ตอนที่ 33 ท่าทีที่เปลี่ยนไป
ความคิดของคนในยุคโบราณ คือห้ามให้ชายหญิงอยู่ใกล้ชิดกันและพวกเขายังต้องแต่งงานทั้งที่อายุยังน้อย หลินหร่วนตัดสินใจที่จะระมัดระวังมากขึ้นในอนาคตจะทำให้เจ้าเด็กนั่นโตเร็วจนเกินไปเพราะนางมิได้
ในขณะที่นางกำลังจะหันหลังกลับเข้าบ้าน สายตาพลันเหลือบไปเห็นลุงโจวกับหลินจงเดินเขามาในลานบ้าน
เมื่อหลินจงเห็นหลินหร่วน สีหน้าของเขาจึงเปลี่ยนไปในทันที
ทุกวันนี้ยิ่งคิดก็ยิ่งสงสารลูก ๆ ของเขา ดังนั้นทุกๆ คราที่เขาเห็นหน้าเด็กน้อยเหล่านั้น สีหน้าของเขาก็จะเป็นแบบนี้ทุกครา
เนื่องจากเหตุการณ์เมื่อมิกี่วันก่อนทำให้ความรู้สึกของหลินหร่วนที่มีต่อหลินจงเปลี่ยนไป ดังนั้นสีหน้าของจึงดูเฉยเมยมากยิ่งนักนางยกยิ้มเล็กน้อย จากนั้นก็กล่าวทักทายออกมา “ท่านพ่อ”
หลินจงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยหลังจากที่มีเรื่องกับหวังไฉในวันนั้น หลินหร่วนก็แทบจะมิสนใจเขาเลย เขาทราบดีว่าหลินหร่วนโกรธเขาที่เขามิสามารถคืนความยุติธรรมให้นางได้
เขารู้สึกเกลียดตนเองที่มิมีความสามารถ ฝั่งหนึ่งเป็นสตรีชรากับบรรดาพี่ชายที่ใช้สายตาข่มขู่ส่วนอีกฝั่งหนึ่งเป็นเด็กหญิงที่ต้องทนทุกข์ทรมาน ตอนนั้นเขาตกอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนมิเข้าคายมิออก
ทว่าบัดนี้หลินหร่วนสนใจเขาแล้ว เขารู้สึกดีใจมากยิ่งนัก
“อาหร่วนอีกราวสองวันคาดว่ากำแพงบ้านคงเสร็จแล้ว เจ้าวางใจเถิด พ่อคอยดูอยู่ตลอด กำแพงใหม่แข็งแรงมากเลยที”
หลินหร่วนยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย จากนั้นก็เดินเข้าไปในห้องครัวแล้วยกเนื้อกระต่ายตุ๋นที่เก็บไว้เมื่อวานออกมาให้หลินจง
“มันคือ...”
หลินจงมองดูเนื้อในถ้วย เขารู้สึกมิเข้าใจเล็กน้อย
“เมื่อวานข้าได้กระต่ายมาตัวหนึ่งป้าโจวนำไปทำเป็นเนื้อกระต่ายตุ๋น รีบกินเถิด”
หลินจงผลักมันกลับมาอย่างรวดเร็ว “อาหร่วนเก็บไว้ให้น้องของเจ้าเถิด ร่างกายของพวกเจ้ายังต้องเติบโตขึ้นอีก”
“ท่านพ่อพวกข้ากินแล้วเมื่อวานตอนมื้อค่ำ”
“กินแล้วก็กินอีกได้พ่อมิค่อยหิวเท่าใดนัก พวกเจ้ามิต้องคิดถึงพ่อตลอดเวลาก็ได้ เก็บไว้กินกันเองเถิด เพียงพ่อทราบว่าพวกเจ้ามีความกตัญญูเพียงเท่านี้พ่อก็พอใจมากแล้ว”
ขณะที่เอ่ย ขอบตาของหลินจงก็เอ่อไปด้วยน้ำตา
หลินหร่วนทำได้เพียงพยักหน้าเบา ๆ เท่านั้นเพราะนางมิค่อยเก่งในเรื่องปลอบโยนผู้คน
โชคดีที่ป้าโจวออกมาจากบ้านพอดี ดังนั้นนางจึงช่วยเอ่ยโน้มน้าวว่า“พ่ออาหร่วน เจ้ารีบกินเถิด พวกเด็ก ๆ ตั้งใจเก็บไว้ให้เจ้าอย่าละเลยความกตัญญูของพวกเขาเลย”
ทันใดนั้นหลินซิ่วก็วิ่งเข้ามาเกาะขาของหลินจง นางเงยหน้าขึ้นแล้วเอ่ยว่า“ท่านพ่อ รีบกินเถิด เนื้อตุ๋นอร่อยมากเลยนะ”
หลินจงรู้สึกขมขื่นในใจเล็กน้อย ดังนั้นเขาจึงก้มลงไปอุ้มหลินซิ่วขึ้นมานั่งบนเก้าอี้
“มันเยอะเกินไปพ่อกินมิหมดหรอก หลินซิ่วช่วยพ่อกินหน่อยได้หรือไม่ ? ”
หลินซิ่วเหมือนลูกแมวที่กินจุ นางพยักหน้ารัว ๆราวกับไก่ที่กำลังจิกข้าว
พ่อลูกนั่งอยู่ในลานบ้าน ผลัดกันกินเนื้อกระต่ายตุ๋นคนละคำ
หลินหร่วนยกยิ้มขึ้น ก่อนจะหมุนตัวกลับเข้าไปในบ้าน
