เมื่อได้ยินคำพูดดังกล่าวหวังชิวอวี่ก็หันกลับมาทันทีสายตาของนางลุกโชนราวกับเปลวเพลิงจ้องมองมาทางเย่หยาง "อย่าให้มากเกินไปนักเจ้าหนูยังต้องการอันใดอีก"
“อะไรกัน คนเราพออายุมากขึ้นความทรงจำก็แย่ลงตามไปด้วยงั้นหรือดูหน้าตาก็น่าจะอายุไม่ถึงห้าสิบแต่เหตุใดถึงหลงลืมจำอะไรไม่ได้เสียแล้ว” เย่หยางยักไหล่ ไม่แยแสกับการจ้องมองของยอดฝีมือระดับราชายุทธ์แม้แต่น้อย
ปีนี้หวังชิวอวี่อายุสามสิบเจ็ดปีเพิ่งจะได้เป็นเจ้าเมืองหมาดๆ ถือเป็นคนที่มีความสามารถมากทั้งยังดูแลตัวเองเป็นอย่างดี ทำให้นางดูเหมือนคนอายุสามสิบต้นๆ เท่านั้น
สตรีทุกคนเกิดมาย่อมรักความสวยงาม โดยเฉพาะสตรีที่มีรูปร่างหน้าตาไม่โดดเด่นอย่างหวังชิวอวี่คำกล่าวของเย่หยางทำให้นางดูอายุแก่กว่าเก่าถึงยี่สิบปี นางโกรธจนอกแทบระเบิด
“เจ้าหนู เจ้าต้องรู้จักเมตตา อะไรที่อภัยได้ก็ควรอภัยเจ้าน่าจะเคยได้ยินคำกล่าวนี้มาบ้างใช่หรือไม่ แม้เป็นอัจฉริยะหากตายตั้งแต่เยาว์วัยก็ไม่นับเป็นอันใด”หวังชิวอวี่กัดฟัน การให้นางขออภัยนักรบตัวน้อยทำให้นางรู้สึกอึดอัดเหมือนโดนสังหารเลยทีเดียว
เย่หยางยิ้มมุมปากอย่างเหยียดหยามไม่ได้รู้สึกว่าตนเองถูกคุกคามแต่อย่างใด “อืม…คนอย่างเจ้าเนี่ยนะมาพูดคุยกับข้าเรื่องความเมตตา?ถ้าหากเจ้าเข้าใจคำนี้จริงๆ คงไม่ยุยงคนของเมืองหลัวอิ๋งให้มาช่วยกันรังแกศิษย์ของเมืองปาฮวงหรอกเจ้าน่ะ เคยคิดถึงเรื่องความเมตตาปรานีต่อผู้อื่นบ้างหรือไม่”
ก่อนที่นางจะทันได้ตอบโต้ เย่หยางก็กล่าวต่อ " อีกไม่นานเจ้าจะต้องชดใช้สิ่งที่กระทำมาตลอดหลายปีทุกคนรู้ว่าหลายปีที่ผ่านมาเจ้าได้ทำอันใดไว้บ้าง วันนี้พวกข้าเปิดปากพูดในสิ่งที่สมควรการที่คนของเจ้ามีสภาพเช่นนั้นถือเป็นคำเตือน ถ้าเจ้ายังไม่ยอมกลับใจสำนึกผิดข้าก็ไม่รังเกียจที่จะเล่นสนุกกับคนของเจ้า”
พอกล่าวถึงเรื่องนี้ เย่หยางก็เริ่มโกรธมากขึ้นทุกทีแม้ว่าเขาจะเป็นนักเดินทางข้ามเวลาแต่หลี่เฉิงเฟิงก็ปฏิบัติต่อเขาเหมือนหลานชายแท้ๆเขาจึงมีความรู้สึกพิเศษอย่างยิ่งกับเมืองปาฮวง
“เจ้า...” หวังชิวอวี่ตัวสั่นด้วยความโกรธไม่สามารถแย้งอันใดได้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาพวกนางรังแกคนของเมืองปาฮวงอย่างโหดร้ายในสำนักเทียนอู่เพราะมีวัตถุประสงค์ทางการเมืองแอบแฝงทั้งหมดก็เพื่อให้ความสัมพันธ์กับเมืองหนานหลีแนบแฟ้นกันยิ่งขึ้น
“ข้าไม่อยากเห็นหน้าพวกเจ้า ถ้าอยากจะขออภัยก็รีบๆ ซะแต่ถ้าไม่อยากก็ไม่เป็นไร อย่างไรเสียพวกเราก็จะเข้าเมืองหลวงกันแล้วทีนี้ก็เป็นตาของเราที่จะป่าวประกาศเรื่องที่ราชายุทธ์หวังชิวอวี่เจ้าเมืองหลัวอิ๋งไม่รักษาสัญญาที่พูดเอาไว้ทั้งที่พ่ายแพ้ให้ผู้คนได้รู้กันทั่วเรื่องเช่นนี้ ‘ผู้คน’ คงคุยกันสนุกปากน่าดูแล้วมาดูกันว่าเมืองหลัวอิ๋งจะแก้ไขเรื่องนี้อย่างไร” เย่หยางกล่าวอย่างใจเย็น
