หวนคืนอีกครา พลิกชะตาแห่งคำทำนายเลือด (จบ)

    เล่มที่ 4 บทที่ 91 ตอน เพลงกู่ฉิน 4

            เมื่อพูดจบเขาก็เริ่มเล่นอีกครั้งคราวนี้เป็นเพลงเหมยฮวาสามลีลา

            “เหมยฮวาร่วงหล่นสัมผัสกับขลุ่ยและริมฝีปากสีแดงชาด

            ปกปิดใบหน้าของนางด้วยกลีบบางสีชมพูอ่อน

            แสงจันทร์สะท้อนน้ำเงาต้นไม้ดูเอียงเอน

            ลมพัดกลีบเหมยกระทบม่านหน้าต่าง

            เหมยฮวาส่งกลิ่นหอมใต้น้ำค้างแสงจันทร์ และสายลม

            เหมยฮวากู้ซานซิง[1]ร่วงหล่นลงบนหลังคา

            อ่านบทกวีจากกลางดอกหมุนวนตามกลีบ

            เหม่ย ชิงจู เป่ยโหลว และตงอิ๋ง[2]

            เหมยฮวาในฤดูใบไม้ผลิผัดหน้าแต้มกลีบบนหน้าผาก

            วาดกลีบเลี้ยงสีเขียวดูงดงามราวเทพธิดาจากสรวงสวรรค์”

            เมื่อเพลงจบ ชายในชุดคลุมสีม่วงก็มอบกู่ฉินคืนให้อวิ๋นจื่อจากนั้นก็กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “นอกจากบิดามารดาของเจ้าแล้ว ข้าไม่เคยเล่นกู่ฉินให้ใครฟังเลยบางทีเรื่องทั้งหมดนี้อาจถูกกำหนดไว้แล้ว แม่ของเจ้าเคยสอนหัวใจแห่งฉินให้แก่เจ้าหรือไม่?”

            อวิ๋นจื่อพยักหน้า

            ชายในชุดคลุมสีม่วงบอกให้นางร้องเพลงท่อนหนึ่งให้เขาฟัง

            อวิ๋นจื่อลังเลอยู่ครู่หนึ่ง

            เขายิ้มและกล่าวว่า“เจ้าไม่ต้องกังวล เจ้าร้องเพลงใดข้าเล่นเพลงใดมีเพียงเราสองคนเท่านั้นที่รู้”

            เมื่ออวิ๋นจื่อได้ยินเช่นนั้นนางก็รู้สึกโล่งใจและเริ่มร้องเพลง

            “หรือการดีดสายจะกลายเป็นท่วงทำนองล้ำค่า?

            หรือชายกระโปรงจะลากยาว?

            หรือม้าเหล็กจะเคลื่อนไปข้างหน้าเมื่อลมพัด?

            หรือระฆังของพระราชวังจะดังขึ้นในตอนกลางคืน?

            ข้ามาที่นี่เพื่อฟังเสียงจากทิศตะวันออกของกำแพง

            แต่กลับกลายเป็นว่าเสียงดังมาจากทิศตะวันตก

            เขาไม่ทำตัวเหมือนทหารม้าเหล็กที่มีดาบและทวน 

            เขาไม่เดินตามเสียงร้องของนกกระเรียนบนภูเขาหลิงซาน

            เขาไม่ทำตัวอวดดีหยอกเย้าสาวงาม

            แต่เขาเหมือนเด็กที่ส่งเสียงกระซิบผ่านหน้าต่างบานเล็ก

            เขาคิดว่าตนเองยากจนและถูกเกลียดชัง

            เขาเป็นเช่นนี้เพราะสูญเสียช่วงเวลาในวัยเด็ก

            ก่อนที่เพลงจะจบลงข้าเข้าใจแล้วว่า

            นกนางแอ่นบินจากทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตก

            หวนนึกถึงค่ำคืนที่เจ็บปวด

            เคยเป็นเพื่อนรักแต่เมื่ออายุมากขึ้นทุกอย่างก็แปรเปลี่ยน”

            เพลงนี้ฟังดูลึกซึ้งกินใจแต่หากขับร้องโดยหญิงสาวที่ไม่คุ้นเคยกับโลกกว้างก็จะให้ความรู้สึกที่แตกต่างออกไป

            ชายในชุดคลุมสีม่วงสงสัยว่าตอนนั้นเขาคิดอย่างไรถึงสอนเพลงนี้ให้ซูว่านหรู?

