“ท่านแม่! น้องสาวปลูกผลไม้ไว้เกือบเต็มเขาเลยขอรับ” จ้าวลู่เสียนเห็นมารดายืนรออยู่ลานด้านหน้ารีบเข้าไปเล่าด้วยความตื่นเต้น
“สวนผลไม้ที่เ้าเล่าให้แม่ฟังว่าปลูกไว้ตอนที่มาพักอยู่ที่นี่น่ะหรือ” เช้ามาไม่รู้ว่าบุตรทั้งสองหายตัวไปไหน ถามพวกบ่าวจึงรู้ว่าพวกเขาขึ้นไปบนเขา นางเกิดกังวลใจนึกว่าขึ้นไปล่าสัตว์กัน
“ใช่เ้าค่ะ สวนผลไม้ที่ข้าเล่าให้ท่านแม่ฟังบ่อย ๆ”
“แล้วเป็อย่างไรบ้าง เจริญงอกงามดีหรือไม่”
“เจริญงอกงามดีมากเลยขอรับ ข้ารับรองได้ว่าท่านแม่เห็นแล้วต้องอ้าปากค้าง ตาเป็ประกาย” จ้าวลู่เสียนแย่งน้องสาวพูด เขาตื่นเต้นกับผลไม้พวกนั้นอย่างแท้จริง พอผลไม้พวกนั้นสามารถเก็บเกี่ยวได้พวกตนสามารถนำไปขายแลกเงิน
“คราหน้าแม่จะขึ้นเขาไปดูสวนผลไม้กับพวกเ้า”
“ต่อแต่นี้ท่านแม่จะได้ทานผลไม้ให้อิ่มหนำสำราญ”
“เ้าลูกคนนี้”
จ้าวลู่ชิงสนทนากับมารดาและพี่ชายอยู่สักพักก่อนจะขอตัวเข้ามาพักผ่อนในเรือนนอนของตนเอง
กล่องไม้ใบเล็กที่ทำจากไม้จื่อถาน [1] วางอยู่ในช่องลับหัวเตียง ถูกเปิดออก จ้าวลู่ชิงมองม้วนผ้าที่มีเข็มเรียวเล็กปักอยู่หลายอัน เข็มพวกนี้เป็ของจ้าวลู่ชิงคนเดิมที่ซ่อนมันเอาไว้ในช่องลับหัวเตียง สาเหตุที่นางซ่อนเอาไว้ไม่มีอะไรมากแค่กลัวคนมาขโมยมันไป เพราะเข็มม้วนนี้อดีตหมอหลวงสวีให้นางเอาไว้ก่อนจะลาออกจากการเป็หมอหลวงเพื่อไปท่องใต้หล้า และยังมีอีกม้วนอยู่ที่จวนฝู่กั๋วกงไม่รู้ว่าถูกยึดไปหรือไม่
ปลายยามเหม่า (05.00 – 06.59 น.) จ้าวลู่ชิงกับพี่ชายและสาวใช้ทั้งสองเตรียมเดินทางเข้าไปในตัวเมืองอำเภอเพื่อขายสมุนไพรล้ำค่า ทุกคนแต่งกายด้วยชุดผ้าฝ้ายเนื้อหยาบที่ท่านปู่ซื้อมาให้เมื่อวาน อาภรณ์ที่นางทิ้งไว้ที่เรือนั้แ่เมื่อปีที่แล้ว แม้จะเก่าทว่าดูงดงามหรูหราเกินกว่าที่ชาวบ้านธรรมดาอย่างนางจะสวมใส่ ท่านปู่ช่างรู้ใจนางเป็ที่สุด
เงินขายกวางได้ส่วนหนึ่งท่านปู่นำไปเสื้อผ้าให้กับทุกคนในบ้าน และยังซื้อผ้ามาให้ท่านย่ากับท่านแม่ทำงานเย็บปักหารายได้
“พวกเขาจะเดินทางไปพร้อมกับพวกเ้า” จ้าวเฉิงให้พลเงาสี่นายที่หลานสาวเคยเห็นติดตามไปตัวอำเภอด้วย
“พวกเขาคือใครหรือเ้าคะ” นางอยากรู้ั้แ่เมื่อวานแล้ว
“พวกเขาคือคนติดตามคุ้นกันพวกเ้า”
จ้าวลู่ชิงกับจ้าวลู่เสียนพยักหน้ารับทราบอย่างรู้ความ ด้วยความฉลาดของเด็กทั้งสองจ้าวเฉิงจึงไม่ต้องอธิบายให้มากความ
“พวกเราไปก่อนนะขอรับท่านปู่”
รถม้าสองคันวิ่งออกไปจากหมู่บ้านมุ่งไปยังอำเภอชิงเหอ จ้าวลู่ชิงนั่งคิดวิธีหาเงินเข้าเหอเปา [2] ใบเล็ก ๆ ของนางจนรถม้าวิ่งผ่านประตูเข้ามาในตัวเมืองอำเภอ
บนถนนมีรถม้าผู้คนสัญจรไปมาหนาแน่น โรงหมอในตัวอำเภอมีอยู่สองแห่ง