“ได้ ข้าจะขออภัย” วาจาของเย่หยางจี้ใจดำจนนางรู้สึกเจ็บแปลบเลยทีเดียวผู้ฝึกยุทธ์ยึดมั่นในคำสัญญาของตนเองมาก หากไม่ปฏิบัติตามสัญญาจะสูญเสียความน่าเชื่อถือกลายเป็นตัวตลกของผู้คน แม้แต่เมืองหลัวอิ๋งก็ถูกลากเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย
นางเดินไปหากู่เสี่ยวเย่ว์อย่างกล้าหาญสูดลมหายใจลึกแล้วกล่าวว่า"สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้เป็นความผิดของศิษย์พวกเราเอง ข้า...ขออภัยเจ้าแทนพวกเขาด้วย"
“ข้า...ข้า...” กู่เสี่ยวเย่ว์ไม่เคยพบเจอกับเหตุการณ์ใหญ่โตขนาดนี้มาก่อนนางหลบซ่อนตัวอยู่หลังพี่ชายอย่างไม่รู้ว่าจะทำเช่นไร ไม่กล้าปริปากเป็นเวลานาน
"น้องสาวตระกูลกู่ เพื่อเห็นแก่ข้าเย่หยาง ก็ลืมๆเรื่องนี้ไปเสียเถอะ แม้นางจะไม่คุกเข่าหรือโค้งคำนับขออภัยจากใจจริงแต่พวกเราเมืองปาฮวงให้ความสำคัญกับความสงบสุขมีเมตตาปรานีมาโดยตลอดเช่นนั้นเราก็เลิกทะเลาะเบาะแว้งกับพวกเขา ดีหรือไม่” เย่หยางกล่าวด้วยท่าทีสงบ
“อืม...อืม...ได้” กู่เสี่ยวเย่ว์เห็นด้วยอย่างประหม่านางรู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก หวังว่าสถานการณ์ตรงหน้านางจะจบลงโดยเร็ว
สีหน้าของหวังชิวอวี่ซีดเผือดไม่กล่าวอันใดออกมาสักคำ นางหันหลังกลับแล้วพาทุกคนจากไป
“คุณหนูกู่เสี่ยวเย่ว์มีเมตตา ไม่สนใจความแค้นในอดีตเมื่อกลับไปควรระลึกถึงความผิดพลาดของตนรู้สึกขอบคุณในความเมตตาที่คุณหนูกู่เสี่ยวเย่ว์มอบให้มากๆล่ะ” เย่หยางไม่ลืมประชดประชันเล็กๆ
เมื่อได้ยินคำทิ้งท้ายของเย่หยางคนจากเมืองหลัวอิ๋งก็แทบจะเซถลาหัวทิ่ม พวกเขารีบหายตัวไปจากสายตาทุกคนอย่างอับอาย
หลี่เฉิงเฟิงกับเย่หยางมองหน้ากัน แล้วหัวเราะขึ้นอย่างพร้อมเพรียงพลางเหยียดมือออกไปตบอย่างยินดี
“มีความสุข มีความสุขจริงๆ ในรอบหลายปีที่ผ่านมาข้าหลี่เฉิงเฟิงไม่เคยมีความสุขมากขนาดนี้ไม่คิดว่าเจ้าจะฉลาดมากเล่ห์ถึงขั้นบีบบังคับให้ราชายุทธ์กล้ำกลืนความโกรธได้”หลี่เฉิงเฟิงกล่าวอย่างตื่นเต้น
“ฮ่าๆ -ข้าก็เช่นกัน” เย่หยางยิ้มอย่างเขินอาย
"ข้าไม่ใช่พวกเจ้าแผนการเหมือนเช่นเจ้าหลายปีที่ผ่านมาเลยทำอะไรไม่ได้" หลี่เฉิงเฟิงเป็นนักสู้มาตลอดชีวิตข้อบกพร่องของเขาคือขาดไหวพริบ
“มาดื่มฉลองให้กับความภาคภูมิใจของเมืองปาฮวงกันดีกว่า มาๆ”ขณะเชิญชวนหลี่เฉิงเฟิงก็ขอให้ผู้ส่งสารจัดเตรียมอาหารอร่อยๆไว้สองโต๊ะ พร้อมสั่งสุราชั้นดีมาหนึ่งไห
