ภายใต้ท้องฟ้าสีหม่นที่ปกคลุมด้วยเมฆฝน เงาร่างของ ตงฟานหรง ทะยานผ่านยอดไม้ป่าทางทิศเหนืออย่างรวดเร็ว เสียงฝีเท้าของเขาแ่เบาจนแทบไม่ได้ยินท่ามกลางเสียงใบไม้ไหว ในใจของเขายังคงคุกรุ่นด้วยเพลิงแค้นที่มีต่อ "ฉางตง" เสี่ยวเอ้อที่ทำให้เขาต้องพบกับความอัปยศพ่ายแพ้เป็ครั้งแรก แต่สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกชิงชังยิ่งกว่า คือการถูกขัดขวางโดย ถังขู่ หัวหน้าโจรเขี้ยวโลกันตร์
‘หากไม่มีไอ้ั์นั่นป่านนี้หัวของฉางตงคงหลุดจากบ่าไปแล้ว... พละกำลังมหาศาลของมันคืออุปสรรคใหญ่ ข้าต้องมีวิชาที่สยบความแข็งกร้าวด้วยความอ่อนหยุ่น’
ตงฟานหรงเดินทางมาไกลจนถึงหมู่บ้านลับแลแถบชายเขาสูง เป้าหมายของเขาคือกระท่อมไม้หลังเล็กของ จางเหลียง อดีตสหายที่เคยติดหนี้ชีวิตเขา และเป็ศิษย์สายนอกของสำนักไท่ซวน
"เ้า้า 'กระบี่สวนธารา' งั้นรึ?" จางเหลียงกล่าวด้วยสีหน้าซีดเผือดขณะรินน้ำชาให้มือสังหาร มือที่ถือป้าน้ำชาสั่นสะท้าน "นั่นเป็วิชาที่ใช้กระแสพลังดั่งน้ำหลาก เบี่ยงเบนแรงปะทะหนักหน่วงให้ไหลย้อนกลับไปทำลายผู้ลงมือเอง มันเป็วิชาต้องห้ามสำหรับคนนอกสำนัก! หากทางสำนักรู้ ข้าคงไม่มีที่ฝังกลบหน้า!"
"เ้าก็รู้ว่าข้าไม่สนกฎเกณฑ์" ตงฟานหรงวางกระบี่เรียวบางลงบนโต๊ะ เสียงไม้กระทบเหล็กดังเยือกเย็น "ข้าต้องใช้มันเพื่อจัดการไอ้ั์ถังขู่ และปลิดชีพฉางตงให้สิ้นซาก"
ทว่าบทสนทนาต้องหยุดชะงัก เมื่อสัญชาตญาณนักฆ่าััได้ถึงไอสังหารที่โชยมากับลมฝน นักฆ่าสิบสองคนในชุดดำรัดกุมพุ่งลงมาจากหลังคากระท่อมล้อมรอบพวกเขาทันที พวกมันคือ "หน่วยเก็บกวาด" ที่นายอำเภอส่งมาเพื่อกำจัดตงฟานหรงที่รู้ความลับมากเกินไป
"หึ... ไอ้พวกสุนัข" ตงฟานหรงแค่นยิ้มเยือกเย็น
เคร้ง!
