หลังจากปรึกษาธุระสำคัญเสร็จอยู่ทานอาหารเย็นด้วยกันและเดินชอปปิ้งกันต่ออีกพักใหญ่แล้ว ธัญรดาก็แยกตัวกลับบ้านขณะที่กำลังขับรถอยู่นั้นหญิงสาวรู้สึกว่าการวิ่งของรถมันแปลกๆไปจึงตัดสินใจจอดรถเข้าข้างทาง แล้วลงไปสำรวจดูรอบๆ คันก็พบว่ายางล้อรถด้านซ้ายอ่อนลงมาก
“บ้าจริง ยางรั่วหรือเปล่าเนี่ยตายล่ะ ถ้ารั่วขึ้นมาจริงๆ จะทำยังไงดีล่ะ” เธอบ่นงึมงำอย่างหัวเสียเพราะเปลี่ยนยางล้อรถไม่เป็และที่สำคัญรถของเธอไม่มียางล้อสำรองติดไว้ด้วยธัญรดาก้มๆ เงยๆ อยู่ที่หน้ารถพลางคิดว่าจะทำเช่นไรดีจะโทรหาเพื่อนหรือโทรหาบิดาให้ส่งรถมารับดี จนในที่สุดก็ตัดสินใจที่จะโทรหาพิชิตเนื่องจากไม่อยากรบกวนเพื่อนแม้อีกฝ่ายจะอยู่ใกล้กว่าก็ตาม
หญิงสาวเดินกลับไปเปิดประตูรถแล้วหยิบกระเป๋าถือที่วางอยู่ใกล้กับเกียร์รถขึ้นมาเปิดออกเพื่อหยิบโทรศัพท์มือถือออกมากดโทรหาบิดา ขณะเดียวกันนั้นรถเบนซ์คันใหญ่สีดำก็แล่นผ่านไปแล้วจู่ๆก็หักเลี้ยวเข้าข้างทางจนกระทั่งหยุดจอดห่างจากรถของเธอไปเกือบร้อยเมตรได้
ธัญรดาหยุดชะงักพลางจ้องเขม็งอย่างไม่ไว้ใจแต่พอเห็นร่างสูงในชุดทำงานไร้สูทแบบสบายๆ คือปมเนกไทถูกรูดลงพอประมาณและกระดุมเสื้อที่ติด้าถูกปลดออกไปสองเม็ดเพื่อคลายความอึดอัดความหวาดระแวงที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ของเธอก็จางหายไปทันที ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็ใจเต้นแรงขึ้นเมื่ออีกฝ่ายเดินเข้ามาใกล้
แม้จะเคยเจอหน้ากันแค่สองครั้งแต่หญิงสาวกลับไม่เคยลืมใบหน้าคมคายแสนหล่อเหล่านี้ได้เลยราวกับถูกฝังลึกอยู่ในความทรงจำเธอยืนมองอีกฝ่ายนิ่งราวกับต้องมนตร์ มือที่ยกโทรศัพท์อยู่ค่อยๆลดระดับลงจนทิ้งอยู่ข้างลำตัว
“รถเป็อะไรหรือเปล่าครับ” ปวัตน์ถามเสียงนุ่มด้วยความเป็ห่วง วันนี้เขาไปพบลูกค้ามาและเพิ่งคุยธุระเสร็จรถของเขานั้นเกือบจะแล่นผ่านหญิงสาวไปแล้วหากเขาจะไม่หันหน้าออกมามองทางหน้าต่างและได้เห็นหน้าเธอพอดีซึ่งแม้จะเห็นเพียงแวบเดียวแต่ชายหนุ่มก็จดจำได้ดีเพราะไม่เคยลืม เขาจึงสั่งให้สนชัยจอดรถทันทีก่อนจะเปิดประตูรถลงมาหาเธอทั้งที่ยังจอดไม่สนิทดีด้วยซ้ำไป
อาการนิ่งเงียบและเอาแต่มองหน้าเขาของเธอทำให้ปวัตน์หลงคิดไปว่าเธอคงจะจำเขาไม่ได้ซึ่งสร้างความรู้สึกหงุดหงิดให้ไม่น้อยเลยทีเดียวแต่ชายหนุ่มก็ระงับอารมณ์ไว้แล้วเอ่ยประโยคทวนความทรงจำให้เธอ
“เราเคยพบกันสองครั้งแล้วครั้งสุดท้ายที่ผมพบคุณก็ตอนที่คุณไปทานข้าวกับนพกรน้องชายของผม คุณจำได้ไหม”
“ได้ค่ะฉันจำคุณได้”ธัญรดาเอ่ยเสียงตะกุกตะกักออกมาด้วยความรู้สึกประหม่าอย่างบอกไม่ถูกจนนึกเอ็ดตัวเองในใจเพราะปกติเธอไม่เคยเป็เช่นนี้มาก่อนเลยเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้ชายคนอื่น
