เสียงของจูโฮ่วจ้าวดังขึ้นอย่างเยือกเย็น ขณะเดียวกัน หลิวจิ่นก็เหงื่อท่วมราวกับถูกสาดน้ำ เขาััได้ถึงจิตสังหารที่แผ่ออกมาจากน้ำเสียงนั้น หัวใจเต้นรัวไม่หยุด ราวกับจะทะลุออกมานอกอก
เขาเคยคิดว่าตนรู้จักจูโฮ่วจ้าวดี แต่หลังจากองค์จักรพรรดิขึ้นครองราชย์แล้วสลบไปเพราะความหวาดกลัว ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ชายหนุ่มตรงหน้าช่างคล้ายเหวลึกมืดดำ และที่น่ากลัวยิ่งกว่า—จูโฮ่วจ้าวฝึกวรยุทธ์มาั้แ่เมื่อไรกัน? เขาไม่เคยล่วงรู้แม้แต่น้อย
ในสายตาของหลิวจิ่นเวลานี้ จักรพรรดิหนุ่มคือคนที่ช่างลึกลับยากเกินหยั่งถึง เขาเริ่มวิตกว่าความผิดทั้งหลายที่เคยกระทำในยามที่จูโฮ่วจ้าวยังไม่รู้เื่ จะถูกสะสางในไม่ช้า หากพระองค์คิดจะเอาคืนจริง ต่อให้มีหัวอีกเป็ร้อยก็หนีไม่พ้นคมดาบ
“กระหม่อมมาช่วยฝ่าาช้าเกินไป ขอพระองค์ทรงประทานอภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากชายในชุดเกราะแห่งกองกำลังองครักษ์วังหลวง เขาคุกเข่าลงอย่างแรง กล่าวโทษตนเองด้วยเสียงสั่น
“ลุกขึ้น แล้วเก็บกวาดที่นี่ให้เรียบร้อย” จูโฮ่วจ้าวกล่าวเรียบ ๆ ก่อนก้าวข้ามกลุ่มคน มุ่งตรงกลับห้องบรรทม
ติ๊ง! “ขอแสดงความยินดี! ท่านได้สังหาร ‘หลงซิ่ว’ ยอดฝีมือระดับพลังยุทธ์เหนือชั้น ได้รับแต้มระบบ 1,000 แต้ม!”
ทันทีที่กลับถึงห้องบรรทม เสียงของระบบก็ดังขึ้นในหัว
“ระบบ แต้มพวกนี้ใช้ทำอะไร บอกรายละเอียดให้ข้าหน่อย” จูโฮ่วจ้าวถามทันที
“แต้มสามารถใช้สำหรับสุ่มรางวัล”
เสียงระบบตอบกลับอย่างเ็าเช่นเคย
“รางวัลแบบไหน?” จูโฮ่วจ้าวซักต่อ
“ระบบจักรพรรดิสามารถเชื่อมโยงสรรพสิ่งในหมื่นโลก หากแต้มเพียงพอ มีโอกาสได้รับสิ่งของทุกชนิด ยิ่งระดับการสุ่มสูง ของที่ได้รับก็จะยิ่งทรงพลังขึ้น”
“มีทั้งหมดกี่ระดับ แล้วแต่ละระดับใช้แต้มเท่าไร?”
ระดับการสุ่มรางวัล:
ระดับต้น: 1,000 แต้ม
ระดับกลาง: 5,000 แต้ม
ระดับสูง: 10,000 แต้ม
ระดับสูงสุด: 100,000 แต้ม
“แล้วจะหาแต้มได้จากที่ไหน?”
“สามารถรับแต้มได้จากการปราบศัตรู สังหารเป้าหมาย หรือทำภารกิจของระบบให้สำเร็จ”
“แล้วแต้มที่ได้จากการปราบศัตรู ขึ้นอยู่กับระดับพลังหรือไม่?” จูโฮ่วจ้าวถาม
ระบบตอบอย่างเป็ขั้นเป็ตอน:
แต้มที่ได้รับจากการสังหารศัตรู:
คนธรรมดาทั่วไป: 50 แต้ม
พลังยุทธ์ชั้นสาม: 100 แต้ม
พลังยุทธ์ชั้นสอง: 200 แต้ม
พลังยุทธ์ชั้นหนึ่ง: 500 แต้ม
พลังยุทธ์ระดับเหนือชั้น: 1,000 แต้ม
...
“ระบบ ถ้าข้าฆ่าหลงซิวแล้วได้ 1,000 แต้ม แล้วถ้านำแต้มนี้ไปสุ่มรางวัล มีโอกาสได้ผู้ที่เก่งในระดับเดียวกันหรือไม่?” เขาถามพลางครุ่นคิด
ติ๊ง!
