ในท้องพระโรง หลี่ห่าวอู๋ฮ่องเต้ทรงฉลองพระองค์สีแดงแซมเหลืองเฉกเช่นแสงอาทิตย์ยามอัสดง แพรไหมลวดลายเมฆเคลื่อนปักดิ้นทองเป็รูปัคู่ห้าเล็บเกี่ยวกระหวัดกันแน่นเหนือหน้าอกจรดแขนเสื้อทั้งสองข้าง ส่องประกายรัศมีแห่งโอรส์ชวนให้ยำเกรง ศีรษะสวมหมวกว่าราชการสีดำขลับ ฝังทับทิมสีแดงสุกใสล้อมทองงามวิจิตร แม้อายุจะล่วงเข้าสี่สิบกว่า แต่ใบหน้ายังคงอ่อนเยาว์ราวบุรุษวัยสามสิบปลายๆ
หลี่ห่าวอู๋นั่งบนบัลลังก์ั หัวคิ้วขมวดเข้าหากันแน่นเมื่อเหล่าขุนนางเบื้องล่างกำลังพูดคุยถกเถียงกันเกี่ยวกับาระหว่างแว่นแค้น
“สถานการณ์ศึกชายแดนเหนือเป็อย่างไรบ้าง?” หลี่ห่าวอู๋ฮ่องเต้เอ่ยถามเซี่ยิเฉินแม่ทัพใหญ่ ผู้บัญชาการสูงสุดขั้นหนึ่งแดนอุดรผู้เป็พ่อตาของตน
เซี่ยิเฉินสวมชุดราชสำนักสีน้ำเงินเข้มท่าทางองอาจห้าวหาญดั่งนักรบชาญศึกถือฮู่ปั๋ย [1] พร้อมก้าวเท้าออกมารายงานด้วยท่าทางองอาจดั่งชายชาติทหาร
“ทูลฝ่าา ตามที่สายสืบทหารแจ้งมาพวกซยงหนู ตีและเชียงมีทหารราบรวมกันราวสองแสน พลทหารม้าห้าหมื่นและพลธนูราวสองหมื่นนาย พวกมันส่งคนลุกล้ำเข้ามาในเมืองหูและซ่งตามหมู่บ้านชายแดนทิศเหนือของแคว้นเรา ออกปล้นสะดมสะสมเสบียง ก่อนเตรียมทำศึก่ฤดูหนาว กระหม่อมส่งรองแม่ทัพอุดรและทหารสองพันนายเข้าขับไล่และปราบปราม พวกมันล่าถอยไปราวห้าร้อยลี้” เซี่ยิเฉินเว้นวรรคแล้วรายงานต่อ
“พลทหารแคว้นจินเล่อแถบชายแดนเหนือมีหนึ่งแสนนาย เป็พลธนูสามหมื่นนาย พลทหารพร้อมทำศึกในเมืองหลวงมีแปดหมื่นนาย กระหม่อมสั่งการให้ไปสมทบที่ชายแดนค่ายอุดร สี่หมื่นนายที่เหลือให้ปกป้องเมืองหลวง ส่วนพลทหารม้ากระหม่อมได้ปรึกษาเฉินหลูโหยวแม่ทัพบูรพา โยกกำลังพลทหารม้าสองหมื่นนายจากค่ายทหารแดนบูรพาเดินทางสมทบขึ้นแดนเหนือ ส่วนเสบียงอาหารและอาวุธยุทโธปกรณ์ทั้งหมด จะออกเดินทางพร้อมทหารในค่ายทหารนอกเมืองบางส่วนภายในสิ้นเดือนนี้ คาดจะถึงค่ายชายแดนอุดรในอีกสองเดือน ส่วนแผนการศึกกระหม่อมจะส่งหนังสือถวายรายงานฝ่าาพรุ่งนี้พ่ะย่ะค่ะ”
หลี่ห่าวอู๋ฮ่องเต้ผงกศีรษะขึ้นลง แสดงความพึงพอใจกับรายงานการเตรียมทำศึก ก่อนตรัสด้วยเสียงหนักแน่นว่า
“พวกแคว้นเหยี่ยนทำศึกกับจินเล่อครานี้ พวกมันเพ่งเล็งทรัพยากรเหมืองแร่และเหล็กในแคว้นเรา รวมถึงขยายดินแดนเพื่อเพาะปลูกและปศุสัตว์ หากกำจัดพวกมันในครานี้ได้ พวกเผ่าเร่ร่อนที่เหลือคงสงบไปอีกหลายสิบปี” หลี่ห่าวอู๋ฮ่องเต้กวาดตามองเหล่าขุนนางฝ่ายบู๊แล้วตรัสต่อ
“ส่วนพวกเผ่าซยงหนูเชี่ยวชาญศึกบนหลังม้า ฝีมือธนูของพวกมันไม่อาจประมาทได้ ท่านจงเตรียมตัวให้ดี”
“กระหม่อมน้อมรับพระบัญชาพ่ะยะค่ะ” เซี่ยิเฉินกล่าวด้วยความนอบน้อม ก่อนจะก้าวถอยไปยืนด้านข้างตามตำแหน่งของตนตามเดิม
