“นังหนู ตื่น ๆ ๆ ๆ ตื่นได้แล้ว”
‘เสียงใครนะ น่ารำคาญจริง ๆ คนจะหลับจะนอนเรียกอยู่ได้ ขออีก 10 นาทีไม่ได้รึไงล่ะ’
น้ำหวานคิดด้วยความรำคาญใจและพลิกตัวไปอีกด้านเพื่อหันหลังให้กับเสียงเรียก
แต่เพียงครู่เดียวเธอก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า เธอตายแล้วไม่ใช่เหรอ งั้นใครเรียกเธอล่ะ เธอจึงรีบลุกขึ้นนั่งและตื่นเต็มตาด้วยความใ
“ใครน่ะ เมื่อกี้เสียงใคร ใครเรียกฉัน” น้ำหวานพูดขึ้นมาพร้อมทั้งหันมองไปรอบตัว เพื่อค้นหาเ้าของเสียง
ซึ่งบรรยากาศรอบ ๆ ตัวที่เธอเห็นนั้น มันเป็ธรรมชาติที่สวยงามมาก เมื่อลองสูดลมหายใจเข้าไปก็พบว่าอากาศบริสุทธิ์สดชื่นสุด ๆ หันไปทางใดก็มีสีเขียวจากป่าไม้และูเาช่างอุดมสมบูรณ์จริงเชียว ท้องฟ้าเป็สีฟ้าสดใส ซึ่งเป็สิ่งที่เธอชอบมาก ๆ
เพราะเธอนั้นมีความฝันอยากมีบ้านอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ปลูกผักเลี้ยงสัตว์ ใช้ชีวิตแบบพอมีพอกิน ไม่ต้องเดือดร้อนใคร เป็ชีวิตสโลวไลฟ์ที่ใคร ๆ ก็ต้องอิจฉา แต่มันคงเป็ไปไม่ได้ เพราะเธอได้ตายไปแล้วนั่นเอง คิดแล้วก็เศร้า ฮือ ๆ
ระหว่างที่กวาดตาไปรอบ ๆ นั้น เธอก็สะดุดตาเข้ากับบ้านสีขาวหลังน้อยและศาลากลางสระกว้างซึ่งมีน้ำสีเขียวมรกต และเมื่อทุกองค์ประกอบมารวมกันแล้วจึงเหมือนดั่งภาพวาดแดนเซียนเลย มันสวยจริง ๆ สวยมาก ก.ไก่ล้านตัวไปเลย สวยเกินกว่าจะบรรยายออกมา
แต่เอ๊ะ… เหมือนจะมีสิ่งแปลกปลอมที่ไม่ค่อยเข้าพวกนะ ใครนั่งอยู่กลางศาลาน่ะ เหมือนผู้สูงอายุเลย คุณตาแกมานั่งทำอะไรที่นี่ คงไม่ใช่ผีหรอกใช่ไหม แค่คิดก็ขนลุกแล้ว คนยิ่งกลัว ๆ อยู่ด้วย ระหว่างที่กำลังคิดถกเถียงกับตัวเองในใจนั่น เธอก็สะดุ้งสุดตัว เพราะว่า
“นังหนู อย่ามัวแต่เพ้อเจ้อไร้สาระอยู่เลย ข้าไม่ใช่ผีสางสักหน่อย ข้าออกจะงดงามมีสง่าราศรีจะเป็ิญญาพวกนั้นได้ยังไง แล้วเ้าจะนั่งอยู่ตรงนั้นอีกนานไหม เดินมานี่ได้แล้วไว ๆ เลย ข้ารีบ”
ผู้เฒ่าจันทราพูดเสร็จก็ชักสีหน้าใส่หญิงสาวเล็กน้อย เพราะเธอทำให้เขาเสียเวลาไปร่ำสุราสังสรรค์กับสหายเซียนท่านอื่น แต่ก็ทำอะไรเธอมากไม่ได้ เนื่องจากตนเองก็มีชนักติดหลังในเื่ของหญิงสาวอยู่ เมื่อคิดได้ดังนั้นจากที่กำลังตีหน้าั์แยกเขี้ยวใส่นางด้วยความหงุดหงิด หน้าตาก็แปรเปลี่ยนเป็ห่อเหี่ยวด้วยความรู้สึกผิดทันที