กำแพงบ้านหลังเก่า ใช้เวลาก่อสร้างถึงสี่วันเต็มในที่สุดมันก็เสร็จเสียที
หลินหร่วนมิอยากรบกวนป้าโจวนานไปกว่านี้ ดังนั้นนางจึงพาหลินหานกับหลินซิ่วกลับบ้านของตนเอง
อยู่ที่ใดก็มิสุขใจเท่าอยู่ที่บ้านของตนเอง หลังจากที่ได้อาศัยอยู่ในบ้านหลังเก่านางก็พึงพอใจกับสภาพแวดล้อมที่นี่เป็นอย่างมาก มันเงียบสงบ ห่างไกลผู้คน ทว่ามันทรุดโทรมเล็กน้อย
ในที่สุดก็ได้กลับบ้านเสียที หลินหร่วนเผยรอยยิ้มออกมา
กำแพงบ้านที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่มันทั้งสูงและแข็งแรงดังนั้นจึงทำให้บ้านดูดีขึ้น ดูรวม ๆ แล้วเงียบสงบเป็นอย่างมาก
นางเก็บของที่นำติดตัวไปยังบ้านตระกูลโจวกลับเข้าตู้ หลินหร่วนพับแขนเสื้อขึ้นไปจากนั้นก็เดินไปหยิบจอบ แล้วเริ่มพรวนดินที่หลังบ้าน
“อาหร่วนเจ้าทำอันใดน่ะ ? เจ้าจะปลูกผักเยี่ยงนั้นหรือ? ”
“เกือบจะถูกทว่าข้ามิได้จะปลูกผัก”
“ถ้าเช่นนั้นเจ้าจะทำอันใดกันแน่ ? ”
หลินหร่วนมิได้ตอบคำถามของเขา “ถึงเวลาเจ้าก็จะทราบเองทว่าบัดนี้เจ้ารีบมาช่วยกันก่อน”
หลินหานพยักหน้า พร้อมกับพับแขนเสื้อขึ้นเพื่อจะช่วยนางพรวนดิน
แต่ก่อนที่ตรงนี้เคยเป็นแปลงผัก ทว่าถูกทิ้งร้างมานานหลายปีดังนั้นดินจึงค่อนข้างแข็งและมิสามารถขุดได้ลึกเท่าที่ควร ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกเจ็บมือขึ้นมา
พวกเขาใช้เวลากว่าสองวัน ในการจัดการกับแปลงผักร่างกายของหลินหร่วนมีบาดแผลเล็ก ๆ น้อย ๆ หลายจุดที่ได้รับมาจากการพรวนดินครานี้
หลังจากที่จัดการกับแปลงผักเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลินหร่วนก็ได้เดินทางไปยังโกว่จือโกวนางนำต้นกล้าสตรอว์เบอร์รีกลับมา แล้วปลูกต้นกล้าทั้งหมดลงในแปลงผัก
“อาหร่วนเจ้าจะทำอันใดกับเบอร์รี่เหล่านี้ ? ”
หลินหร่วนยกยิ้มแล้วตอบว่า “ทำเงินจากมันเยี่ยงไรเล่า”
หลินหานคิดว่านางบ้าไปแล้ว “เบอร์รี่ทั้งมีรสเปรี้ยวทั้งมิอร่อยผู้ใดจะมาซื้อกัน ? ”
หลินหร่วนเอ่ยไปพลางปลูกสตรอว์เบอร์รีไปพลาง “นี่มิใช่เบอร์รี่ที่เจ้าเคยกินทว่ามันคือสตรอว์เบอร์รีต่างหาก ผลของมันทั้งใหญ่ทั้งหวาน และยังมีกลิ่นหอมอีกด้วยเมื่อสองวันก่อนข้าเพิ่งจะนำไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินมา”
หลินหานผงะตกใจ “เจ้าโกหกข้า !มันคือเบอร์รี่ ข้าจำได้ดี มันมีจำนวนมากบนภูเขาฟู่หนิว เมื่อเดือนที่แล้วมันเพิ่งจะออกผลเจ้ายังเก็บมันกลับมาให้พวกข้าอยู่เลย ทว่าข้ากินมิได้เลย เพราะมันเปรี้ยวจนเข็ดฟัน”
หลินหร่วนยกยิ้ม “เช่นนั้นเจ้าก็รอดูวันที่มันออกผลเถิดเมื่อถึงวันนั้นเจ้าก็จะทราบเองว่าข้าเอ่ยจริงหรือไม่”
หลินหานคิดว่าหลินหร่วนบ้าไปแล้วจริง ๆ แม้ว่าเบอร์รี่จะอร่อยเหมือนที่นางเอ่ยจริงๆ ทว่ามันใช้เวลานานกว่าจะออกผล กว่าจะได้กินคงต้องรอปีหน้า
เช้าตรู่วันต่อมา หลินหานตื่นแต่เช้า เขาแทบมิอยากเชื่อสายตาตนเอง
เมื่อวานต้นกล้าสตรอว์เบอร์รียังแห้งเหี่ยวอยู่เลยหลังจากผ่านไปแค่คืนเดียว มิเพียงแต่ว่าพวกมันจะรอดตายทั้งหมด ทว่าบางต้นมีดอกไม้สีขาวชูช่อขึ้นมาแล้วบางต้นมีผลลูกเล็ก ๆ แล้วด้วยซ้ำ
หรือจริง ๆ แล้วเขาแค่ฝันไป อ่า...หรือว่าเขานอนหลับไปหลายวัน ?