            แม้กระทั่งตัวเขาเองก็ยังจำไม่ค่อยได้แล้ว

            หากย้อนเวลากลับไปได้เขาจะไม่รับนางเป็นศิษย์ หญิงสาวที่น่ารักและฉลาดอย่างซูว่านหรูหากอวี้เหอได้นางเป็นศิษย์จะต้องพึงพอใจมากแน่

            บัดนี้นางได้จากไปแล้วในใจเขามีแต่ความอาลัยอาวรณ์เท่านั้น

            เขายิ้มอย่างขมขื่น

            ท้ายที่สุดแล้วความลับย่อมถูกซุกซ่อนด้วยเวลาจากนั้นมันก็จะกลับคืนสู่ธุลี

            หลังจากที่อวิ๋นจื่อร้องเพลงจบก็เกิดความเงียบเป็นเวลานานระหว่างทั้งสองคน

            หลังจากเวลาผ่านไปนานในที่สุดชายในชุดคลุมสีม่วงก็ทำลายความเงียบด้วยการกล่าวว่า“ข้าคือนักพรตเปาฉินแห่งภูเขาขงถง ตลอดชีวิตข้ามอบความรักให้กับสองสิ่งเท่านั้นคือกู่ฉินและกระบี่ลูกศิษย์ที่เก่งกาจที่สุดของข้าล้วนจากข้าไปแล้วข้าไม่รู้ว่าเจ้าสนใจจะเป็นศิษย์ของข้าหรือไม่?”

            อวิ๋นจื่อตกใจมาก

            นางลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะบอกชายในชุดคลุมสีม่วงถึงแผนการของนางที่จะเดินทางไปยังสำนักชิงซานเมื่อได้ยินเช่นนี้เขาก็กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า

            “ตราบใดที่เจ้ายังไม่มีอาจารย์เจ้าย่อมไม่ใช่ศิษย์ของสำนักชิงซาน บิดามารดาของเจ้าล้วนมาจากสำนักของข้า ดังนั้นเหตุใดเจ้าถึงจะเป็นศิษย์ของข้าไม่ได้ล่ะ?”

            อวิ๋นจื่อกล่าวเสียงต่ำ“ข้าเกรงว่าการทำเช่นนั้นจะไม่ซื่อสัตย์ต่อสำนักชิงซาน”

            ชายในชุดคลุมสีม่วงยิ้ม“อย่ากังวลไป ไม่สำคัญหรอกว่าเจ้าจะมีอาจารย์กี่คน ภูเขาขงถงของเราตั้งตรงเสมอเราจะไม่ให้เจ้าทำอะไรนอกลู่นอกทางอย่างแน่นอน ข้าต้องการรับเจ้าเป็นศิษย์ไม่ใช่แค่เพราะบิดามารดาของเจ้าเท่านั้นแต่ยังเป็นเพราะตัวตนของเจ้าสอดคล้องกับความปรารถนาของข้าหากเจ้าต้องเรียนวิชากระบี่ที่สำนักชิงซานจริงๆ เช่นนั้นทุกวันที่หนึ่งและวันที่สิบห้าของเดือนข้าจะเดินทางไปที่สำนักซิงซานและสอนเจ้าเป็นการส่วนตัว”

            อวิ๋นจื่อเงยหน้าขึ้นและถามว่า“จะไม่เป็นอะไรจริงๆ หรือเจ้าคะ?”

            เขายิ้ม“อวี้เหอน้องสาวของข้าก็เคยสอนคนจากสำนักฮั่วซาน วิชากระบี่ไม่มีการแบ่งแยกหรอกนะ”

            เมื่ออวิ๋นจื่อได้ยินเช่นนั้นนางก็ทำพิธีคำนับอาจารย์

            ชายในชุดคลุมสีม่วงดูมีความสุขมากเขาหยิบเพลงกู่ฉินออกจากแขนเสื้อและกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า“นี่คือของขวัญสำหรับการพบกันของเรา”

            อวิ๋นจื่อรับเพลงกู่ฉินมาหลังจากกล่าวขอบคุณแล้วนางก็เห็นว่ามันเป็นสำเนาของคัมภีร์กู่ฉินอวี้อู๋

            ชายในชุดคลุมสีม่วงกล่าวว่า“เจ้าเล่นกู่ฉินได้ดี”

            ขณะที่เขากำลังจะจากไปจู่ๆ เขาก็หันกลับมาและกล่าวว่า 

            “เหตุใดเจ้าไม่เล่นเพลงอื่นให้ข้าฟังล่ะ?”