คำตอบของเธอทำให้ปวัตน์รู้สึกพอใจอารมณ์ขุ่นมัวก่อนหน้านี้จึงจางหายไป ก่อนชายหนุ่มจะตั้งคำถามอีกครั้ง
“รถคุณเสียหรือเปล่าคุณถึงได้ออกมายืนนอกรถในที่เปลี่ยวๆแบบนี้” ประโยคท้ายๆ ฟังน้ำเสียงเขาแล้วเหมือนตั้งใจจะตำหนิเธอแต่เธอกลับไม่รู้สึกโกรธสักนิดเดียวซึ่งหากเป็คนอื่นพูดป่านนี้คงถูกเธอวีนใส่นิดๆ ไปแล้ว
“ค่ะเอ๊ะ...ไม่ใช่ คือรถฉันไม่ได้เสียหรอกค่ะ แค่ยางรั่วเท่านั้น” เธอตอบพลางชี้นิ้วให้เขาดูยางล้อรถที่แบน
ปวัตน์ก้มลงมองก็พบว่าตอนนี้ยางรถแบนแต๊ดแต๋ไปเสียแล้วเขาจึงเงยหน้าขึ้นพูดกับเธอ
“คงต้องเปลี่ยนยางล้อใหม่คุณมียางล้อสำรองติดมาด้วยหรือเปล่า ผมจะให้คนของผมเปลี่ยนให้คุณเดี๋ยวนี้เลย”
“ไม่มีค่ะ”
“แย่ล่ะที่รถผมก็ไม่มีเสียด้วยสิ”ชายหนุ่มเท้าเอวอย่างจนใจที่จะช่วยเหลือให้เธอสามารถขับรถกลับบ้านเองได้ เขามองหน้านวลใสนิ่งก่อนจะเอ่ยเหมือนปรึกษาหารือ“ถ้าไม่มียางใหม่เปลี่ยนก็คงต้องโทรให้ช่างที่อู่มาเปลี่ยนให้แต่ตอนนี้คงปิดร้านไปแล้ว” ปวัตน์บอกหลังจากที่ก้มดูนาฬิกาบนข้อมือของตนเองแล้วพบว่าสองทุ่มกว่าเข้าไปแล้ว
“แล้วจะทำยังไงดีล่ะคะ” หญิงสาวหน้าซีดเผือดลงด้วยความกังวล ก่อนจะยิ้มออกเมื่อชายหนุ่มเอ่ยออกมา
“ไม่ต้องห่วงถ้าคุณไว้ใจผม ผมจะให้สนชัยโทรเรียกคนที่อู่ที่ผมใช้บริการประจำมาลากรถของคุณไปทิ้งไว้ที่อู่ก่อนส่วนคุณผมจะพาไปส่งที่บ้านเองถ้าคุณไว้ใจผม” เขาย้ำประโยคนี้อีกครั้งพลางจ้องดวงตากลมโตคู่งามนิ่งซึ่งเธอก็มองตอบด้วยแววตาเชื่อมั่นระคนขัดเขินนิดๆ
“ฉันไว้ใจคุณค่ะ”
หนุ่มสาวสบตากันนิ่งนานด้วยความรู้สึกแปลกๆที่เริ่มก่อกวนจิตใจหนักขึ้นทุกที พิทยาที่ลงจากรถมาด้วยั้แ่แรกและยืนมองอยู่เงียบๆไม่ไกลเห็นท่าทีของเ้านายกับผู้หญิงของนพกรแล้วก็รู้สึกไม่สบายใจเขาจึงกระแอมออกมาเบาๆ เพื่อเตือน ทั้งปวัตน์และธัญรดาจึงเหมือนกับถูกถอนมนตร์สะกดออกแล้วรีบเมินหน้าหนีกันไปคนละทางทันที
“ถ้าอย่างนั้นก็ขึ้นรถเถอะผมจะพาไปส่งที่บ้าน ส่วนรถของคุณพรุ่งนี้ผมจะเอาไปคืนให้ที่บ้านเอง”
“ค่ะ” หญิงสาวยิ้มรับในความเอื้ออารีของเขาด้วยความซาบซึ้งใจทุกอย่างที่เกิดขึ้นตอนนี้ไม่รู้ว่าเป็เพราะโชคชะตาลิขิตหรือเพราะความบังเอิญกันแน่ที่ทำให้เขามาช่วยเหลือเธออีกครั้งจนได้พูดคุยกันมากขึ้นกว่าครั้งแรกแต่ไม่ว่ามันจะเป็เพราะอะไรเธอก็รู้สึกดีใจและมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก
ธัญรดายืนรอปวัตน์สั่งงานกับสนชัยและส่งกุญแจรถของเธอให้อีกฝ่ายไปส่วนพิทยานั้นเดินไปเปิดประตูรถทางตอนหลังคอยอยู่ก่อนแล้ว เมื่อสั่งงานเสร็จชายหนุ่มก็หันมาพยักหน้าให้หญิงสาวเดินตามเขาไปที่รถซึ่งระหว่างเดินไปด้วยกันนั้นรองเท้าส้นสูงของเธอเกิดตกหลุมเล็กๆ ของถนนเข้าทำให้ร่างบางเอนทำท่าจะล้มตกไหล่ทาง
“ว้าย!”