ชั่วขณะนั้น พี่น้องตระกูลกู่ที่ไม่คุ้นเคยกับเย่หยางรวมถึงลูกหลานตระกูลจ้าวที่เคยมีความสัมพันธ์ไม่ดีกับตระกูลเย่ต่างก็ดื่มอวยพรให้เย่หยางเช่นกัน
เย่หยางเป็นพวกคอทองแดง ไม่ว่าใครยกให้ดื่มเขาก็ดื่มจนหมดอุปนิสัยตรงไปตรงมา ทุกคนจึงชื่นชอบเขามาก เขาเพิ่งเอาชนะศิษย์พี่หนิวผู้ฝึกยุทธ์ระดับจอมยุทธ์ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียวทำให้ทุกคนรู้สึกตกตะลึง
ในโต๊ะสุราเย่หยางเต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งผู้กล้าความมีน้ำใจของเขาทำให้ผู้คนรู้สึกอบอุ่นหัวใจสาวงามหลายคนมองเย่หยางด้วยสายตาเปล่งประกาย
ไม่ถึงหนึ่งชั่วยามทุกคนก็เริ่มเมาโซเซผู้ส่งสารสั่งให้สาวใช้พาพวกเขาไปยังห้องพักของตนเอง
หลี่เฉิงเฟิงกับเย่หยางดื่มต่ออีกสองสามจอกสายตาของเย่หยางยังคงแจ่มชัดดูไม่เมาแม้แต่น้อย หลี่เฉิงเฟิงแอบถอนหายใจ รู้สึกว่าการเป็นเด็กนี่มันดีจริงๆเมื่อมองไปทางเย่หยางที่มีใจคอกล้าหาญ ก็เสมือนว่าเขาได้เห็นตัวเองในวัยเยาว์…
“ท่านลุงหลี่ วันนี้ข้าไม่ได้สร้างปัญหาใดๆ ไปใช่หรือไม่”เขาเทสุราให้หลี่เฉิงเฟิง
“ปัญหาหรือ ปัญหาอันใด สำนักเทียนอู่มีกฎของตัวเองในระหว่างการทดสอบไม่ว่าจะได้รับบาดเจ็บหรือพิการก็ล้วนอยู่ในกฎของสำนักทั้งสิ้น แม้จะยังไม่ได้เข้าสำนักเทียนอู่ก็ตาม"หลี่เฉิงเฟิงจิบสุราพลางเอ่ย
“กล่าวคือแค่สอดคล้องอยู่ในกฎของสำนักเทียนอู่จะทำอันใดก็ไม่ผิดใช่หรือไม่”ดวงตาของเย่หยางเปล่งประกายหลังจากได้ยินเรื่องนี้
“ใช่…สำนักเทียนอู่อยู่นอกเหนือกฎข้อบังคับของอาณาจักรกองกำลังภายนอกไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงได้ฉะนั้นหลังจากที่เจ้าเข้าสู่สำนักเทียนอู่ข้าก็ไม่สามารถปกป้องเจ้าได้แล้วเจ้าต้องพึ่งพาตนเอง” หลี่เฉิงเฟิงกล่าว
“ท่านลุงหลี่ไม่ต้องห่วง ข้าจะไม่ทำให้ท่านลำบากใจ”เย่หยางกล่าวแล้ววางจอกสุราลง
“อีกอย่างหนึ่งนะ เจ้าต้องระวังองค์ชายสามให้ดีข้าได้ยินเรื่องของเจ้ากับเด็กสาวตระกูลมู่มาบ้างถ้าอยากปกป้องสิ่งที่ตัวเองรักเจ้าก็ต้องแข็งแกร่งขึ้น” หลี่เฉิงเฟิงเสริมทันที
“ข้าจะพยายามฝึกฝนอย่างหนักเพราะข้ามักจะรู้สึกว่าเวลามีจำกัดดังนั้นต้องรีบยกระดับความแข็งแกร่งโดยเร็วที่สุด” เย่หยางพยักหน้า
หลี่เฉิงเฟิงไม่รู้ว่า ‘เวลามีจำกัด’ที่เย่หยางพูดถึงคืออันใดถ้าเขาบอกว่าจะขึ้นระดับราชันยุทธ์ภายในสามปี หลี่เฉิงเฟิงคงได้ตกตะลึงเป็นแน่
ทุกคนออกเดินทางตอนเที่ยงวันของวันรุ่งขึ้นนอกจากเย่หยาง คนอื่นต่างดื่มหนักจนลุกแทบไม่ขึ้น
ตามรายงานของผู้ส่งสาร หวังชิวอวี่กับพรรคพวกของนางเดินทางออกจากโรงเตี๊ยมตั้งแต่ก่อนรุ่งสางแสดงให้เห็นว่านางไม่อยากเจอหน้าหลี่เฉิงเฟิงกับพรรคพวกแค่ไหน