หลินหร่วนจ้องมองหลินหาน ราวกับกำลังมองคนโง่เขลานางยกมือขึ้นมาปิดปากพลางหัวเราะคิกคัก ทว่ามิได้อธิบายอันใดเพิ่มเติม
บางอย่างก็มิสามารถอธิบายออกมาได้และนางก็มีมีความกล้ามากพอที่จะอธิบาย หลินหานพยายามมองไปรอบ ๆ เพื่อหาคำตอบให้ตนเอง
หลังจากที่จัดการกับสตรอว์เบอร์รีเรียบร้อยแล้วหลินหร่วนจึงขึ้นไปเก็บองุ่นบนภูเขาต่อ
หลินหานต้องการไปกับนางด้วย “เจ้าไปคนเดียวมันอันตรายมากนะให้ข้าไปด้วยเถิด ข้าสามารถดูแลเจ้าได้”
หลินหร่วนมิได้สนใจเขาแม้แต่น้อย “เอาเถิดเจ้าตัวเล็กนิดเดียว หากพบกันอันตรายเข้าจริง ๆ คาดว่าคงเป็นข้าที่พาเจ้าวิ่งหนีทางที่ดีเจ้าอยู่บ้านเสียดีกว่า ข้าแค่จะไปเก็บองุ่นเท่านั้น มิได้เข้าไปในภูเขาลึกสักหน่อย”
หลินหานมิเชื่อคำเอ่ยของนาง หลินหร่วนเป็นสตรีที่กล้าหาญเหนือบุรุษราตรีนั้นกระทั่งหมาป่านางก็ยังมิกลัวเลยด้วยซ้ำ แล้วจะให้เขาเชื่อคำเอ่ยของนางได้เยี่ยงไร?
“หากเจ้าไปกับข้า แล้วผู้ใดจะดูแลหลินซิ่วหลังจากนี้ข้าจะขึ้นไปบนภูเขาทุกวัน พวกเราจะพาหลินซิ่วไปด้วยมิได้เด็ดขาด เจ้าจะนำนางไปฝากไว้กับป้าโจวเยี่ยงนั้นหรือ ? ทุกคนต่างก็มีงานที่ต้องทำ เป็นไปมิได้ที่จะให้พวกเขาช่วยดูแลหลินซิ่วทุกวันอีกอย่างหวังซื่อทราบแล้วว่าบ้านเรามีแต่ของดี ๆ หากมิมีผู้ใดอยู่บ้าน นางจะต้องลอบเข้ามาเป็นแน่”
หลินหานรู้สึกลังเลเล็กน้อย “กำแพงบ้านสูงถึงเพียงนี้นางจะเข้ามาได้เยี่ยงไรกัน ? ”
หลินหร่วนถอนหายใจออกมา “หวังซื่อเป็นสตรีหน้ามิอายกำแพงแค่นี้จะทำอันใดนางได้ จะเอ่ยเยี่ยงไรดี นางถือเป็นแม่เลี้ยงของพวกเรา หากนางหยิบของๆ เราติดมือไปด้วย พวกเราก็มิสามารถทำอันใดนางได้เช่นกันในบ้านมีเงินซ่อนอยู่มากมาย หากนางขโมยเงินของพวกเราไปจริง ๆ เจ้าจะมิเจ็บใจเยี่ยงนั้นหรือ ? ”
“นี่...”
หลินหานเกิดความลังเลขึ้นมาทันใด เขามิได้กังวลเกี่ยวกับหลินหร่วนทว่าเขากังวลเรื่องเงินในบ้าน
“เช่นนั้นพวกเราเอาเงินไปซ่อนไว้บนภูเขาดีหรือไม่ ? ”
หลินหร่วนถลึงตาใส่เขาทันใด “เจ้ามิกลัวว่ามันจะปลิวหายไปหรือเยี่ยงไร? ”