“คุณ!” ปวัตน์หันมาเห็นพอดีจึงเอื้อมมือออกไปคว้าร่างบางไว้อย่างรวดเร็วก่อนจะดึงตัวเธอกลับคืนมาจนหญิงสาวถลาเข้ามาซบที่อกกว้างทั้งสองนิ่งงันไปครู่หนึ่งก่อนชายหนุ่มจะรีบปล่อยร่างนุ่มหอมกรุ่นออกแต่ความที่ธัญรดายังทรงตัวไว้ไม่อยู่จึงทำท่าจะเอนล้มอีกครั้ง เขาจึงรีบเข้ามากอดประคองตัวเธอไว้อย่างเดิม
หนุ่มสาวมองหน้ากันก่อนจะหลบตากันด้วยความรู้สึกเขินๆไออุ่นที่ััได้ของกันและกันชวนให้ใจสั่นหวิวๆ และเืลมฉีดพล่านมากกว่าปกติปวัตน์สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ แล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่พยายามข่มไม่ให้สั่น
“คุณทรงตัวเอาไว้ก่อนนะเดี๋ยวผมจะดึงรองเท้าของคุณออกมาจากหลุมให้”
“ค่ะ”เธอรับคำเสียงแ่ ใบหน้านวลยังร้อนวูบวาบไม่หาย
ชายหนุ่มทรุดตัวลงนั่งยองๆแล้วดึงรองเท้าส้นสูงของเธอขึ้น ทว่าพยายามดึงเท่าไรก็ดึงไม่ออกจนธัญรดาที่ยืนมองอยู่ต้องก้มหน้าลงถาม
“ไม่ออกเหรอคะ”
“ครับ มันแน่มาก”เขาตอบพลางดึงไปด้วยจนสุดท้ายก็ดึงออกได้สำเร็จแต่ทว่าส้นรองเท้าของเธอกลับหักออกเป็สองท่อนหนุ่มสาวนิ่งอึ้งไปชั่วขณะก่อนจะมองหน้ากันแล้วหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้ปวัตน์ลุกขึ้นยืนแล้วบอกกับเธอยิ้มๆ ว่า
“ผมขอโทษที่ทำส้นรองเท้าคุณหักเอาไว้ผมจะซื้อรองเท้าให้คุณใหม่เป็การชดใช้ก็แล้วกันนะครับ”
“โอ้...ไม่ต้องเลยค่ะมันไม่ใช่ความผิดของคุณซะหน่อย มันหักไปแล้วก็ช่างมันเถอะค่ะฉันมีแบบนี้อีกหลายคู่”
“แล้ว...แบบนี้คุณจะเดินไปที่รถยังไงล่ะครับ”เขาถามพร้อมกับก้มลงมองเท้าเปลือยเปล่าข้างหนึ่งของเธอ หญิงสาวส่งยิ้มสดใสให้ด้วยแววตาเป็ประกายซุกซนก่อนจะถอดรองเท้าข้างที่เหลือทิ้งแล้วตอบเขาด้วยน้ำเสียงรื่นเริง
“ไม่เห็นจะยากเลยค่ะก็เดินเท้าเปล่าไปยังไงล่ะคะ”
ชายหนุ่มยิ้มกว้างด้วยความขบขันแต่พอเธอทำท่าจะเดินเท้าเปล่าไปจริงๆเขาก็รั้งลำแขนเรียวเอาไว้แล้วเอ่ยอาสาอย่างมีน้ำใจ
“อย่าเลย เท้าของคุณอาจถูกเศษหินเศษแก้วบนถนนตำเอาได้ถ้าคุณไม่รังเกียจ...ผมจะอุ้มคุณไปที่รถเอง”
“ไม่ต้องหรอกค่ะรบกวนคุณมากเกินไปแล้ว”
“ไม่เป็ไรผมว่าคุณให้ผมอุ้มเถอะ เราเสียเวลากันมากแล้วจะได้กลับบ้านกันสักที”
