เปลี่ยนลิขิตสวรรค์

    บทที่ 6 ข้าจะแข็งแกร่งเหมือนพระยูไล!

    ในขณะเดียวกันกับที่เสวี่ยฟางได้กลายเป็นยอดฝีมือระดับหนึ่งและได้ปลุกบางสิ่งบางอย่างขึ้นมานั้น ในเวลาเดียวกันเอง ณ สถานที่อันไกลโพ้นจากหมู่บ้านน้ำตกสวรรค์ สถานที่ๆผู้คนต่างกล่าวขานว่าเป็นขุมกำลังที่แข็งแกร่งและลึกลับที่สุดในแผ่นดินมาหลายร้อยปี...ตำหนักเทวะ“โชคชะตา..กงล้อแห่งโชคชะตาเริ่มหมุนวนแล้ว” ชายชราคนหนึ่งคุกเข่าลงตรงหน้าแท่นบูชา มันพูดคำพูดที่ผู้คนต่างฟังไม่เข้าใจออกมามากมาย ชายชรามองขึ้นไปยังท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวดวงตาของมันค่อยๆมีหยดโลหิตไหลลงมา “ข้ามองเห็น! ข้ามองเห็นแล้ว! ชีวิตที่กำเนิดมาพร้อมกับพลังที่ยิ่งใหญ่! ชีวิตที่ถูกขับไล่ออกไป! ชีวิตนั้นจะกลับมาที่นี่! ชีวิตนั้นจะกลับมาที่นี่อีกครั้ง! ชีวิตนั้นจะกลายมาเป็นผู้ที่ควบคุมโชคชะตาของตำหนักเทวะและพวกเราทั้งหมด!” ราวกับว่ามันได้ใช้พลังทั้งหมดในชีวิตในการพูดคำพูดมากมาย ชายชราค่อยๆหมดลมหายใจก่อนล้มลงไปนอนหน้าแท่นบูชา เบื้องหลังของชายชราเป็นบุรุษวัยกลางวันในชุดสีขาว ดวงตาของบุรุษคนนั้นมีประกายแห่งความซับซ้อนแฝงอยู่ในดวงตาแพล้ง!ใบหน้าของสตรีที่งดงามล่มเมืองบิดเบี้ยวด้วยความเกรี้ยวกราดและอำมหิต นางพังทำลายสิ่งต่างๆราวกับมันไม่มีค่า “น่ารังเกียจ! สายเลือดชนชั้นต่ำเช่นนั้นถือดีอย่างไรมากล้าครอบของโชคชะตาของบุตรชายข้า! น่าชังยิ่งนัก! ข้าน่าจะสังหารมันตั้งแต่มันยังไม่ลืมตาออกมาดูโลก!” เสียงเกรี้ยวกราดของสตรีงามยังคงไม่หยุด ข้างๆของนางยืนไว้ด้วยเด็กชายสองคน คนหนึ่งเต็มไปด้วยความหยิ่งผยองและเกรี้ยวกราดในขณะที่อีกคนกลับเยือกเย็นและไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ
    เสวี่ยฟางที่กลายมาเป็นยอดฝีมือระดับหนึ่งไม่รู้ตัวงุนงงเมื่อได้ยินเสียงแปลกๆในหัว ทว่านางกลับฟังไม่ถนัดหู ยิ่งแก่นลมปราณที่หนึ่งของนางพึ่งก่อตัวขึ้นมา ทำให้สมาธิของนางอยู่ที่สายพลังแปลกๆที่น้องชายช่วยปลุกขึ้น เธอเป็นคนฉลาดไม่นานเธอก็รู้แล้วว่าน้องชายต่างโลกของเธอช่วยเหลือเธอในการทะลวงจุดลมปราณและสร้างแก่นลมปราณที่หนึ่งขึ้นมาเธอมองไปที่เว่ยเมิ่งที่ตอนนี้กำลังมีรอยยิ้มของเด็กน้อยเหมือนจะบอกว่า ‘ชมข้าสิ! ข้าเก่งมากเลยนะ’ เสวี่ยฟางหัวเราะรวนดึงร่างน้อยๆมากอดไปมา พร้อมกับหอมแก้มไปฟอดใหญ่หลายๆที เสวี่ยฟางยิ่งหัวเราะเข้าไปใหญ่ที่เห็นเว่ยเมิ่งหน้าแดงเป็นมะเขือเทศ“พี่สาวพรุ่งนี้ท่านไปหอตำราเป็นเพื่อนข้าหน่อยได้มั้ย?” เว่ยเมิ่งอายตัวม้วนที่ถูกเสวี่ยฟางหอมแก้มซ้ายทีขวาที เอ่ยชวนพี่สาวไปอยู่เป็นเพื่อนระหว่างที่รับบทลงโทษเป็นการคัดตำรายี่สิบเล่ม“อืมม ก็ได้แต่เจ้าต้องเข้านอนแต่หัวค่ำเข้าใจมั้ย?” เสวี่ยฟางที่อารมณ์ดีเอ่ยตกลง เว่ยเมิ่งพยักหน้าถี่และเอ่ยต่อ “งั้นพี่สาวมาเล่านิทานให้ข้าฟังอีกได้มั้ย? นิทานของพี่สาวสนุกที่สุดเลย!” เสวี่ยฟางยิ้มตกลงเดินจูงมือเด็กน้อยไปที่ห้องนอน“นานมาแล้วมีก้อนหินอยู่ก้อนหนึ่ง ก้อนหินก้อนนั้นตั้งอยู่ท่ามกลางแสงตะวันและจันทรา........” เสวี่ยฟางเล่าหนึ่งในนิทานที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม เธอเล่าถึงความแข็งแกร่งของพญาวานรในตำนานและความซุกซนของซุนหงอคง “พี่สาวๆ ถ้าข้าไปตากแสงตะวันกับจันทราบ้างจะแข็งแกร่งแบบซุนหงอคงบ้างหรือเปล่า?” เสวี่ยฟางที่ได้ยินคำถามก็หัวเราะตอบด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “นั่นสิน่ะไม่แน่เจ้าอาจจะแข็งแรงขึ้นแบบซุนหงอคงก็ได้~”เว่ยเมิ่งดวงตาเป็นประกายรีบจะลุกขึ้นไปอาบดวงจันทราเสียตอนนี้เลย ทว่าไวเหมือนความคิด มือของเสวี่ยฟางกดเด็กน้อยลงกับเตียงเสียก่อน “หยุดเลยเจ้าหนูน้อยตอนนี้ได้เวลานอนของเจ้า” เว่ยเมิ่งหน้าเหยเกจำใจนอนภายใต้การเกลี่ยกล่อมของพี่สาววันรุ่งขึ้นเว่ยเมิ่งตื่นขึ้นอาบน้ำล้างหน้าล้างเสร็จก็รีบไปกินข้าว สองพี่น้อง หนึ่งมารดา หนึ่งท่านปู่ ทานมื้ออาหารเช้าด้วยกัน ตงฟางฮูหยินที่เห็นเว่ยเมิ่งรีบทานอย่างผิดปกติก็อดถามไม่ได้ว่าจะรีบไปไหน“ข้าไปอาบแสงอาทิตย์!” เว่ยเมิ่งพูดในขณะที่ยัดอาหารเข้าปาก ตงฟางฮูหยินงุนงงเช่นเดียวตงฟางซาน มีเพียงเสวี่ยฟางที่หัวเราะคิกคัก เว่ยเมิ่งไม่รออธิบายให้ใครฟังทานอาหารเสร็จก็รีบวิ่งไปที่ลานหน้าบ้านทันที ทิ้งให้มารดาและปู่ของตนงงต่อไป “อย่าตากแดดนานเกินไปนะ!” เสวี่ยฟางตะโกนไล่หลังเธอหันไปมองสีหน้างุนงงของตงฟางฮูหยินและตงฟางซานก็เล่าเรื่องที่เธอกลับน้องชายคุยกันเมื่อวาน