            อวิ๋นจื่อรับคำและเริ่มเล่นเพลงเทียนเหมิน

            “ประตูสวรรค์เปิดแล้วผู้คนครุ่นคิดและควบม้าอย่างสนุกสนาน

            จุดเทียนยามค่ำคืน หากยึดมั่นในคุณธรรมศรัทธา และจิตวิญญาณอันลึกซึ้ง ชีวิตย่อมยืนยาว

            ห้องโถงทำจากหินและประดับด้วยหยกมันใหญ่โตโอ่อ่าประหนึ่งว่าจะคงอยู่ตลอดกาล

            ดวงดาวสังเกตเห็นการเสียสละของผู้คนและให้คำมั่นสัญญาด้วยการเปล่งแสงที่ดูราวกับไข่มุกส่องประกายผ่านม่านสีม่วงของวิหาร

            เหล่านางระบำหมุนตัวไปมาเหมือนนกที่บินเข้าหากัน

            ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ส่องสว่าง

            สายลมพัดโชยมาและโหมกระหน่ำ

            หากเทพเป่ยฮุยมีจริงเขาจักถวายบทกวีสี่บท

            จักรพรรดิหวู่แห่งราชวงศ์ฮั่นหวังว่าตนเองจะมีอายุยืนยาวและต้องการวิงวอนต่อเทพเจ้า

            บูชาเทพเจ้าเพื่อเปิดรับความเจริญรุ่งเรืองความงดงาม และความเป็นมงคล

            จักรพรรดิหวู่แห่งราชวงศ์ฮั่นต้องการเสด็จขึ้นสู่ท้องฟ้าเพื่อกลายเป็นเซียน

            เมื่อมองลงมาที่พื้นโลกก็เหมือนลอยอยู่ในทะเล”

            ชายในชุดคลุมสีม่วงกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า“ในบรรดาบทกวีของเยว่ฝู บทกวีที่ผู้คนมักนำมาขับร้องคือบทกวีมู่หลานและนกยูงบินไปทางตะวันออกเฉียงใต้มารดาของเจ้าเคยสอนเจ้าหรือไม่?”

            อวิ๋นจื่อพยักหน้า

            ชายในชุดคลุมสีม่วงมองนางราวกับค้นพบสมบัติล้ำค่าเขายิ้มกว้างและกล่าวว่า “เช่นนั้นเจ้าเล่นเพลงบทกวีมู่หลานให้ข้าฟังทีเถิด”

            อวิ๋นจื่อดีดกู่ฉินเบาๆ ทันใดนั้นเสียงเพลงก็ดังขึ้น

            “มู่หลานกำลังทอผ้าอยู่ที่บ้านแต่ข้าไม่ได้ยินเสียงกี่ทอผ้า 

            ข้ากลับได้ยินเสียงถอนหายใจข้าจึงถามว่านางคิดสิ่งใดอยู่

            แต่หญิงสาวไม่มีสิ่งใดต้องคิดและไม่มีสิ่งใดต้องจดจำ

            เมื่อคืนข้าได้ยินทหารป่าวประกาศเกี่ยวกับการเกณฑ์ทหารข้าพบชื่อบิดาที่แก่ชราแล้วของข้า

            แต่บ้านมู่หลานไม่มีบุรุษอื่นมู่หลานไม่มีพี่ชาย

            ตลาดตะวันออกซื้อขายม้า ตลาดตะวันตกซื้อขายอานม้า 

            ตลาดใต้ซื้อขายบังเหียนตลาดเหนือซื้อขายแส้ยาว 

            เมื่อข้าต้องจากบิดามารดาข้ามักยืนอยู่ริมแม่น้ำเหลืองในตอนกลางคืน 

            ข้าไม่ได้ยินเสียงบิดามารดาเรียกหาแต่ข้าได้ยินเสียงสายน้ำไหล

            ข้าเดินออกห่างจากแม่น้ำเหลืองและขึ้นไปบนยอดเขาในตอนเย็น 

            ข้าไม่ได้ยินเสียงบิดามารดาเรียกหาแต่ข้าได้ยินเสียงนายกองกำลังส่งสัญญาณบนภูเขาเหยียนซาน