“ก็...ได้ค่ะ”เธอตอบรับเสียงแ่อย่างเคอะเขินแล้วแก้มนวลก็ร้อนผ่าวและหัวใจเต้นแรงราวกับกลองที่ถูกตีเมื่อปวัตน์ก้มลงอุ้มร่างเธอขึ้นไว้ในวงแขนแกร่งของเขาธัญรดายกมือขึ้นคล้องลำคอหนาไว้แล้วซบหน้ากับแผ่นอกกว้างด้วยรอยยิ้มอิ่มสุขความประทับใจในตัวผู้ชายคนนี้เพิ่มมากขึ้นทบทวีคูณ จนเธออยากทำความรู้จักเขาให้มากขึ้นกว่านี้ซึ่งเธอหวังว่าจะมีโอกาสนั้น
กลิ่นหอมๆจากร่างบางช่างเย้ายวนใจยิ่งนัก ทำให้ชายหนุ่มจำต้องข่มอารมณ์บางอย่างเอาไว้และพึงระลึกไว้เสมอว่าเธอเป็ผู้หญิงของนพกรเขาไม่มีสิทธิ์เข้าไปยุ่งเกี่ยวอย่างเด็ดขาดเมื่ออุ้มหญิงสาวมานั่งที่เบาะรถทางด้านหลังเรียบร้อยแล้วเขาก็ขึ้นนั่งเคียงคู่ส่วนพิทยาพอปิดประตูให้เสร็จก็เดินอ้อมรถไปขึ้นนั่งที่ฝั่งของคนขับแล้วขับรถออกไปจากบริเวณนั้นทันทีเมื่อได้ทราบถึงจุดหมายปลายทางที่ต้องไปจากคำบอกของเธอ
ภายในรถเงียบกริบเพราะไม่มีใครพูดอะไรออกมาสักคำเดียวปวัตน์เหลือบตามองสาวข้างกายก็เห็นเธอนั่งก้มหน้านิ่งเขาจึงหันหน้าออกไปทางหน้าต่างซึ่งเป็จังหวะเดียวกับที่ธัญรดาหันหน้ามามองทางเขาพอดีหญิงสาวกำลังคิดว่าจะชวนเขาคุยเื่อะไรดีเพื่อให้ได้รู้จักเขามากขึ้นแต่ก็คิดไม่ออกเธอก้มหน้ามองมือของตัวเองต่อและก็เป็จังหวะเดียวอีกเหมือนกันที่ชายหนุ่มหันหน้ากลับมามองเธออีกครั้ง
่เวลาที่นิ่งเงียบไปอึดใจใหญ่หนุ่มสาวต่างแอบมองหน้ากันและกันโดยไม่รู้ตัวจนกระทั่งมีจังหวะหนึ่งที่ทั้งคู่ต่างหันมามองหน้ากันพอดีจึงได้สบตากันอย่างจังก่อนจะเมินหลบกันด้วยความขัดเขิน ปวัตน์ไม่อยากอยู่เงียบๆ ให้ใจคิดฟุ้งซ่านไปมากกว่านี้เขาจึงเอ่ยถามเธอออกมา
“คุณมาทำอะไรแถวนี้หรือครับ”
“ฉันมาหาเพื่อนค่ะ”
ชายหนุ่มพยักหน้ารับรู้แล้วนิ่งเงียบไปอีกเพราะไม่รู้จะถามอะไรต่อดีหญิงสาวจึงเป็ฝ่ายพูดขึ้นมาเสียเอง
“อืม...เราจะไม่แนะนำตัวกันหน่อยเหรอคะ”
“คุณคงรู้จักผมแล้ว”เขาตอบเสียงขรึม
“ค่ะ คุณปวัตน์”เธอตอบพลางเรียกชื่อเขาออกมาเพื่อเช็กความถูกต้อง ก่อนจะเอ่ยแนะนำตัวเองบ้าง “ฉันชื่อธัญรดาแต่คุณเรียกฉันว่ารดาก็ได้ค่ะอืม...ั้แ่ที่คุณช่วยฉันไว้ในคราวก่อนฉันยังไม่ได้ตอบแทนคุณเลยนะคะแล้วคุณยังมาช่วยฉันในครั้งนี้อีกฉันต้องขอบคุณคุณมากจริงๆ ถ้าไม่เป็การรบกวนฉันอยากขอเลี้ยงข้าวคุณเป็การตอบแทนได้ไหมคะ”
ปวัตน์นิ่งเงียบไปครู่ก่อนจะตอบเสียงเรียบด้วยท่าทีที่เ็าขึ้น
“อย่าเลยผมไม่้าให้คุณมาตอบแทนอะไรทั้งนั้น”