ส่วนน้ำหวานนั้นเมื่อได้ยินเสียงเรียก ก็รีบลุกขึ้นแล้วเดินไปหาท่านผู้เฒ่าที่ศาลากลางน้ำทันที ปล่อยให้ผู้สูงอายุ.. เอ้ย... ผู้ใหญ่รอนานไม่ดี มันเสียมารยาท
ไปถึงก็ลอบพิจารณาผู้เฒ่าที่อยู่ตรงหน้า ซึ่งสิ่งที่เห้นได้อย่างเดนชัดเลยก็คือ เขาใส่ชุดจีนโบราณเหมือนในหนังจีนเทพเซียนที่เคยดูเลย ที่ดูไม่ใช่อะไรนะ เพราะผู้หล่อและน่ารักเลยดู ท่านแม่ทัพก็กร้าวใจ อ๊ายยยย ท่านอ๋องก็อ่อนโยน อุ๊ย...น้ำลายจิไหล อิอิ พอ ๆ เริ่มออกนอกเื่ไปไกลละ
ท่านผู้เฒ่าคนนี้คงไม่ใช่ผีหรอกเพราะผีไม่ชอบแสง (คิดไปนั่น) ถ้างั้นเป็ใครล่ะหรือจะเป็เทพ แล้วเทพจะมาหาเราทำไม แต่เดียวนะ!! เราเป็คนไทย ถ้าเราจะเจอเทพ ก็ควรจะต้องเจอเทพแบบไทยดิ อันนี้เทพจีน ไม่ใช่ละมันไม่เข้าพวก ห่วย!! ยิ่งคิดยิ่งงงเด้
ระหว่างที่หญิงสาวเริ่มจะตบตีกับตัวเองและคิดไปไกลอีกครั้ง เฒ่าจันทราจึงรีบพูดขึ้นมาว่า
“เ้าหยุดคิดเพ้อเจ้อและเลิกตีกับตัวเองก่อนได้ไหม ข้าฟังเ้าแล้วข้าปวดหัวนัก คนอะไรคิดเองเออเอง ตีกับตัวเองได้เป็เื่เป็ราว เอาล่ะข้าจะแนะนำตัวเองก่อน ข้าคือเฒ่าจันทรา ที่นี่คือมิติว่างเปล่าของข้าเอง มีอะไรก็มาถามข้า ไม่ต้องคิดเอาเองแล้ว เข้าใจรึไม่ เห้อ....”
เมื่อพูดจบเฒ่าจันทราก็ถอนหายใจเพราะรีบพูดกลัวว่าจะพูดไม่ทัน พร้อมทั้งมองสบตากับน้ำหวานด้วยแววตาที่จริงจัง
“เข้าใจแล้วค่ะ เช่นนั้นฉันอยากรู้ว่าทำไมฉันถึงมาอยู่ที่นี่คะ ปกติคนที่ตายแล้วไม่ใช่ว่าต้องไปนรกหรือ์เพื่อตรวจสอบความดีความชั่วเหรอคะ” น้ำหวานสอบถามด้วยความสงสัย
“อืมม ถ้าปกติก็ต้องเป็แบบนั้นแหละ แต่ของเ้ามันไม่ปกติน่ะ” เฒ่าจันทราพูดไปเสียงก็เริ่มเบาลง ตาก็เสหลบไปด้านข้างอย่างมีพิรุธ แม้ว่าหน้าจะยังนิ่งอยู่เหมือนเดิมก็ตาม
“เดี๋ยวนะ!!! ประโยคสุดท้ายที่บอกว่าไม่ปกติ... ไม่ปกติยังไงคะ ไม่ใช่ว่าฉันยังไม่ถึงฆาตแต่เป็ท่านที่สะเพร่าทำให้ฉันต้องตายหรอกนะคะ” ยิ่งคิดและคาดการณ์ความน่าจะเป็ เธอก็รู้สึกเหมือนอารมณ์จะขึ้นด้วยความโมโห หัวก็ร้อนเหมือนไฟกำลังลุกพรึบพรับท่วมหัว
ผู้เฒ่าจันทราแอบสะดุ้งในใจกับการคาดการณ์ของหญิงสาว อะไรจะเดาเก่งขนาดนั้น แต่เหนือสิ่งอื่นใด ตัวเขาเองก็รู้สึกผิดเป็อย่างมากที่ทำให้หญิงสาวต้องตายทั้งที่ยังไม่ถึงเวลา
“เอ่อ... ใช่แล้วล่ะ ไม่ผิดจากที่เ้าได้กล่าวมาเลย เป็ข้าเองที่ทำให้เ้าต้องเป็แบบนี้ เพราะข้าดื่มเหล้าและมึนไปหน่อย จึงเดินไปชนเฒ่าชะตาเข้า ตาเฒ่านั้นจึงตัดเส้นชีวิตผิดคน ซึ่งที่จริงแล้วเ้าจะต้องมีชีวิตต่อไปได้อีกหลายสิบปีเลยทีเดียว ข้าขออภัยเ้าด้วยนะ” ผู้เฒ่าจันทราสารภาพด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่เศร้าสลดด้วยรู้สึกผิดกับสิ่งที่ตนได้กระทำลงไปเป็อย่างมาก
