ายันพื้นแล้วขยับเก้าอี้เข้าหาโต๊ะอีกเล็กน้อยระหว่างนั้นผีตรงระเบียงยังไม่ละสายตาจากย่าม ร่างของมันเพียงสั่นเบาลงเมื่อเห็นว่าเธอไม่ได้ขยับมือไปทางนั้น
“คนดูสตรีมได้ยังไง”
“หน้าจอระบบจะแจ้งเตือนสามารถเปิดดูเองผ่านระบบประชาชนเมื่อมีดันเจี้ยนเริ่ม คนเป็ ิญญา ผู้เล่นเก่า หรือพวกองค์กรก็ดูได้ ข้าเคยดูและมีพวกซึ่งอยู่ในเขตอื่นดูได้ด้วย แต่ข้าไม่แน่ใจว่าพวกนั้นเรียกว่าอะไร”
“คนในดันเจี้ยนดูได้ไหม”
“ไม่ได้” ผีส่ายหน้า “คนข้างในเห็นเพียงข้อความของคนดูที่ระบบยอมให้เห็นส่วนคำพูดซึ่งเปิดทางรอดหรือบอกตัวบอส กฎจะกลืนหาย บางคนที่ริฝ่าฝืนเตือนซ้ำๆก็ถูกเตะออกจากสตรีมหรืออาจจะหายไป”
เสิ่นโม่จิ่นนึกถึงข้อความจำนวนมากซึ่งไหลผ่านสายตาหลังเธอลืมตาส่วนใหญ่เต็มไปด้วยคำด่า คำสาปแช่ง และการยุให้ผีฉีกคอเ้าของร่าง
ไม่มีข้อความใดบอกว่าทางออกอยู่ตรงไหนหรือผีตัวนั้นมีเงื่อนไขอย่างไร
'กันคำช่วย แต่ปล่อยให้ด่ากันสนุกระบบโลกนี้ก็เลือกบริการดีฉิบหาย'
“ทำไมถึงดู”
คำถามนั้นทำให้ผีชะงักมันเกาหัวตรงส่วนซึ่งกะโหลกยุบ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจ
“เพราะมันเปิดให้ดู?”
เสิ่นโม่จิ่นเลื่อนนิ้วจากโต๊ะไปแตะขอบย่าม
“ตอบใหม่”
“ข้าไม่รู้ ข้าดูเพราะมันเปิดให้ดู หรือบางตนดูเพื่อจำกฎคนรู้จัก ก็ได้...” มันก้มหน้าลงเล็กน้อย “แต่คนหรือิญญาก็มีพวกดูเพื่อความสนุกวางพนัน หรือส่งของให้ผีฆ่าคน”
“ดูคนตายเป็เื่สนุก?”
“คนตายไม่ใช่พวกเขานี่ขอรับ” คำตอบตรงเกินกว่าจะต้องขยายความ
เสิ่นโม่จิ่นปล่อยนิ้วออกจากย่ามไม่ว่าโลกเดิมหรือโลกนี้ คนจำนวนหนึ่งก็พร้อมนั่งกินข้าวขณะดูชีวิตคนอื่นพัง
“สตรีมบันทึกย้อนหลังได้ไหม”
“ไม่ได้ พอเขตปิด ภาพก็หาย อัดไว้จะเสียแคปไว้หน้าก็เบลอ ส่วนคนไม่รู้จักผู้เล่นมาก่อนจะจำตัวจริงไม่ได้หลังสตรีมจบข้ายังได้ยินว่าทางผ่านหรือกฎสำคัญจะเลือนจากหัวด้วย”
“แต่คนรู้จักจำได้”
“จำได้เพราะมีความทรงจำของคนผู้นั้นอยู่ก่อนแล้ว”
เสิ่นโม่จิ่นรับคำด้วยการขยับปลายนิ้วหนึ่งครั้งข้อมูลนี้อธิบายได้ว่าทำไมครอบครัวเสิ่นจึงตัดสินเ้าของร่างจากภาพในดันเจี้ยนได้
ขณะเดียวกันคนแปลกหน้าบนถนนกลับไม่มีคนชี้หน้าเธอเพียงเพราะเคยนั่งดูสตรีม
คนดูอาจจดจำว่านางร้ายคนหนึ่งผลักเพื่อนหรือจำคำด่าซึ่งตัวเองพิมพ์ลงไปแต่เมื่อต้องนำใบหน้าบนจอมาซ้อนกับเด็กสาวในโลกจริง ส่วนเชื่อมต่อจะถูกกฎเบลอทิ้งจนเหลือเพียงความว่างเปล่า