ทว่านี่คือสิ่งที่เย่หยางต้องการอยู่แล้วการต้องเจอกลุ่มคนที่ตนเองไม่ชอบขี้หน้า ต้องคอยจ้องมองกันและกัน มันน่าเบื่อจะตาย
สองสามวันต่อมาเขาได้พบกับคนหลายกลุ่มที่มาเข้าร่วมบททดสอบเข้าสำนักเทียนอู่พวกเขาทั้งหมดทักทายหลี่เฉิงเฟิงอย่างเป็นมิตร การเดินทางปลอดภัยไม่มีเหตุการณ์ใดๆเกิดขึ้น
ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงที่หมายในวันที่เจ็ด
ณ เมืองเทียนอู่ เมืองหลวงของอาณาจักรเทียนอู่แม้จะเตรียมใจไว้แล้วแต่พวกเขาก็ยังตะลึงอ้าปากค้าง
เมืองเทียนอู่กินพื้นที่หลายหมื่นลี้มีรูปร่างเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส เรียงรายไปด้วยอาคารสูง ถนนสลับซับซ้อนเย่หยางกับคนอื่นๆ พยายามจินตนาการความกว้างใหญ่และเจริญรุ่งเรืองของอาณาจักรแต่ก็เทียบไม่ได้กับสิ่งที่เห็นตรงหน้า
แต่สิ่งที่เย่หยางไม่คาดคิดคือพวกเขาไม่ได้เข้าไปในใจกลางเมืองแต่อยู่ในทุ่งโล่งทางตะวันตก สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยผู้คนกับสัตว์อสูรบินได้
หลี่เฉิงเฟิงอธิบายว่านี่คือวงเวทเคลื่อนย้ายในเมืองหลวงของอาณาจักรหากต้องการเข้าไปทดสอบที่สำนักเทียนอู่ ต้องเดินทางผ่านวงเวทเคลื่อนย้ายนี้เนื่องจากสำนักเทียนอู่อยู่ห่างจากเมืองหลวงหลายหมื่นลี้ยิ่งกว่านั้นยังถูกล้อมไปด้วยหุบเขาลึกลับ สัตว์อสูรทรงพลังนับไม่ถ้วนท่ามกลางสัตว์อสูรเหล่านั้นมีสัตว์อสูรระดับห้าขึ้นไปอยู่ด้วยถือเป็นเขตหวงห้ามที่มนุษย์ไม่สามารถเหยียบย่างเข้าไปได้ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องเดินทางผ่านการเคลื่อนย้ายด้วยวงเวทเท่านั้น
เมื่อเห็นว่าผู้คนต่างเข้าแถวรอการเคลื่อนย้ายเย่หยางก็มองไปข้างหน้า เห็นแท่นสูงทรงกลมและเสากลมที่แกะสลักลวดลายขนาดใหญ่ตั้งไว้รอบๆในจัตุรัสด้านหน้า
ยามนี้แท่นสูงทรงกลมเต็มไปด้วยผู้คนมีชายชราคนหนึ่งถือจานหยกขนาดเท่าอ่างล้างหน้าไว้ในมือ เขาใช้มือกดมันเบาๆเส้นบนเสาทั้งแปดก็สั่นไหว พื้นที่ผันผวน ผู้คนก็หายไปอย่างฉับพลัน
หลังจากส่งผู้คนระลอกที่เจ็ดออกไปเย่หยางกับคนอื่นๆ เห็นกลุ่มคนหน้าตาคุ้นเคยหวังชิวอวี่นำศิษย์ของเมืองหลัวอิ๋งไปยังจัตุรัสนางมองดูทุกคนด้วยความเกลียดชังก่อนหายไปในวงเวทเคลื่อนย้ายหลังถูกเปิดใช้งานโดยคนบนแท่นทรงกลม
เย่หยางแอบเยาะเย้ย ‘พวกขี้แพ้ชวนตีหากเจ้าอยากเล่นกับข้า ข้าก็จะเล่นกับเจ้า แต่การเล่นกับเจ้าไม่ใช่เป้าหมายสังหารเจ้าต่างหากคือเป้าหมายของข้า’
ผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วยามในที่สุดก็ถึงรอบของกลุ่มเย่หยางทุกคนก้าวเข้าสู่วงเวทเคลื่อนย้ายด้วยความตื่นเต้น
“สำนักเทียนอู่ ข้าเย่หยางมาแล้ว”