“ใต้เท้าท่านอื่นมีเื่รายงานอีกหรือไม่” หลี่ห่าวอู๋ฮ่องเต้ตรัสถามขุนนางในท้องพระโรงราวสองร้อยคนเบื้องล่างบัลลังก์ั หลังฮ่องเต้ตรัสเสร็จ ใต้เท้าฟู่หัวหน้ากรมพิธีการจึงก้าวเท้าออกมา
“ทูลฝ่าาพ่ะย่ะค่ะ ทูตจากตระกูลอวี๋แคว้นฉีดินแดนทักษิณ เดินทางมาเจรจาสัมพันธไมตรีส่งเครื่องราชบรรณาการถวายแก่จินเล่อ อวี๋ฮุ่ยหยวนประมุขตระกูลอวี๋้าผูกมิตรเชื่อมไมตรี จึงได้ส่งธิดาในภรรยาเอกอภิเษกสมรสเข้าราชวงศ์หลี่ พวกเขาจะเดินทางมาถึงเมืองหลวงต้นฤดูวสันต์พ่ะย่ะค่ะ”
หลี่ห่าวอู๋ฮ่องเต้ตรึกตรองในใจ ตระกูลอวี๋แดนใต้ เป็ตระกูลใหญ่ที่ปกครองและขยายอิทธิพลทั่วดินแดนทักษิณ มีพลทหารราบและทหารม้านับสามสิบหมื่น [2] แต่ทว่าแร่เหล็ก ทองแดง และดีบุกที่เป็แร่หลักสำคัญที่ใช้ทำอาวุธกลับมีไม่เพียงพอ ต้องซื้อขายกับจินเล่อเป็หลัก ชนเผ่าแคว้นใต้เริ่มรุกรานเข้าอาณาเขตของแคว้นฉีตระกูลอวี๋ หลังอวี๋ฮุ่ยหลงอดีตประมุขถูกสังหารในศึกระหว่าง ฉีกับเยียนเป่ย อวี๋ฮุ่ยหยวนบุตรชายจึงขึ้นครองตำแหน่งประมุขคนใหม่ หากการเชื่อมไมตรีครั้งนี้สำเร็จ การทำศึกทิศใต้กับแคว้นซีเอี้ยนซึ่งมีแผ่นดินตระกูลอวี๋เป็ดินแดนกันชน จินเล่อก็จะได้ประโยชน์เต็มที่จากการอภิเษกครั้งนี้
“ใต้เท้าฟู่ รับรองทูตให้ดีจัดเตรียมงานให้เหมาะสม ปฏิบัติไปตามที่เห็นควร” หลี่ห่าวอู๋ฮ่องเต้เบนสายตาไปยังรัชทายาทที่ยืนอยู่ด้านข้าง
“รัชทายาท ข้ามอบหน้าที่ดูแลทูตตระกูลอวี๋ให้เ้า หากมีข้อสงสัยอันใดให้ปรึกษากับกรมพิธีการ”
หลี่จิ้นหยางองค์ชายรัชทายาทยกมือประสานเหนือศีรษะ ตรัสตอบพระบิดา
“ลูกน้อมรับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ”
หลี่จิ้นหยาง องค์ชายรัชทายาทวัยยี่สิบปี ประสูติจากเซี่ยฮองเฮาโดยมีองค์ชายสามหลี่หลิวหยางและองค์หญิงแปดหลี่เฟยเซียนเป็พี่น้องร่วมอุทร รัชทายาทกับองค์ชายสามหลี่หลิวหยางแม้จะเป็พี่น้องกัน แต่กลับไม่ใกล้ชิดสนิทสนม ด้วยเป็เพราะองค์ชายสามออกจากวังหลวง ไปอาศัยบ้านท่านตาเพื่อฝึกฝนเรียนวรยุทธ์และกลการศึกั้แ่อายุแปดขวบ น้อยครั้งนักที่จะหวนกลับคืนวังหลวง
หลังเลิกประชุมในท้องพระโรง หลี่ห่าวอู๋ฮ่องเต้พร้อมโจวกงกงขันทีใหญ่ส่วนพระองค์ และนางกำนัลเสด็จไปยังตำหนักคุนหนิงที่ประทับของฮองเฮา
“ฮ่องเต้เสด็จ”
โจวกงกงะโหน้าประตูพระตำหนักคุนหนิง นางกำนัลาุโรีบย่างเท้าเปิดประตูพลันคุกเข่าถวายความเคารพฮ่องเต้ เมื่อทราบว่าฮ่องเต้เสด็จมาเยี่ยมกะทันหัน เซี่ยฮองเฮารีบเรียกนางกำนัลมาพยุงตนให้นั่งพิงบนหัวเตียง รีบจัดผมเผ้าที่ยุ่งเหยิงและอาภรณ์ให้เข้าที่เรียบร้อย
“ฝ่าา”