“ระดับของการสุ่มไม่รับประกันระดับของสิ่งที่ได้รับ เพียงแค่กำหนด 'โอกาสปรากฏ' ที่ต่างกัน หากใช้ 1,000 แต้มสุ่มรางวัล อาจได้แม่ทัพระดับสาม หรืออาจได้ยอดฝีมือระดับเหนือชั้นก็ได้เช่นกัน”
“เข้าใจแล้ว” จูโฮ่วจ้าวพยักหน้าเบา ๆ
เขาตัดการเชื่อมต่อกับระบบ แล้วะโสั่งเสียงเข้ม
“หลิวจิ่น!”
“กระหม่อมมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
ได้ยินเสียงเรียก หลิวจิ่นก็รีบเปิดประตูเข้ามา ตัวงอค่อม ก้าวเท้าเข้ามาถี่ ๆ อย่างนอบน้อม จนมาหยุดตรงหน้าอย่างว่องไว ไม่กล้าเงยหน้าแม้แต่นิด
ตอนนี้บนหน้าผากเขายังมีรอยฟกช้ำ ใบหน้าซีดเผือดกว่าเดิมอีกเท่าตัว
“หลิวจิ่น—ไปตรวจสอบให้ข้าเดี๋ยวนี้! ทั้งเฉา จีเสียง หัวหน้าขันทีแห่งกรมเครื่องเสวย และเหยียนซง เสนาบดีกระทรวงขุนนาง ข้า้าให้เ้า ‘รื้อค้นประวัติของพวกมันกลับไปถึงสิบแปดชั่วโคตร!’ หากพบว่าใครปิดบังข้อมูล—ฆ่าทิ้งได้ทันทีโดยไม่ต้องรายงาน!”
พูดจบ เขาก็หยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนเสริมเสียงเรียบ “พรุ่งนี้เช้า ข้าต้องใช้ข้อมูลพวกนี้ ถ้าทำไม่สำเร็จ ก็เอาหัวเ้ามาให้ข้าก็แล้วกัน”
“พะ...พะย่ะค่ะ กระหม่อมน้อมรับพระบัญชา...”
หลิวจิ่นก้มหน้ารับคำด้วยเสียงแ่เบา ตัวสั่นสะท้าน เขารู้ทันทีว่า—จักรพรรดิหนุ่มกำลังจะเริ่ม 'สร้างบารมี' เพื่อการนั้นจำเป็ต้องมีใครสักคนที่ได้รับบท ‘ไก่’ ตามคำที่ว่า “เชือดไก่ให้ลิงดู” ซึ่งหลิวจิ่นรู้สึกโชคดีสุดๆ ...ที่เขาไม่ใช่คนแรกในการรับบทนั้น!
“หากฝ่าาไม่มีรับสั่งอื่นแล้ว กระหม่อมขอทูลลาก่อนพ่ะย่ะค่ะ” หลิวจิ่นกล่าวด้วยเสียงเบา
“อืม ไปเถอะ แล้วอีกอย่าง... ตรวจสอบด้วยว่าในหมู่ทหารองครักษ์หลวง มีใครชื่อ ‘เสวี่ยหลี่’ หรือไม่ ชื่อรอง ‘เหรินกุ้ย’ ถ้ามี เรียกตัวมาเข้าเฝ้า”
จูโฮ่วจ้าวพูดจบก็โบกมือไล่เบา ๆ
หลิวจิ่นรับคำอีกรอบแล้วถอยออกไปอย่างรวดเร็ว
ทว่าในเวลานี้ ข่าวการลอบปลงพระชนม์จักรพรรดิได้แพร่ออกไปทั่ววังหลวงเสียแล้ว
ที่ตำหนักในของพระราชมารดา อ๋องทั้งเก้า ได้แก่ จูเจิ้ง, จูจาง, จูตี้ และคนอื่น ๆ กำลังกล่าวคำอำลาต่อองค์ไทเฮา
“โฮ่วจ้าวนั้นอายุยังน้อยนัก ต่อไปพวกเ้าซึ่งเป็อาของเขา จะต้องคอยช่วยเหลือและสนับสนุนเขายิ่งขึ้นไปอีก เพื่อรักษาความมั่นคงให้กับราชวงศ์ิของเราไว้ให้ดีนะ”
ไทเฮาผู้มีเส้นผมขาวโพลน ใบหน้าเปล่งปลั่งเปี่ยมเมตตา เอ่ยด้วยรอยยิ้มอบอุ่น
“พะย่ะค่ะ พี่สะใภ้โปรดวางพระทัย” จูเจิ้งและเหล่าอ๋องต่างกล่าวอย่างพร้อมเพรียง
“แย่แล้วเพคะ! ฝ่าาทรงถูกลอบปลงพระชนม์!”
ขณะนั้นเอง นางกำนัลคนหนึ่งวิ่งพรวดเข้ามาอย่างตื่นตระหนก พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงร้อนรน
“ฝ่าาทรงปลอดภัยดีหรือไม่?” จูตี้ถามพลางขมวดคิ้ว น้ำเสียงเคร่งเครียด เหล่าคนอื่น ๆ ก็ดูมีสีหน้าเป็ห่วงไม่ต่างกัน ส่วนองค์ไทเฮาถึงกับลุกพรวดขึ้นยืน สีหน้าแววตาเต็มไปด้วยความกระวนกระวาย
“โชคดีที่ท่านหลิวอยู่ด้วย ฝ่าาจึงทรงปลอดภัยดีเพคะ”
นางกำนัลตอบพลางตบหน้าอกเบา ๆ ด้วยความโล่งใจ
“บารมีของอดีตฮ่องเต้ยังทรงคุ้มครอง!” ไทเฮายกมือพนม เอ่ยพึมพำราวกับสวดภาวนา
“ปลอดภัยก็ดีแล้ว!”