“จอดโรงหมอแห่งนี้ก่อนก็แล้วกัน” นางไม่รู้หรอกว่าโรงหมอที่ใดน่าทำการค้าด้วยมากกว่ากัน เพื่อไม่ให้เป็การเสียเวลานางควรลองเข้าไปทำการซื้อขายกับโรงหมอที่มีป้ายติดว่าโรงหมอเทวดาหยาง
เป็โรงหมอที่น่าสนใจมิน้อย นางอยากรู้ว่าหมอเทวดาสมัยนี้ฝีมือเก่งกาจเพียงใด
“กูเหนียง [3] มาหาหมอเทวดาหยางหรือขอรับ” พนักงานของโรงหมอรีบเข้ามาถาม “วันนี้ท่านหมอเทวดาหยางไม่รับตรวจผู้ป่วยขอรับ”
“ข้ามาขายสมุนไพร”
“มิทราบว่าท่านจะบอกได้หรือไม่ว่าเป็สมุนไพรชนิดใด”
จ้าวลู่ชิงมองซ้ายมองขวาแล้วเปิดฝากล่องไม้ที่อยู่ในกระบุงให้เสี่ยวเอ้อเห็นถึงสมุนไพรที่อยู่ด้านใน
“เชิญกูเหนียงรอสักครู่นะขอรับ” สมุนไพรล้ำค่าเช่นนี้ ท่านหมอสั่งเอาไว้แล้วว่าถ้ามีคนมาขายอนุญาตให้ไปเรียก
“ท่านหมอหยางขอรับ มีกูเหนียงน้อยนำโสมคนกับเห็ดหลินจือมาขายขอรับ”
“เ้าออกไปต้อนรับให้ดี ข้าจะตามหลังไป” กุมท้องที่ปวด วันนี้เขาปวดท้องจนไม่มีแรงตรวจคนป่วย ทว่าโรงหมอยังขาดสมุนไพรล้ำค่าหลายอย่างมีคนนำมาขายเขาต้องไปดูด้วยตัวเอง
“เชิญกูเหนียงและคุณชายนั่งก่อนขอรับ” รินชาให้ทั้งสองอย่างพินอบพิเทา
“ชาปี้หลัวชุนปลูกแถวทะเลสาบไท่หูเมืองซูโจว” กลิ่นของชาเขียวรูปทรงหอยสังข์ในฤดูใบไม้ผลิลอยอบอวลยั่วยวน
“กูเหนียงน้อยช่างเชี่ยวชาญในเื่ชายิ่งนัก เพียงดมกลิ่นก็สามารถทราบได้ว่าเป็ชาที่ปลูกจากแหล่งใด”
จ้าวลู่ชิงหันมองชายชราหนวดขาวรูปร่างอ้วน ยามยิ้มใบหน้ากับดวงตาก็ยิ้มตามไปด้วย บ่งบอกว่าเป็คนอัธยาศัยดี อายุน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับท่านปู่ของนาง
“นี่คือท่านหมอเทวดาหยางขอรับ” เสี่ยวเอ้อแนะนำให้ทั้งสองรู้จักกับหมอเทวดาที่คนในอำเภอชิงเหอและอำเภอใกล้เคียงต่างให้ความนับถือแห่แหนกันมารักษา
“ข้าและน้องสาวยินดีที่ได้รู้จักท่านหมอเทวดาหยางขอรับ” จ้าวลู่เสียนและจ้าวลู่ชิงลุกขึ้นคารวะผู้าุโ
“เชิญนั่ง มิต้องเกรงใจ วันนี้เสี่ยวเอ้อบอกว่าพวกเ้านำสมุนไพรมาขายใช่หรือไม่”
“เป็เช่นนั้นเ้าค่ะ” เปิดกล่องไม้สี่กล่องที่มีสมุนไพรวางอยู่ด้านในออกให้ยลโฉม
“โสมคนอายุน่าจะอยู่ราว ๆ หกสิบปี” ลูบเคราขาวพิจารณาโสมคนในกล่อง “ส่วนเห็ดหลินจือสามดอกน่าจะอายุราวสามสิบปี”
สายตาจ้าวลู่ชิงแอบเหลือบมองมือท่านหมอเทวดาหยางที่จับบริเวณท้องเป็ระยะ วันนี้นางนำโสมคนอายุราวหกสิบปีมาขาย ส่วนโสมคนที่อายุร้อยปีนางเก็บเอาไว้ เห็ดหลินจือก็นำมาขายเพียงสามดอก อีกสองดอกเก็บเอาไว้เช่นเดียวกัน บ้านนางมีคนสูงวัยสมุนไพรล้ำค่าเช่นนี้ใช่ว่าจะหากันได้ง่าย หากเจ็บป่วยก็มีเตรียมพร้อม
“โสมคนข้าให้หนึ่งร้อยก้วน ส่วนเห็ดหลินจือข้าให้ดอกละห้าสิบก้วน สามดอกเป็เงินร้อยห้าสิบก้วน” ตรวจสอบสภาพของสมุนไพรด้วยใบหน้าพึงพอใจ ฝีมือการทำให้แห้งมิธรรมดา