ตงฟางฮูหยินและตงฟางซานที่ได้ยินว่าเว่ยเมิ่งจะไปอาบแสงตะวันกับจันทราให้แข็งแกร่งขึ้นก็ส่ายหน้าหัวเราะลั่นเว่ยเมิ่งที่มายืนอยู่ลานหน้าบ้านกลางแสงแดด เด็กน้อยชูสองมือขึ้นบนฟ้าเหมือนรอรับพลังจากดวงตะวัน หากมีคนทั่วไปมาเห็นก็คงยิ้มขำแต่หากเป็นยอดฝีมือระดับสูงมาเห็นเข้าคงต้องร้องอุทานด้วยความตกใจเด็กชายตอนนี้ไม่ได้ยืนตากแดดอยู่เฉยๆ ร่างกายกลับชักนำพลังธรรมชาติจากดวงตะวันเข้าสู่ร่างกาย พลังจากดวงตะวันค่อยๆก่อตัวกลายเป็นแก่นลมปราณที่สามอย่างช้าๆ แต่ทำไปได้ซักพักเดียวเสวี่ยฟางก็ออกมาบอกให้พอได้แล้ว เดียวจะไม่สบายเอา เว่ยเมิ่งพยักหน้า “พี่สาวไปหอตำรากันเถอะ~”เสวี่ยฟางพยักหน้า ทั้งสองเดินไปที่หอตำราประจำหมู่บ้าน หอตำราประจำหมู่บ้านเป็นสถานที่เก็บรวบรวมตำรามากมายมีตั้งแต่ความรู้ทั่วไปจนถึงวิชาการต่อสู้หายาก สองพี่น้องเดินมาจนถึงหอตำรา ข้างในมีชายชราคนหนึ่งนั่งอยู่ “สวัสดีขอรับปู่ฟง!” เว่ยเมิ่งร้องทักทายคนแรกกับผู้เฝ้าหอตำรา เสวี่ยฟางเองก็ทักทายชายชราเช่นกัน ยอดฝีมือระดับเก้าผู้เฝ้าหอตำราพยักหน้ารับคำทักทาย “ลมอะไรหอบคุณชายเสเพลห มาที่หอตำราครำครึเช่นนี้ได้เล่า?” ปู่ฟงยิ้มขำที่นานๆทีจะเห็นเว่ยเมิ่ง“ข้ามาคัดตำราน่ะ” เว่ยเมิ่งยิ้มเขินๆที่ถูกทำโทษให้มาคัดตำรา ปู่ฟงที่ฟังก็หัวเราะโบกมือเป็นเชิงบอกว่าตามสบาย.. สองพี่น้องเอยขอบคุณเข้าไปในหอตำรา เสวี่ยฟางบอกเว่ยเมิ่งว่าจะไปหาตำราที่สนใจมาอ่านแล้วบอกว่าให้มาเจอกันที่โต๊ะ เว่ยเมิ่งพยักหน้าไปตามหาตำราที่ตนอยากจะคัดลอก การลงโทษด้วยการคัดลอกตำราก็เหมือนบังคับกลายๆให้เรียนสิ่งที่อยู่ในตำรา เว่ยเมิ่งเดินตามหาตำราที่ตนอ่านแล้วจะไม่เบื่อเสียก่อนเว่ยเมิ่งเดินหาไปหามาก็เจอตำราที่น่าสนใจ อวิชชาเทพอสนีบาต สิบสองกระบี่แห่งเซียน ลมปราณกระทิงเขียวเขามังกร เปลี่ยนโลหิตสู่ดวงตะวัน ร่างเต๋าห้าธาตุ ตำรามากมายที่ถ้าหลุดไปโลกภายนอกคงต้องสร้างความปั่นป่วนไม่น้อย อยู่ในมือของเด็กชายมือให้เลือกสรรอย่างตามใจชอบ เว่ยเมิ่งเม้มปากครุ่นคิดว่าวิชาไหนเท่กว่ากัน“เอาอันนี้แหละ!” เว่ยเมิ่งเลือกตำราอวิชชาเทพอัสนีบาตเพราะคิดว่ามันเท่ที่สุด เด็กน้อยเดินถือตำราไปนั่งที่โต๊ะ นั่งอ่านไปนั่งคัดลอกไป เนื้อหาของวิชาค่อยๆเข้าไปในหัวของเด็กชายอวิชชาเทพอสนีบาต