            เดินทางหลายพันลี้ไปยังกองทหารกวนซาน

            ความหนาวเย็นแทรกซึมผ่านเกราะเหล็กที่ข้าสวมนายพลคนหนึ่งเสียชีวิตในการต่อสู้

            และเหล่าชายผู้แข็งแกร่งเดินทางกลับมาหลังจากผ่านไปสิบปี

            ส่วนจักรพรรดินั่งอยู่ในห้องโถงที่สว่างไสว 

            ถึงเวลามอบรางวัลตอบแทนความแข็งแกร่งข่าน[3]ถามว่าต้องการสิ่งใด มู่หลานตอบว่าไม่ต้องการสิ่งใด

            นอกจากอูฐชั้นดีเพื่อเดินทางหลายพันลี้กลับบ้านเกิด

            เมื่อบิดามารดาได้ยินว่าลูกสาวกำลังจะกลับมาก็รอต้อนรับ

            ข้าเปิดประตูพลับพลาด้านทิศตะวันออกแล้วนั่งลงบนตั่ง 

            ถอดเกราะเหล็กและสวมเสื้อผ้าธรรมดาๆมองออกไปนอกหน้าต่างเห็นก้อนเมฆและพระวิหารที่ประดับประดาด้วยดอกไม้สีเหลืองที่ทำจากกระจก

            เมื่อข้าออกไปพบสหายที่ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่มาตลอดสิบปีแต่ข้ากลับไม่รู้ว่ามู่หลานเป็นหญิงสาว

            กระต่ายตัวผู้กระทืบเท้ากระต่ายตัวเมียสายตาพร่ามัว เมื่อกระต่ายสองตัวเดินเคียงข้างกัน ใครเล่าจะบอกได้ว่าตัวไหนตัวผู้ตัวไหนตัวเมีย?”

            เมื่ออวิ๋นจื่อเล่นจบชายในชุดคลุมสีม่วงก็ปรบมือครั้งแล้วครั้งเล่า “อย่างที่ข้าคาดไว้ไม่มีผิดซูว่านหรูมักทำให้ข้าประหลาดใจเสมอ คราวนี้เล่นเพลงซีโจวให้ข้าฟังทีเถิด”

            อวิ๋นจื่อพยักหน้าและเริ่มดีดกู่ฉินอีกครั้ง

            “เหมยฮวาที่ซีโจวข้าจะพับกลีบดอกแล้วส่งไปยังเจียงเป่ย

            สวมอาภรณ์แดงชาดเกล้าผมงดงาม

            ซีโจวอยู่ที่ใด? สองมือพายเรือข้ามแม่น้ำ

            เสือหลบซ่อนตัวในตอนพลบค่ำลมยามเย็นโบกพัดต้นไม้

            ใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าบ้านปิ่นหยกโผล่ออกมานอกประตู

            เฝ้ารอคนรักที่ไม่ปรากฏตัวจึงเปิดประตูออกไปเด็ดดอกบัว

            เก็บดอกบัวในฤดูใบไม้ร่วงดอกบัวสูงเหนือหัว

            ก้มศีรษะเพื่อล้างเม็ดบัวความรักบริสุทธิ์ดุจน้ำใส

            ซ่อนเม็ดบัวไว้ในแขนเสื้อ ใจกลางดอกบัวเป็นสีแดง

            คิดถึงหลางจวินแต่หลางจวินยังไม่มา จึงเงยหน้าขึ้นฟ้ามองห่านโบยบิน

            ท้องฟ้าของซีโจวเต็มไปด้วยห่านป่า

            หอคอยสูงจนมองไม่เห็นยอด ดูราวกับก้อนเมฆลอยอยู่ตรงราวบันได

            เมื่อมองไกลๆ เห็นว่าบันไดดูคดเคี้ยวไปมาราวจับก็ดูงดงามราวกับหยก

            ท้องฟ้านอกม่านที่ม้วนขึ้นดูราวกับแม่น้ำที่กระเพื่อมไหวไปมา

            ความฝันยาวไกลเท่าสายน้ำ เมื่อเจ้าโศกเศร้าข้าย่อมไม่อาจเบิกบานใจ

            หากสายลมฤดูร้อนล่วงรู้ถึงความรักของข้าโปรดพัดพามันไปที่ซีโจว”