รวมกันเป็เงินสองร้อยห้าสิบก้วนไม่น้อยเลย จ้าวลู่ชิงรู้สึกถูกชะตากับตาเฒ่าผู้อวดอ้างว่าตนเองเป็หมอเทวดา ต้องรู้ก่อนว่าเวลานี้เป็่กำลังฟื้นฟูบ้านเมือง ชาวบ้านบางพื้นที่ไม่มีเงินจนต้องเอาสิ่งของแลกเปลี่ยนกัน เช่นการเอาผักสดแลกกับไข่ไก่ เอาธัญพืชหยาบแลกกับเครื่องปรุง เอาวัวแลกกับสมุนไพร ราคานี้ถือว่าเหมาะสมไม่เอารัดเอาเปรียบกันจนเกินไป
“ข้าตกลง”
“ถ้างั้นเสี่ยวเอ้อจะนำเงินมาให้เ้า ข้าขอตัวก่อน”
“ท่านผู้เฒ่าเป็หมอเทวดามิใช่รึ ไฉนปล่อยให้ตนเองปวดท้องทรมานอยู่เช่นนี้”
“กูเหนียงรู้ได้อย่างไรว่าข้าปวดท้อง”
“ข้าเห็นมือท่านจับอยู่บริเวณท้องตลอดเวลา สีหน้าท่านขาวซีด”
“ไม่ใช่ข้ามิอยากรักษา แต่ดื่มยาเข้าไปเท่าไหร่ก็มิหาย”
จ้าวลู่ชิงเห็นใบหน้าซีดขาวของหมอผู้เฒ่า สงสัยว่าเขาเป็ถึงหมอเทวดาเหตุใดถึงไม่รักษาด้วยวิธีอื่นถ้าดื่มยาแล้วไม่หาย
“ท่านปวดมานานหรือยัง”
“ปวดั้แ่ยามจื่อ” (23.00 – 24.59 น.)
“ท่านทนปวดมาเกือบหกชั่วยาม นานเหมือนกันนะเ้าคะ”
“ข้าจะปวดเป็พัก ๆ ดื่มยาเข้าไปเท่าไหร่ก็ยังปวดเหมือนเดิม”
“เหตุใดท่านไม่ลองฝังเข็มหรือรมยาดูบ้างล่ะเ้าคะ”
จรรยาบรรณแพทย์มีอยู่เต็มเปี่ยมแม้จะเกลียดที่อาชีพนี้ทำให้นางในชาติที่แล้วสิ้นชีพก็ตามที นางถือว่าแค่ชี้แนะเท่านั้น หากจะให้ใช้ความรู้ที่มีประกอบอาชีพนางไม่เห็นด้วย นางอยากเป็คหบดีผู้มั่งคั่งนั่งชี้นิ้วสั่งไม่ได้อยากลงมือทำเอง
“ข้าทำได้ไม่ถนัด”
จ้าวลู่ชิงยกนิ้วขึ้นเกาจมูกเล็กน้อย มีคำกล่าวว่าแพทย์สามารถรักษาคนอื่นได้แต่ไม่สามารถรักษาตนเองได้เป็อย่างนี้นี่เอง นางพอจะเข้าใจว่าเพราะเหตุใดท่านหมอผู้เฒ่าถึงฝังเข็มให้ตนเองไม่ได้ เพียงก้มลงก็ติดพุงกลม ๆ แขนยังสั้นเกินกว่าจะสามารถฝังเข็มให้ตนเองได้
“กูเหนียงรู้วิชาแพทย์ใช่หรือไม่ เหตุใดถึงได้แนะนำให้ข้าฝังเข็มกับรมยา” ใบหน้าอวบอูมเผยรอยยิ้มปนความใคร่รู้
“ข้าพอจะรู้วิชาแพทย์เล็กน้อย” นางจะไม่อวดโอ้ฝีมือตนเองเพื่อรักษาความสงบสุขในชีวิตหากให้บอกว่าไม่รู้ก็คงเป็ไปมิได้
“กูเหนียงช่วยรักษาหมอชราผู้นี้หน่อยเถิด” หมอเทวดาหยางขอร้อง เพราะอาการปวดท้องกำเริบเมื่อไหร่มันทรมานจนไม่มีเรี่ยวแรง
“น้องสาว” จ้าวลู่เสียนรีบเอ่ยขัด เขาไม่กล้าให้น้องสาวรักษาคนไปทั่ว ถ้าเกิดว่าท่านหมอเทวดาหยางถูกนางรักษาจนตายคนใต้หล้าที่นับถือหมอชราผู้นี้จะมากล่าวโทษเอาผิดกับนาง
“ท่านพี่ไม่ต้องกังวล ข้าแค่แนะนำท่านหมอเทวดาหยางเท่านั้น”
หมายเหตุ
(1) ไม้จื่อถาน คือ ไม้จันทน์แดง
(2) เหอเปา หรือกระเป๋าบัว คือกระเป๋าผ้าใบเล็ก ๆ สำหรับใส่เงินหรือของจุกจิกต่าง ๆ
(3) กูเหนียง คือ คำใช้เรียกหญิงสาวที่ยังไม่ออกเรือน