“ทำไมท่านถึงสะเพร่าแบบนี้ ท่านทำให้คนอื่นเดือดร้อนไปหมด แล้วทีนี้ฉันจะทำยังไงเนี้ย ท่านพาฉันกลับไปส่งได้ไหม ยังมีนิยายและซีรี่ย์อีกหลายเื่เลยนะที่ฉันยังไม่ได้อ่านและไม่ได้ดูอะ ไหนจะต้นไม้ลูกรักของฉันอีก ป่านนี้ไม่รู้จะเป็ยังไงบ้าง โฮฮฮฮ ลูกรักของแม่ ฮือ ๆ ๆ”
น้ำหวานพูดไปก็โมโหไป อยากจะร้องไห้จริงๆ แต่น้ำตามันไม่ยอมไหลนี่สิ ทำไมไม่ไหลนะ ไหลสิ ๆ ขยี้ตาและชำเลืองมองท่านเทพ (สงสัยบ่อน้ำตาจะลึกเกินไปนะ/ไรท์)
“พอ ๆ พอแล้ว เ้าใจเย็น ๆ ก่อนนะ อย่าเพิ่งโมโหและร้องไห้เลย แค่นี้ข้าก็รู้สึกสำนึกผิดแทบจะไม่ทันแล้ว และอีกอย่างข้าไม่สามารถพาเ้ากลับไปได้เพราะว่าร่างของเ้าถูกเผาไปแล้วน่ะซิ แต่ไม่เป็ไรนะข้าจะชดเชยให้กับเ้าเอง โดยข้ามีทางเลือกให้ 2 ทาง คือ
ทางแรกกลับไปเกิดใน่เวลาอดีต กับอีกทางคือเกิดใน่เวลาอนาคต แต่ทั้งสองทางเลือกข้าไม่สามารถบอกได้นะว่าเ้าจะไปเกิดเป็ใครหรือเกิดยุคไหน ว่าอย่างไรล่ะเ้าอยากเลือกทางไหน” เมื่อพูดจบเฒ่าจันทราก็รอให้หญิงสาวได้ตัดสินใจเลือกด้วยตนเองอย่างใจเย็น และเขาคิดดีแล้วว่าสิ่งนี้จะช่วยชดเชยให้กับสิ่งที่ตนเองได้พลาดพลั้งทำลงไปนั้นเอง
แต่มีสิ่งหนึ่งที่เฒ่าจันทราไม่ได้บอกหญิงสาวออกไป คือ เมื่อเธอได้เลือกเส้นทางแล้วหลังจากนี้ชีวิตของเธอจะเป็แบบไหนก็ขึ้นอยู่กับตัวเธอเองไม่สามารถมีใครมาลิขิตได้อีกต่อไป
ด้านน้ำหวานที่พอได้ฟังทางเลือกที่เฒ่าจันทราเสนอให้ เธอก็ได้พิจารณาดูแล้วว่า ถ้าไปอดีตอะไร ๆ ก็ล้าหลังไม่สะดวกสบาย เทคโนโลยีก็ไม่มี นิยายหรือซีรี่ย์ก็ไม่มี เธอคงรู้สึกเหมือนจะขาดใจตายแน่ ๆ เลย อีกอย่างจะโผล่ไปยุคที่กำลังอดอยาก แร้นแค้น ข้าวยากหมากแพง หรือยุคารึป่าวก็ไม่รู้ ไม่ไหว ๆ
งั้นเลือกไปอนาคตดีกว่า เผื่อไปโผล่ในยุคที่รถบินได้ วาปไปไหนมาไหนได้สะดวก หรือถ้าไปในยุคที่ผู้คนทำอาหารไม่เป็เราก็สตรีมอาหารไปเลย เหมือนในนิยายหลาย ๆ เื่ที่เคยอ่านไง มีแต่รวยกับรวยไม่มีอดหรอก หึหึ
เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้ว น้ำหวานจึงบอกเฒ่าจันทราไปด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและมั่นใจว่า
“ฉันเลือกไปอนาคตค่ะ”