เซี่ยฮองเฮาพยายามฝืนกายลุกจากเตียงบรรทมเพื่อคำนับฮ่องเต้ แต่ร่างกายที่ไม่แข็งแรงกอปรกับแขนขาไร้เรี่ยวแรง จึงไม่อาจฝืนทรงตัวได้ เกือบจะล้มฟุบลงไปกับพื้น นางกำนัลคนสนิทสะดุ้งใรีบโผเข้ามาประคองร่างฮองเฮาไว้อย่างทุลักทุเล
“เ้าไม่ต้องมากพิธี เจ็บป่วยอย่างนี้จะลุกขึ้นได้อย่างไร” หลี่ห่าวอู๋ฮ่องเต้เดินเข้าไปพยุงร่างฮองเฮาให้นั่งลงบนเตียง พระพักตร์แสดงความเป็ห่วงเป็ใย
“ท่านหมอเทวดามู่มาตรวจอาการแล้วว่าอย่างไรบ้าง”
หลี่ห่าวอู๋ฮ่องเต้หันพระพักตร์ไปถามเหวินกงกง
“ทูลฝ่าา ท่านหมอเทวดามู่กล่าวว่าพระอาการของฮองเฮามิได้น่าเป็ห่วงมากนัก แต่… พระอาการทางใจนั้นยากจะรักษาพ่ะย่ะค่ะ”
“อาการทางใจ? เ้าหมายความว่าอย่างไร” หลี่ห่าวอู๋ฮ่องเต้เอ่ยถามเหวินกงกงด้วยน้ำเสียงสงสัย เรียวคิ้วหนาเข้าหากัน จ้องหน้าเหวินกงกงด้วยความฉงน
เหวินกงกง ขันทีคนสนิทของฮองเฮา ผู้ครองตำแหน่งหัวหน้าขันทีฝ่ายในมาหลายสิบปี เหล่มองหลี่ห่าวอู๋ฮ่องเต้ด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก แววตาวูบไหวลังเล ริมฝีปากขยับขึ้นลงราวกับ้าทูลเป็นัยถึงสาเหตุแท้จริงที่ทำให้ฮองเฮาประชวรในครั้งนี้
เหวินกงกงตั้งใจจะเอ่ยถึงพระอาการทางใจของเซี่ยฮองเฮา เพื่อให้ฮ่องเต้ได้ทรงรับทราบความจริง แต่กลับสบเข้ากับสายตาฮองเฮาที่จ้องเขม็งมาเสียก่อน เป็สัญญาณห้ามปรามเขาไม่ให้ปากมาก
แม้ฮองเฮาจะไม่เคยตรัสบ่นออกมาสักคำ แต่เหวินกงกงกลับรู้ดีอยู่แก่ใจว่าฮองเฮารู้สึกเ็ปเพียงใด ทุกวันนี้ที่ทรงอดกลั้นก็เพราะเป็ห่วงภาพลักษณ์และเกียรติยศในฐานะมารดาของแผ่นดินที่ต้องใจกว้างอยู่เสมอ อีกทั้งยังกังวลว่าหากเื่ภายในวังหลังแพร่ออกไป อาจส่งผลกระทบต่อตำแหน่งองค์รัชทายาทของบุตรชายได้
ทว่าเื้ัรอยยิ้มสงบนิ่งประหนึ่งพระโพธิสัตว์นั้น กลับซ่อนเร้นความรวดร้าวเอาไว้ประหนึ่งหนามแหลมคม คอยทิ่มแทงใจเหวินกงกงทุกครั้งที่ได้เห็น เขาไม่อาจทนมองผู้เป็นาย ต้องทนฝืนกล้ำกลืนความทุกข์ไว้เพียงลำพังได้อีกต่อไป
เหวินกงกงเม้มริมฝีปากแน่น หลุบตาลงต่ำ ข่มความสั่นสะท้านในอก ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยขึ้นด้วยเสียงหนักแน่นต่อหน้าฮ่องเต้ว่า
“ทูลฝ่าา กระหม่อมทราบว่าสิ่งที่กระหม่อมจะกล่าวต่อไปนี้อาจกระทบถึงผู้อื่น ดังนั้นกระหม่อมจึงขอพระราชทานอภัยโทษล่วงหน้าพ่ะย่ะค่ะ”
เชิงอรรถ^มีลักษณะเป็นแผ่นไม้บาง ยาว และแข็ง มักทำจากหยก ไม้ไผ่ หรือไม้มงคล มีรูปร่างคล้ายไม้กระดานแบน ยาวประมาณช่วงแขน ใช้ถือประจำตัวในเวลาเข้าเฝ้าใช้จดจำราชโองการหรือรายงาน ขุนนางบางคนจะเขียนคำกราบทูลหรือข้อความสำคัญบนฮู่เพื่อเตือนความจำขณะเข้าเฝ้า^สามสิบหมื่น (三十万 / ซานสือว่าน)ในระบบตัวเลขจีนโบราณ หมายถึง 300,000 (สามแสน)เพราะคำว่า หมื่น (万 / ว่าน)ในภาษาจีน หมายถึง 10,000 หนึ่งหมื่น