เขาทะยานกายออกไปกลางสายฝนที่เริ่มตกลงมาอย่างหนัก กระบี่ในมือวาดออกเป็เส้นแสงสีเงินที่มองแทบไม่ทัน เพลงกระบี่แหวกเมฆา! เสียง 'วี๊ดดด!' ดังเสียดแทงหูทุกครั้งที่เขาแทงกระบี่ออกไป อากาศรอบด้านถูกฉีกกระชาก นักฆ่าสามคนแรกถูกคมกระบี่กรีดเข้าที่ลำคอจนเืกระฉูดออกมาปนกับสายฝน ร่างของพวกมันล้มลงโดยที่ยังไม่ทันได้ออกอาวุธด้วยซ้ำ
ตงฟานหรงเคลื่อนที่ดุจภูตพราย แม้เขาจะไม่ได้าเ็หนักจากการปะทะครั้งก่อน แต่ความเร็วของเขาในวันนี้กลับดุดันขึ้นเพราะแรงแค้น หัวหน้านักฆ่าระดับก่อเกิดแก่นปราณพุ่งเข้ามาพร้อมดาบั์หมายจะสับเขาเป็สองท่อน ตงฟานหรงหมุนตัวหลบด้วยท่วงท่าที่งดงาม ก่อนจะส่งกระบี่พุ่งสวนออกไปพร้อมเสียง 'วี๊ดดด!' ที่แหลมคม ปลายกระบี่เสียบทะลุกลางขั้วหัวใจของหัวหน้านักฆ่าอย่างแม่นยำ
เขาสะบัดเืออกจากใบกระบี่พลางจ้องมองจางเหลียงที่ยืนสั่น "เห็นหรือยัง... ความเร็วข้าจัดการพวกมดปลวกได้ แต่มันยังไม่พอจะสยบพละกำลังมหาศาลของถังขู่ สอนข้าซะ! ก่อนที่ข้าจะหมดความอดทนกับเ้า"
ตัดกลับมาที่ลานบ้านดินของนาวี
แสงแดดยามเช้าสาดส่องลงบนร่างของ อวิ๋น ที่กำลังวิ่งแบกท่อนไม้ใหญ่รอบสนามด้วยสภาพโชกเหงื่อและลมหายใจที่สั่นพร่า
"อย่าหยุด! วิ่งต่อไประดับสายตาต้องนิ่ง!" นาวีะโสั่งพลางยืนกอดอก "ร่างกายคือภาชนะที่บรรจุวิชา ถ้าภาชนะเ้าเปราะบาง ต่อให้ข้าสอนท่าไม้ตายให้ เ้าก็จะถูกแรงปะทะของตัวเองทำลายจนกระดูกแตกตาย!"
หลังจบการวิ่ง นาวีให้เวลาพักเพียงอึดใจก่อนจะส่งขวานให้อวิ๋น "มานี่... วันนี้เราจะฝึกผ่าฟืน แต่จงจำไว้ แรงไม่ได้มาจากแขน แต่มันเริ่มจากฝ่าเท้า บิดจากสะโพก ส่งผ่านแกนกลางลำตัว และะเิออกที่หัวไหล่สู่ขวาน!"
เปรี้ยง!
นาวีสาธิตการผ่าไม้เพียงครั้งเดียว ท่อนไม้หนาแตกกระจายราวกับถูกสายฟ้าฟาด "นี่คือการฝึกการะเิพลังของกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อที่เ้าสร้างจากการวิ่งและแบกไม้ จะถูกรวมเป็หนึ่งเดียวด้วยจังหวะนี้ ถ้าเ้าฝึกจนชำนาญ หมัดของเ้าจะไม่ได้มีแค่แรงแขน แต่มันจะมีน้ำหนักจากทั่วทั้งร่างกายที่โถมเข้าใส่ศัตรู!"
อวิ๋นกัดฟันกรอด แววตาที่เคยอ่อนล้าเปลี่ยนเป็ความมุ่งมั่น เขาเริ่มผ่าไม้ตามที่อาจารย์สอนครั้งแล้วครั้งเล่า เสียงขวานกระทบไม้ดังสะท้อนไปทั่วบริเวณ นาวีมองดูศิษย์ด้วยสายตาที่สงบนิ่งแต่แฝงความพึงพอใจ
"ในเมื่อเ้าไม่อาจสะสมลมปราณได้เช่นผู้อื่น ก็จงขัดเกลาร่างกายให้แข็งแกร่งและยืดหยุ่นเพื่อรักษาชีวิต... ฝึกต่อไปอย่าหยุด!"
นาวีเดินกลับไปที่เตา เริ่มเตรียมซอสหม่าล่าสูตรเข้มข้นสำหรับวันขายที่สอง เขาปาดเหงื่อพลางมองกองฟืนที่อวิ๋นผ่าไว้อย่างเป็ระเบียบ แล้วพึมพำกับตัวเองเบาๆ
"หึหึ... แรงงานฟรีนี่มันดีจริงๆ เลย นอกจากจะได้ฝึกเด็กแล้ว ข้ายังมีฟืนไว้ใช้ย่างหมูไปอีกหลายวัน"
นาวีแสยะยิ้มก่อนจะตวัดช้อนชิมรสชาติซอสหม่าล่าที่เผ็ดร้อนดุดันขึ้นกว่าเมื่อวาน... เตรียมพร้อมสำหรับการมาเยือนของ "แขก" ในวันเปิดร้านวันที่สอง