กฎความทรงจำเช่นนี้ช่วยให้ผู้เล่นไม่ถูกคนทั้งโลกตามล่าในทันที
ทว่าก็ทำลายหลักฐานทุกอย่างพร้อมกัน
คนที่ถูกเข้าใจผิดไม่มีภาพย้อนหลังให้เปิดส่วนคนที่รอดจากการมองเห็นกฎซ่อนก็ไม่อาจขายคำตอบเดิมให้ผู้เล่นกลุ่มถัดไปง่าย ๆ
โลกจึงบังคับให้ทุกคนลองผิดด้วยชีวิตของตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หญิงสาวใช้นิ้วกลางกดตรงขมับเมื่อเศษความทรงจำของเสิ่นโม่จิ่นแทรกเข้ามาเป็ภาพคนในมหาวิทยาลัยถือโทรศัพท์ภาพนั้นยังไม่ทันชัดก็แตกหาย ทิ้งอาการตึงไว้หลังดวงตา
“บ้าชิบ” เธอลดมือลงไม่ปล่อยให้ตัวเองไล่ตามมันในคืนนี้ แล้วหันกลับไปหาิญญาตรงระเบียง
“ถ้าตายในดันเจี้ยนเป็ยังไง”
“ก็ตายจริง”
“ิญญาออกมาได้ไหม”
“หากโชคดีมาก อาจหลุดออกมาตอนเขตพังแต่ส่วนใหญ่...” ผีหยุดพูด นิ้วซึ่งเกาะราวค่อย ๆ งอเข้าหากัน
“ถูกกิน ไม่ก็ถูกเก็บไว้เป็ทาสหรือสลายจนไม่เหลืออะไร ข้าเคยเห็นคนตายซึ่งกลับมาได้เพียงครึ่งหน้าเขาจำชื่อตัวเองไม่ได้ และหายไปในคืนถัดมา”
เสิ่นโม่จิ่นมองใบหน้าที่ยุบอยู่ครึ่งหนึ่งของผู้พูดแต่มันไม่ได้บอกว่าตนเป็คนผู้นั้น เธอจึงไม่ถามต่อ
เื่ของผีตรงหน้าจะตายอย่างไร ชื่อเดิมคืออะไรหรือเหตุใดจึงวนเวียนอยู่แถวบ้านเสิ่น ยังไม่สำคัญเท่าคำถามที่เธอ้ารู้
“ถ้าอยู่นอกดันเจี้ยน ผีฆ่าคนได้ไหม”
คราวนี้มันไม่ได้ตอบทันที
ดวงตาขุ่นมัวของมันเคลื่อนจากย่ามไปยังใบหน้าของเธอปากซึ่งฉีกถึงแก้มอ้าออกแล้วหุบลง คล้ายกำลังเลือกว่าควรพูดแค่ไหนจึงจะไม่โดนฆ่า...
เสิ่นโม่จิ่นไม่เร่ง เธอเพียงเลื่อนย่ามเข้ามาใกล้อีกเล็กน้อย
ผีจึงรีบกล่าวก่อนคนตรงหน้าจะเปิดย่ามและหยิบสิ่งที่น่ากลัวออกมา
“ฆ่ามั่วไม่ได้!”
“คำว่ามั่วของมึงกว้างไปนะ”
“ในโลกคนเป็ พวกข้าทำได้แค่หลอก ให้หลงแกล้งให้ใ หรือทำร้ายเพียงเล็กน้อย กฎไม่ยอมให้ฉีกิญญา กินคน หรือทำร้ายจนตายหากฝืนจะถูกลงโทษ บางตนถูกฟ้าผ่า บางตนถูกกฎลากหายไปเลย”
“ทำร้ายแค่ไหน”
“ข้า...ข้าไม่รู้เส้นพอดี อาจทำให้เกิดรอยช้ำทำให้ป่วย หรือกินแรงเล็กน้อย แต่ห้ามทำอันตรายหนักจนเสียชีวิต”
เสิ่นโม่จิ่นใช้นิ้วโป้งลูบลายสลักบนโต๊ะ
“แล้วถ้าหลอกให้คนตกบันไดจนคอหักล่ะ”
ิญญาหลบตา
“นั่นเป็ช่องที่ผีบางตนอาจใช้มันไม่ได้ลงมือฆ่าตรง ๆ เพียงทำให้คนเห็นจนกลัว แล้วคนเป็ก้าวพลาดเองแต่ถ้ากฎตัดสินว่าจงใจเกินไป ผีตนนั้นก็อาจถูกลงโทษเหมือนกัน”
“แปลว่าฆ่าทางอ้อมได้ ถ้ากฎจับไม่ได้”