คำตอบบวกกับท่าทางของเขาทำให้ธัญรดาเกิดความไม่เข้าใจว่าเขาเป็อะไรไป ทำไมจู่ๆถึงได้มีท่าทีเ็ากับเธอแบบนี้หญิงสาวพยายามมองสบตาด้วยแต่ชายหนุ่มก็เมินมองออกไปทางหน้าต่างรถทำเสมือน้าตัดบทสนทนากับเธอธัญรดาจึงจำต้องนิ่งเงียบไปโดยปริยายและเกิดความไม่พอใจขึ้นมาเพราะไม่เคยมีผู้ชายคนไหนกล้าเมินเธอมาก่อน
ทั้งสองนั่งเงียบไปตลอดทางจนกระทั่งถึงทางเข้าหน้าหมู่บ้านทาวน์เลิฟที่หญิงสาวอาศัยอยู่พิทยาจอดรถที่หน้าป้อมยามเพื่อแลกบัตรเข้าไปข้างในหมู่บ้านธัญรดากดกระจกรถลงแล้วชะโงกหน้าออกไปพูดกับยามมงคลที่รู้จักคุ้นเคยกันดี
“ไม่ต้องให้แลกบัตรก็ได้เขามาส่งฉัน”
“ไม่ได้ครับกฎต้องเป็กฎครับคุณรดา” ยามมงคล ผู้รักษากฎระเบียบของหมู่บ้านอย่างเคร่งครัดตอบเสียงดังฟังชัดจนหญิงสาวแยกเขี้ยวใส่ด้วยความหมั่นไส้ยามมงคลนั้นขึ้นชื่อลือชาในเื่การรักษากฎระเบียบเป็อย่างมาก รถคนไหนไม่มีสติกเกอร์ของหมู่บ้านทาวน์เลิฟแปะอยู่จะต้องแลกบัตรก่อนเข้าเสมออาคารพาณิชย์ที่อยู่ด้านหน้าของหมู่บ้านก็เช่นกัน ต้องจอดรถให้เป็ระเบียบและห้ามทิ้งขยะในบริเวณที่ห้ามทิ้งอย่างเด็ดขาดทว่าแม้ยามมงคลจะเขี้ยวลากดินมากไปหน่อยแต่ก็ทำให้หมู่บ้านทาวน์เลิฟปลอดภัยไร้โจรขโมยให้หวั่นใจเหมือนหมู่บ้านอื่นๆ
“ช่างเถอะครับเขาทำตามกฎแบบนี้ดีแล้ว” ปวัตน์บอกด้วยน้ำเสียงชื่นชมหญิงสาวจึงหดหน้ากลับเข้ามาแล้วปิดกระจกรถไว้ตามเดิมจากนั้นก็บอกทางไปบ้านของเธอให้พิทยาทราบ เมื่อรถหยุดจอดที่รั้วหน้าบ้านธัญรดาก็หันไปยกมือไหว้ขอบคุณคนข้างกายที่ช่วยพามาส่งถึงบ้าน
“ขอบคุณนะคะที่พามาส่งถึงบ้าน”
“ไม่เป็ไรครับรถของคุณพรุ่งนี้่สายๆ ผมจะเอามาคืนให้ ไม่ต้องเป็ห่วง”
น้ำเสียงนุ่มนวลและแววตาอ่อนแสงของเขาทำให้เธอชักสับสนเพราะตามอารมณ์เขาไม่ทันแต่เธอก็รู้สึกดีจนยิ้มหวานให้เขาแล้วตอบเสียงใส
“ขอบคุณค่ะแล้วฉันจะรอนะคะ” กล่าวจบหญิงสาวก็เปิดประตูรถลงไป เธอเปิดประตูรั้วบ้านเข้าไปแล้วยืนมองส่งจนรถของปวัตน์ลับสายตาไปจากนั้นก็เดินฮัมเพลงเข้าบ้านไปอย่างสุขใจก่อนทุกอย่างจะหยุดชะงักลงเมื่อความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว
คุณปวัตน์...คุณจะเกี่ยวข้องกับการค้ายาด้วยหรือเปล่านะอย่าเลยนะ ขออย่าให้เป็คุณเลย ไม่อย่างนั้นฉันคงต้องผิดหวังมากแน่ๆ
ธัญรดาคิดอยู่ในใจด้วยความวิตกกังวลอารมณ์สุนทรีย์เมื่อครู่นี้หดหายเหลือเพียงความไม่สบายใจเข้ามาแทนที่ก่อนหญิงสาวจะปัดมันออกไปด้วยความเชื่อมั่นว่าชายหนุ่มจะต้องไม่ใช่คนเลวแบบนั้นอย่างแน่นอนเธอมั่นใจ!
