ยามดึกสงัดได้ยินแค่เพียงเสียงใบไม้ไหวตามแรงลม...หลี่เยว่คลุมผ้าบางสีดำ เดินเลียบเงากำแพงไปยังศาลาหลังตำหนัก เื่ราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ทำให้นางรู้สึกสับสนในตัวเองขึ้นมา
ภายใต้แสงจันทร์เงาร่างหนึ่งยืนรออยู่ก่อนแล้ว เขาคือพี่เซียวเหยาของนาง
ขันทีหนุ่มหันมาเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าเบาสายตานิ่งสงบมองไปยังหลี่เยว่ เพียงครู่เดียวความนิ่งก็แปรเปลี่ยนเป็ความกังวลที่ซ่อนอยู่ในแววตา
“มีเื่ใดถึงนัดข้ามาในยามนี้??” เขาถามเสียงต่ำแฝงด้วยความเป็ห่วง
หลี่เยว่นั่งลงบนม้านั่งหินลมหายใจยังไม่สม่ำเสมอก็พูดออกไปอย่างเร่งร้อน
“วันนี้...ข้าได้ฝึกตัวต่อตัวกับนางข้าหลวงหมี่”
เซียวเหยาที่อยู่ในวังมานานเข้าใจความหมายของคำว่าฝึกดี เขาจึงมิได้เอ่ยถามและรอฟัง
ข้าถึงเข้าใจความน่ากลัวของวังหลวงมากขึ้นหากข้าไม่สามารถผ่านเป็หนึ่งในห้าที่ได้เข้าถวายตัว ข้าก็ไม่มีทางให้กลับอีกแล้ว”
เสียงหลี่เยว่สั่นไหวเล็กน้อยนางเผลอกำมืออย่างลืมตัว
“บางทีข้าอาจถูกลดชั้นเป็นางกำนัล วันนี้ข้าเอ่ยถามทุกคนที่รู้จักนางกำนัลนั้นจะต้องใช้ชีวิตอย่างไร สิ่งที่ได้รับคือความยากลำบากกว่าที่ข้าคิดพวกนางไม่มีใครปกป้อง ไม่มีแม้แต่สิทธิ์ว่าจะเลือกทำงานอยู่ในตำหนักใด”
หญิงสาวแหงนหน้าขึ้นเล็กน้อยดวงตามีสีแดงอ่อนๆคล้ายจะร่ำไห้ “อดีตข้าเคยคิดว่า หากตัวเองไม่ได้รับเลือก ก็ขอเป็นางกำนัลที่อยู่ใกล้กับพี่เซียวเหยาก็พอแล้วแต่ทว่าเส้นทางนั้น กลับห่างไกลจากความจริง ถ้าข้าไม่สามารถปีนไปถึงอำนาจที่สามารถเลือกเส้นทางของตัวเองได้ก็กลายเป็ว่าชีวิตของข้าจะตกต่ำ มิอาจเชิดหน้าและยิ่งไม่อาจพบเจอพี่เซียวเหยาได้อีก”
คำพูดนั้นทำให้เซียวเหยานิ่งเงียบไปครู่หนึ่งเขารู้ความจริงเ่าั้ดีกว่าใคร ตลอดเวลาที่อยู่ในวังหลวง เขาพบเจอหญิงสาวที่ไม่สามารถขึ้นไปยังตำแหน่งที่้าและยิ่งไม่สามารถหันหลังกลับไปในเส้นทางที่เคยจากมาได้
“พี่เซียวเหยา...ข้ากลัวที่สุด”หลี่เยว่าเอ่ยเสียงเบา ราวกับว่าตัวตนจะถูกกลืนกินจากวังหลวงแห่งนี้
“หากข้าเป็นางกำนัลข้าไม่รู้ว่าจะถูกส่งไปรับใช้ที่ตำหนักใด และ คงไม่ได้พบเจอกับพี่เซียวเหยาอีกแล้ว”
ความเงียบปกคลุมระหว่างคนทั้งสองขันทีหนุ่มแหงนมองแสงจันทร์ที่ทอดยาวไปบนพื้นทางเดินใบหน้าสงบนิ่งของเขาซ่อนความคิดนับพัน ก่อนจะเอ่ย
“เ้าตัดสินใจดีแล้วใช่ไหม??”
ถึงอย่างไรสัจธรรมของมนุษย์หากไม่มีบันไดให้ลงก็เหลือเพียงแต่ต้องปีนขึ้นไปให้สูงจนอยู่ในจุดที่สามารถมีอิสระและปกป้องคนที่ตัวเองรักได้
หลี่เยว่ไม่ลังเลนางเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายก่อนจะพยักหน้าขึ้นลงแทนคำตอบ
“เช่นนั้นข้าจะช่วยเ้าเอง” คำพูดนั้นเรียบง่าย แต่หนักแน่นราวกับคำสาบาน
“ช่วย...อย่างไรหรือ?” หลี่เยว่เอ่ยถามด้วยความสงสัย
เซียวเหยาจ้องมองไปยังดวงตาของหญิงสาว
“จำทีข้าเคยเล่าเื่หรูอี้ให้ฟังได้หรือไม่ การที่นางสามารถปีนขึ้นไปถึงตำแหน่งเฟย ได้ มิใช่เพียงแค่โชคและวาสนาแต่เป็เพราะว่าตระกูลเซียวของข้ามีตำราลับที่ตกทอดกันมาั้แ่ บรรพบุรุษตำรานั้นมีชื่อว่า เปิ้นจี้เจิ่นโถว*(สมุดปกแดงใต้หมอน)”
เซียวเหยาหยุดคำพูดครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่อเสียงต่ำ
“แต่สิ่งที่อยู่ในตำรานั้นอาจจะทำให้เ้ามองโลกไปในอีกมุมหนึ่งซึ่งเ้าต้องตัดสินใจเองที่จะยอมรับการเปลี่ยนแปลงหรือยอมจำนนต่อโชคชะตา”
หัวใจหลี่เยว่สั่นสะท้านนางมิรู้เลยว่าตำราปกแดงใต้หมอน จะนำพานางไปอยู่ในโลกแบบใด หรือเป็การเดินเข้าสู่เส้นทางอันตรายยิ่งกว่าเดิมหรือไม่แต่ถึงอย่างนั้นด้วยความรู้สึกที่ใจหนึ่งมิอาจยอมรับต่อโชคชะตาหากนางต้องกลายเป็นางกำนัลและอีกใจหนึ่งนางมิอาจยอมรับที่จะไม่ได้พบเจอเซียวเหยาไปตลอดกาลทำให้นางตัดสินใจอย่างแน่วแน่
“ข้า...จะไปให้สูงกว่านี้ไปอยู่ในจุดที่สามารถปกป้องตัวเองและพี่เซียวเหยาได้” หลี่เยว่กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
เซียวเหยาถอนหายใจยาวหากมิใช่เพราะความสงสาร เขาคงไม่เลือกนำตำราลับของตระกูลออกมาเพราะสิ่งที่บันทึกไว้ภายในนั้น เป็เส้นทางลำบากที่หลี่เยว่จะต้องเผชิญ
ขันทีหนุ่มลุกขึ้นยืนด้วยความเงียบก่อนจะเอ่ย
“หากเ้าตัดสินใจแล้วปล่อยให้ทุกอย่างเป็หน้าที่ของข้าเอง”
หลี่เยว่มองแผ่นหลังของอีกฝ่ายที่ค่อยๆหายไปในเงามืดอย่างช้า สำหรับนางแล้ว ค่ำคืนนี้คือการตัดสินใจที่ไม่อาจหวนกลับได้อีก...