อวิชชาที่ฝ่าฝืนกฎของธรรมชาติชักนำสายฟ้าจากสวรรค์เข้าสู่ร่างกาย สายฟ้าจากสวรรค์ที่จะทำลายล้างทุกสิ่งไม่เว้นแม้แต่ผู้ใช้ที่ไม่แข็งแกร่งพอที่รองรับพลังของอวิชานี้ ปู่ฟงที่เห็นเว่ยเมิ่งคัดลอกวิชาต้องห้ามก็ไม่ได้ว่าอะไร เนื้อหาของอวิชานี้ไม่สมบูรณ์ มีผู้ลองฝึกฝนมากมายแล้วแต่ก็ไม่อาจแม้แต่จะเข้าถึงขั้นแรกด้วยซ้ำ….เด็กน้อยนั่งคัดตำราไปจนมืดค่ำถึงจะเสร็จ สองพี่น้องเดินจูงมือกันกลับบ้าน เสวี่ยฟางบอกเว่ยเมิ่งจะไปอาบน้ำ เว่ยเมิ่งพยักหน้านั่งเล่นอยู่หน้าบ้าน ดวงตาของเด็กน้อยมองขึ้นฟ้าเห็นดวงจันทร์ยามค่ำคืน ก็คิดได้ว่าตนยังไม่ได้อาบแสงจันทราเลยเด็กชายไปยืนกลางลานหน้าบ้านชูมือขึ้นฟ้าอาบแสงจากจันทรา อย่างช้าๆ แก่นลมปราณที่สามที่ยังไม่สมบูรณ์ค่อยๆสมบูรณ์ขึ้นที่ละนิดและในที่สุด แก่นลมปราณที่สามที่ประกอบขึ้นจากพลังของดวงตะวันและจันทราก็สมบูรณ์! แก่นลมปราณที่สามสำเร็จ!เว่ยเมิ่งที่พึ่งทะลวงกลายเป็นยอดฝีมือระดับสามถอนหายใจ ตอนนี้เขาแข็งแกร่งขึ้นอีกก้าวหนึ่งแล้ว “เว่ยเมิ่งเจ้าไปอาบน้ำเถอะ” เสียงของเสวี่ยฟางดังขึ้นจากในบ้าน เว่ยเมิ่งร้องตอบรับคำ รีบเดินไปอาบน้ำ เสร็จแล้วจะได้ให้พี่สาวเล่านิทานให้ฟังต่อ เสวี่ยฟางที่ทนการรบเร้าของเว่ยเมิ่งไม่ไหวยอมเข้าไปเล่านิทานก่อนนอนให้น้องชายฟัง “และแล้วซุนหงอคงที่บุกทำลายสวรรค์ก็พ่ายแพ้ให้กับพระยูไลและถูกจับขังไว้ในหุบเขาห้าธาตุ-” เสวี่ยฟางที่กำลังเล่านิทานถูกน้องชายขัดจังหวะ“เดี่ยวสิพี่สาวทำไมซุนหงอคงถึงแพ้ละ? แล้วทำไมซุนหงอคงไม่ทำลายหุบเขาห้าธาตุและหนีออกมา?” เด็กน้อยถามอย่างไม่เข้าใจที่พญาวานรผู้เก่งกาจพ่ายแพ้ให้กับพระรูปเดียว “นั้นเพราะพระยูไลเก่งกว่าไง และหุบเขาห้าธาตุก็ถูกสร้างโดยพระยูไลทำให้ซุนหงอคงหนีออกมาไม่ได้” เสวี่ยฟางให้คำตอบง่ายๆ เด็กน้อยหน้าหงิกอยู่ครู่หนึ่งก็ยิ้มออกมา “งั้นข้าไม่แข็งแกร่งเหมือนซุนหงอคงแล้ว ข้าจะแข็งแกร่งเหมือนพระยูไล!” ตอนที่อยู่ในหอตำราเหมือนเขาเห็นตำราที่เกี่ยวกับห้าธาตุอยู่ พรุ่งนี้เขาจะไปเรียนมัน! และก็เรียนพระธรรมด้วย!เสียงหัวเราะอย่างขบขันของเสวี่ยฟางและและสีหน้าจริงจังของเว่ยเมิ่งช่วยให้ค่ำคืนนี้เป็นอีกคืนหนึ่งที่มีความสุข..
    อยากติตรงไหนอยากชมตรงไหนก็ comment ไว้เลยจ้า