เช้าวันรุ่งขึ้นธัญรดาเดินออกไปนอกบ้านด้วยความตื่นเต้นดีใจเมื่อเด็กรับใช้เข้ามาบอกว่ามีคนเอารถของเธอมาส่ง วันนี้หญิงสาวตื่นเช้าเป็พิเศษและลงมานั่งอ่านหนังสือเล่นที่ห้องรับแขกด้วยใจที่จดจ่อรอคอยอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน ในใจเธอนั้นหวังว่าจะเป็ปวัตน์ที่นำรถมาส่งให้ทว่าก็ต้องผิดหวังเมื่อเดินมาถึงรถแล้วเห็นสนชัยยืนรออยู่
ธัญรดาแสดงสีหน้าผิดหวังขึ้นมาวูบหนึ่งก่อนจะส่งยิ้มให้อีกฝ่ายพร้อมกับกวาดตามองหารถเบนซ์คันโตด้วยความหวังว่าคนที่เธอ้าพบจะมาด้วยทว่าก็ไร้วี่แววแม้แต่เงารถให้เห็น
“ผมเอารถมาส่งให้ครับ”
“ขอบคุณค่ะแล้วคุณ...มาคนเดียวหรือคะ”
“ครับเ้านายสั่งให้ผมไปเอารถของคุณที่อู่ แล้วให้ขับมาส่งให้คุณที่บ้านครับ”
“เหรอคะ”เธอพึมพำอย่างผิดหวัง ก่อนจะถามถึงราคาค่าซ่อม “แล้วค่าเปลี่ยนยางรถใหม่เท่าไรคะ”
“ไม่ต้องหรอกครับเ้านายผมจัดการจ่ายให้เรียบร้อยแล้ว” สนชัยบอกด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“ได้ยังไงกันล่ะคะคุณปวัตน์จะมาจ่ายให้ฉันได้ยังไงกัน ในเมื่อเขาไม่ได้ทำให้รถฉันเสียหายสักหน่อยคุณรอเดี๋ยวนะคะ ฉันขอเข้าไปเอาเงินก่อน” หญิงสาวหันหลังทำท่าจะเดินเข้าบ้านไปหยิบกระเป๋าสตางค์มาจ่ายคืนให้เพราะมันไม่ยุติธรรมที่ปวัตน์จะมาจ่ายเงินค่าซ่อมให้เธอ เขาเป็คนช่วยเหลือไม่ใช่คนที่ทำลายเสียหน่อยทว่ายังไม่ทันได้ก้าวเดินก็ต้องหยุดชะงักเมื่อสนชัยเอ่ยห้ามด้วยน้ำเสียงขึงขัง
“อย่าเลยครับเ้านายผมยินดีทำให้คุณจริงๆ คุณอย่าทำให้ท่านเสียน้ำใจเลยนะครับ”
ธัญรดาหันกลับมามองหน้าคนพูดแล้วถอนใจเบาๆ พลางพยักหน้าตกลง
“ก็ได้ค่ะฝากไปขอบคุณคุณปวัตน์ด้วยนะคะ”
“ครับผมขอตัวกลับก่อนนะครับ” สนชัยกล่าวลาแล้วเดินจากไปหญิงสาวนิ่วหน้าเล็กน้อยเมื่อเห็นอีกฝ่ายเดินออกจากรั้วไปโดยไม่มีใครมารับเธอจึงสั่งให้คนรับใช้ขี่จักรยานพาเขาออกไปส่งที่หน้าหมู่บ้านจากนั้นก็เดินเข้าบ้านไปอย่างเซ็งๆ ที่ไม่ได้ดั่งใจ้า
“ทำไมทำหน้ามุ่ยแต่เช้าเลยหลานรักใครทำอะไรให้ไม่พอใจหรือจ๊ะ” เสียงทักที่ดังขึ้นทำให้ธัญรดาต้องหยุดเดินแล้วหันไปมองคนถามก่อนจะตอบ
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะน้าเชษฐ์”