            ชายในชุดคลุมสีม่วงมีท่าทีพึงพอใจเขากล่าวว่า “ข้าอยากฟังเจ้าเล่นเพลงนกยูงบินไปทางตะวันออกเฉียงใต้ อย่าลืมเล่นเพลงนี้ให้อาจารย์ฟังด้วย”

            อวิ๋นจื่อพยักหน้า

            แต่จู่ๆ เขาก็หายตัวไป

             

            ------------------------

            [1] เหมยฮวากู้ซานซิงเป็นชื่อสายพันธุ์บ๊วย ดอกบ๊วยสายพันธุ์นี้ส่วนใหญ่จะใช้เพื่อการประดับประดาตกแต่งผลบ๊วยมีขนาดใหญ่ เนื้อหนา แกนเล็ก เปลือกมีสีเหลือง เนื้อยืดหยุ่นและฉ่ำน้ำ

            [2] เหม่ยชิงจู เป่ยโหลว และตงอิ๋ง วิธีอ่านคือเริ่มจากตัวอักษรเหมยบริเวณกึ่งกลางของดอกไม้และหมุนทวนเข็มนาฬิกาตามขอบกลีบบทกวีจะอยู่ที่แต่ละกลีบกลายเป็นบทกวี 5 บรรทัดซึ่งเท่ากับจำนวนกลีบของดอกเหมยพอดี คุณสมบัติอีกข้อคือ ทุกประโยคล้วนขึ้นต้นด้วยคำว่า“เหมย” เช่นเดียวกับกลีบดอกไม้ทุกดอกที่เติบโตจากศูนย์กลางของดอกไม้

            [3] เหตุที่มู่หลานเรียกโอรสสวรรค์ว่า“ข่าน” เข้าใจว่าเป็นเพราะแผ่นดินจีนภาคเหนือในยุคราชวงศ์เหนือใต้ปกครองโดยชนเผ่านอกด่านจึงเป็นข้อสันนิษฐานหนึ่งที่ทำให้เชื่อว่ามู่หลานมีที่มาจากราชวงศ์เหนือ ซึ่งเชื่อว่าคือเว่ยเหนือทั้งนี้ในสมัยราชวงศ์จิ้นแผ่นดินเกิดจลาจล ทำให้ชนเผ่านอกด่านทั้งห้าเข้ามาแย่งชิงอำนาจในแผ่นดินจีนภาคเหนือจนแผ่นดินแตกออกเป็นหลายแคว้นราชวงศ์จิ้นต้องอพยพลงใต้ไปตั้งราชธานีที่เมืองเจี้ยนคัง ตอนนั้นแผ่นดินจีนเข้าสู่ยุคสมัยที่เรียกว่าสิบหกอาณาจักรต่อมาในอาณาจักรเว่ยเหนือของชนเผ่าเซียนเปยสกุลทั่วป๋าสามารถรวบรวมแผ่นดินจีนภาคเหนือได้สำเร็จ จีนจึงเข้าสู่ยุคราชวงศ์เหนือใต้ที่แผ่นดินแบ่งออกเป็นสองส่วนภาคเหนือปกครองโดยเว่ยเหนือ ภาคใต้ปกครองโดยราชวงศ์ที่สืบต่อจากจิ้น มีผู้สันนิษฐานว่าการเรียกเกณฑ์ทหารครั้งใหญ่ของข่านในมู่หลานฉืออ้างอิงจากรัชสมัยจักรพรรดิไท่อู่ตี้แห่งเว่ยเหนือ (ครองราชย์ ค.ศ. 423-452)ซึ่งต้องทำสงครามกับชาวโหรวหรานที่ก่อตั้งอาณาจักรอยู่ในดินแดนมองโกเลียทางเหนือของจีนถึงสิบสามครั้ง

    คล้ายกับเรื่องหวนคืนอีกครา พลิกชะตาแห่งคำทำนายเลือด (จบ) ที่คุณอ่าน

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    นิยาย รัก
    635K 1371
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    484K 1138
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367
    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    นิยาย รัก
    149K 452
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    นิยาย รัก
    21K 111