“ข้าไม่ได้พูดเช่นนั้น”
“แต่มึงหมายถึงอย่างนั้น”เสียงเสิ่นโม่จิ่นเข้มขึ้น
ผีรีบหุบปาก ร่างโปร่งแสงสั่นขึ้นอีกนิดเมื่อปลายเส้นผมของเสิ่นโม่จิ่นขึ้นสีทองจางๆ
เสิ่นโม่จิ่นไม่ได้ใกับข้อมูลนั้นข้อห้ามซึ่งเปิดช่องให้ มีทุกที่ ต่อให้กฎบอกว่าผีห้ามฆ่ามันก็ไม่ได้แปลว่าคนจะปลอดภัย
หากผีล่อให้เดินเข้าถนนทำให้เห็นสะพานซึ่งไม่มีจริง หรือหลอกให้รับของต้องคำสาปคนก็ยังตายได้โดยที่กรงเล็บมันไม่เคยแตะเนื้อ
“แล้วผีอาฆาต”
“ทำร้ายได้มากกว่าผีเร่ร่อน แต่ยังฆ่าตรง ๆไม่ได้หากไม่มีเงื่อนไข” มันรีบตอบโดยไม่รอให้ถามซ้ำ
“พวกมันมักสร้างเขต ล่อคนเข้าอาณาเขต ผูกคำสาปทำสัญญา หรือทำให้คนรับของบางอย่าง เมื่อคนยอมรับเงื่อนไขกฎจึงเปิดทางให้มันลงมือ”
“ถ้ามีบุญเก่าหรือหนี้ติดกัน”
“นั่นก็เป็เงื่อนไขได้”
“ถ้ามีคนเรียกผีมาเอง”
“ถ้าพิธีสำเร็จและคนเรียกยอมเปิดทางผีก็เข้าใกล้ได้มากขึ้น”
เสิ่นโม่จิ่นพยักหน้าช้า ๆสิ่งเหล่านี้ไม่ต่างจากโลกเดิมมากนัก ผีจะเกาะคนต้องมีช่อง จะเอาชีวิตต้องมีหนี้มีคำรับ หรือมีสถานที่ซึ่งอำนาจของมันครองอยู่
เพียงโลกนี้นำเงื่อนไขเ่าั้มาผูกกับกฎซึ่งมองไม่เห็นแล้วเปิดอาณาเขตให้ผีฆ่าคนได้อย่างเป็เื่เป็ราว
“แล้วมึงทำอะไรได้”
ผีเร่ร่อนรีบส่ายหน้า “ข้าทำได้แค่เดินผ่านกำแพงให้หลอดไฟกะพริบ ซ่อนของชิ้นเล็ก บางครั้งก็เข้าฝัน แต่ข้าไม่เคยทำร้ายคน”
“ทำไมไม่เข้ามาในห้อง”
“ข้ากลัวท่าน”
คำตอบหลุดออกมาเร็วเสียจนเสิ่นโม่จิ่นไม่ต้องเสียเวลาจับพิรุธ
ผียกมือซึ่งมีนิ้วไม่ครบชี้ไปยังปลายผมของเธอก่อนเบนไปทางย่ามบนเตียง
“แสงตรงผมท่านแสบตาข้า ส่วนในกระเป๋านั่นมีไออาคมที่กัดกินข้าข้ายังไม่อยากตายซ้ำ”
“รู้ด้วยหรือว่ามีอาคม”
“รู้ข้าได้กลิ่น และเห็น...” สายตาของมันหยุดตรงปากย่าม“ของที่อยู่ด้านน่ากลัว”
คำตอบของมันสอดคล้องกับของในย่ามมากพอให้เสิ่นโม่จิ่นลดระดับความระแวงลงเพียงนิดเดียว
ผีตัวนี้ไม่มีคราบแค้นเกาะตามตัว หรือเส้นเืดำวิ่งขึ้นในดวงตาและกลิ่นรอบิญญาไม่เหม็นคาว แบบิญญาซึ่งเพิ่งดูดหรือกัดพลังคนเป็
มันอาจมีนิสัยชอบขโมยของหรือเข้าฝันหลอกคนแต่ยังไม่ใช่ผีอาฆาต และไม่มีแรงพอสร้างอาณาเขตของตัวเอง
ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังไม่ลดความระวัง
“กฎหมายของคนเกี่ยวกับดันเจี้ยนเป็ยังไง”
ิญญามองเธอด้วยสีหน้าว่างเปล่าอยู่ครู่หนึ่ง
“ข้าอ่านหนังสือคนไม่คล่อง”
“งั้นไม่ต้องตอบ”