อภิเชษฐ์เดินเข้ามาโอบไหล่หลานสาวไว้แล้วพาเดินไปที่ห้องอาหารด้วยกันโดยไม่ซักถามอะไรอีกพอมาถึงโต๊ะอาหารและนั่งลงประจำที่เรียบร้อยกันแล้ว ชายหนุ่มก็เอ่ยถามอย่างสงสัย
“แล้วนี่พี่ชิตกับพี่เกศหายไปไหนแต่เช้าล่ะเนี่ย”
“คุณพ่อคุณแม่ออกไปธนาคารน่ะค่ะแล้วเห็นว่าจะเลยไปหาซื้อของฝากไปเยี่ยมเพื่อนที่โน่นด้วยค่ะ”
อภิเชษฐ์พยักหน้าอย่างเข้าใจก่อนจะเริ่มลงมือทานอาหารเช้าเมื่อเด็กรับใช้ยกอาหารมาเสิร์ฟให้ทั้งสองคนสองน้าหลานนั่งทานกันไปได้สักพักหญิงสาวก็เอ่ยถามขึ้นมา
“ทานข้าวเสร็จแล้วรดาจะไปที่ร้านเลยน้าเชษฐ์จะเข้าร้านกับรดาเลยไหมคะ”
“เข้าสิวันนี้เราคงต้องสอนงานน้าหลายอย่างเลยล่ะ เพราะน้าลืมไปหมดแล้วว่าต้องทำอะไรบ้าง”
“แหม...งานที่ร้านไม่ได้ยุ่งยากอะไรมากนักหรอกค่ะอีกอย่างที่ร้านก็มีจินกับใหม่คอยทำทุกอย่างอยู่แล้วน้าเชษฐ์แค่ไปเฝ้าร้านให้เท่านั้นก็พอค่ะ ส่วนเื่พวกเอกสารต่างๆเดี๋ยวรดาจัดการทำเองค่ะ เพราะยังไงก็ตั้งใจว่าจะเข้าไปดูร้านหลังเลิกงานทุกเย็นอยู่แล้วค่ะ”
“ไม่ได้ๆ”เขาโบกมือให้ “ยังไงน้าก็ต้องศึกษางานไว้บ้าง เผื่อเกิดแอ๊กซิเด็นท์อะไรขึ้นมาจริงๆน้าจะได้แก้ปัญหาเองไม่ต้องไปรบกวนเรา แต่พูดถึงก็น่าทุบพี่รักษ์จริงๆเลยที่หาเื่เสี่ยงอันตรายมาให้เราทำ”อภิเชษฐ์ยังนึกเคืองพี่ชายฝาแฝดตนเองไม่หาย เพราะตามจริงแล้วเขาไม่ได้เห็นด้วยเลยที่จะให้ธัญรดามาทำงานเสี่ยงๆแบบนี้ ทว่าถูกขอร้องให้ช่วยหนักๆ เข้าก็อดใจอ่อนไม่ได้ นี่ถ้าเื่เกิดแดงขึ้นมาเขาจะถูกพี่ชิตกับพี่เกศฆ่าตายหรือเปล่าก็ไม่รู้
“จุ๊ๆน้าเชษฐ์อย่าพูดดังสิคะ” หญิงสาวยกนิ้วชี้ขึ้นจรดริมฝีปากพลางพูดเสียงกระซิบผู้เป็น้ารู้ตัวก็พยักหน้ารับไม่พูดต่ออีกเพราะกลัวสาวใช้ได้ยินแล้วจะเอาไปฟ้องเ้าของบ้านทั้งสอง
“โอเค”อภิเชษฐ์กระซิบตอบแล้วลงมือทานอาหารกันต่อจนกระทั่งอิ่มหนำ ก็พากันออกไปที่ร้านทอง
นพกรนั่งมองเลขาจัดโต๊ะทำงานอีกโต๊ะหนึ่งภายในห้องทำงานของเขายิ้มๆอย่างสุขใจ ดวงตาคมนั้นมีแววเพ้อฝันเมื่อชายหนุ่มคิดเหตุการณ์ไปล่วงหน้าแล้วว่า เขากับธัญรดาจะได้ใกล้ชิดกันขนาดไหนเมื่อนั่งทำงานอยู่ในห้องเดียวกัน
“คุณนพสั่งจัดโต๊ะทำงานในห้องอีกโต๊ะหนึ่งทำไมหรือคะ”เพลินจิตถามอย่างหวั่นๆ เพราะกลัวว่าจะเป็ตัวเองที่ได้เข้ามาทำงานในห้องนี้ถึงแม้เธอจะทำงานกับนพกรมาสองปีแล้ว และเขาไม่เคยล่วงเกินเธอเลยสักครั้งเนื่องจากหน้าตาเธอไม่ได้สะสวยถูกใจเขาแต่ถึงกระนั้นเธอก็ไม่อยากใกล้ชิดเขามากนักอยู่ดี
“ถามทำไม”คนกำลังวาดฝันถามเสียงห้วนตาขุ่น
“ก็...ดิฉันกลัวเอ๊ย...คิดว่าคุณนพอาจจะให้เข้ามาทำงานในนี้”
“เพ้อเจ้อ”ชายหนุ่มว่าให้ทันที ก่อนจะหัวเราะเยาะออกมาพร้อมกับกวาดตามองรูปร่างเลขาั้แ่หัวจรดเท้าแล้วเอ่ยเสียงิ่ๆออกมา “อย่างเธอน่ะไม่มีสิทธิ์มานั่งเสนอหน้าทำงานอยู่ในห้องกับฉันหรอกเพราะเห็นหน้าแล้วหมดอารมณ์ทำงานกันพอดี”
เพลินจิตแอบแบะปากใส่ก่อนจะพึมพำเบาๆว่าเธอก็ไม่ได้อยากเข้ามาทำงานในห้องนี้นักหรอกเพราะสำหรับเธอแล้วห้องนี้ไม่ใช่ห้องทำงาน แต่เป็ห้องระเริงรักมากกว่าเนื่องจากนพกรชอบพลอดรักกับสาวๆที่นี่ประจำ
“แล้วคุณนพสั่งจัดให้ใครเหรอคะ”เธอถามด้วยความอยากรู้
“ก็จัดให้เลขาคนใหม่ของฉันไงล่ะ”
“คุณนพ!นี่คุณนพจะไล่ดิฉันออกหรือคะ” เพลินจิตร้องถามเสียงหลงด้วยความใถึงแม้เธอจะไม่ชอบพฤติกรรมของเ้านายหนุ่มคนนี้ ทว่าก็ไม่เคยคิดอยากออกไปเตะฝุ่นข้างนอกแต่อย่างใด
“จะบ้าเหรอฉันไม่ได้จะไล่เธอออก ฉันแค่จะรับเลขาส่วนตัวมาทำงานชั่วคราวเท่านั้นแหละ”
“เฮ้อ...”เลขาสาวถอนใจออกมาด้วยความโล่งอก แล้วถามต่อ “แล้วเลขาคนใหม่ของคุณนพจะเข้ามาทำงานเมื่อไรคะ”
“เอ๊ะ...เธอนี่ถามมากถามมายนัก”นพกรว่าให้อย่างหงุดหงิดแต่ก็ยอมตอบ “คุณรดาจะเข้ามาทำงานในอีกสองวันข้างหน้าเธอต้องดูแลเขาให้ดีที่สุดเข้าใจไหม คุณรดา้าอะไรก็หามาให้และอย่าขัดใจเด็ดขาดไม่อย่างนั้นเธอโดนไล่ออกแน่” ชายหนุ่มชี้หน้าขู่เสียงเข้ม ก่อนจะออกปากไล่เลขาให้ออกจากห้องไป
ซึ่งเพลินจิตก็ไม่รีรอที่จะรีบทำตามเธอเดินมานั่งที่โต๊ะทำงานหน้าห้องของเ้านายหนุ่ม พลางบ่นอุบออกมาเมื่อนึกถึงเลขาส่วนตัวคนใหม่ของนพกร
“หึ...สงสัยจะเป็แม่พวกสาวๆไฮโซไฮซ้อที่คุณนพคั่วอยู่ตอนนี้ล่ะสิ นี่คงจะหลงมากถึงได้เอามาทำงานในห้องด้วย เฮ้อ...คราวนี้ล่ะคงได้มั่วกันเพลินล่ะทีนี้”
หญิงสาวคิดอย่างหยามหยันทั้งที่ยังไม่เคยเห็นหน้าเลขาคนใหม่ของเ้านายเลยแต่พฤติกรรมของนพกรกับผู้หญิงของเขาที่ผ่านๆ มามันออกมาในรูปแบบนี้ตลอดเธอจึงสรุปล่วงหน้าไว้เลยว่าคงเป็แบบเดียวกันอย่างแน่นอน