เหล่าอ๋องคนอื่นต่างพูดตามกันด้วยท่าทางสุภาพถ่อมตน แต่ทว่าทุกการกระทำล้วนเต็มไปด้วยจริตเสแสร้งทั้งนั้น
“ไร้ประโยชน์สิ้นดี!”
ในใจของแต่ละคนต่างสบถออกมา ไม่ว่าใครเป็คนส่งมือสังหารไป ถ้าหากจูโฮ่วจ้าวตายจริง— ราชบัลลังก์ก็คงว่างรอให้พวกเขามีโอกาศได้แย่งชิง!
“ขอเชิญ พวกเ้ากลับกันไปเถิด เหล่าอ๋องทั้งหลาย ข้าจะไปดูบุตรชายของข้า”
ไทเฮากล่าวเชิงไล่โดยไม่ปิดบัง นางรู้ดีอยู่แก่ใจว่าเหล่าน้องสามีทั้งหลายนี้ล้วนมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวยิ่งนัก ยามนี้นางไม่อยากเสแสร้งยิ้มแย้มแกล้งคุยกับพวกเขาอีกต่อไป เพราะนางแค่อยากไปดูอาการของลูกชายตนให้เห็นกับตาเท่านั้น
“พะย่ะค่ะ กระหม่อมขอลา” เหล่าอ๋องทั้งเก้าคำนับแล้วทยอยออกจากตำหนัก ระหว่างทางต่างแอบมองกันไปมา พยายามจับพิรุธว่าใครกันแน่ที่ส่งมือสังหารไป แต่พวกเขา...ล้วนเป็จิ้งจอกเฒ่าจอมเ้าเล่ห์ จึงไม่มีใครเผยไต๋ให้เห็นแม้แต่น้อย
……..
“ถวายบังคมองค์ไทเฮาเพคะ!”
เมื่อมาถึงหน้าห้องบรรทมของจูโฮ่วจ้าว สาวงามสองนางที่มีใบหน้างดงาม ท่วงท่าเย้ายวน ก็รีบคุกเข่าลงทำความเคารพเบื้องหน้าด้วยท่าทางที่อ่อนช้อย
“อ้อ ที่แท้ก็สองสาวงามตระกูลจ้าวนี่เอง รีบลุกขึ้นแล้วตามข้าไปดูฝ่าากันเร็วเข้า”
องค์ไทเฮาเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะเดินพรวดเข้าไปโดยมีนางกำนัลสองคนช่วยพยุง ส่วนสองสาวงามก็รีบลุกขึ้นและเดินตามติด ๆ ไปอย่างคล่องแคล่ว
“ลูกแม่! เ้าไม่เป็อะไรใช่ไหม?”
ไทเฮาเอ่ยถามระหว่างเดินไปด้วยความร้อนใจ
“แอ๊ด…”
ประตูห้องเปิดออก จูโฮ่วจ้าวรีบก้าวเท้าเข้ามา เพื่อไปช่วยประคองพระมารดาที่เข้ามาในห้องบรรทมอย่างนุ่มนวล
“เร็วสิ มาให้แม่ดูลูกให้ชัดๆ หน่อย”
เมื่อเข้าสู่ห้องบรรทม ไทเฮาก็เอ่ยออกมา พร้อมเดินวนสำรวจจูโฮ่วจ้าวั้แ่หัวจรดเท้าด้วยสีหน้าแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความห่วงใย
สิ่งนี้ทำให้หัวใจของจูโฮ่วจ้าวพลันสั่นไหวเล็กน้อย เขาััได้ถึง ความอบอุ่นจากสายใยครอบครัว ที่ห่างหายไปนาน มันเป็ความรู้สึกผูกพันที่เขาไม่ค่อยได้ัันักจากชาติก่อน
“เสด็จแม่ ลูกไม่เป็อะไร!”
ดวงตาของจูโฮ่วจ้าวแดงเรื่อนิดๆ เขากล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
“การทำให้เสด็จแม่ต้องเป็ห่วงนั้น เป็ความผิดของลูกเอง!”
“ไม่เป็ไรก็ดีแล้ว ไม่เป็ไรก็ดีแล้ว…”
ไทเฮาเอ่ยซ้ำเบา ๆ สีหน้าโล่งใจอย่างเห็นได้ชัด
หลังจากพูดคุยกันพักหนึ่ง ไทเฮาก็ลุกขึ้นเตรียมตัวกลับ
“ไหนๆ ลูกก็ไม่เป็อะไรแล้ว งั้นแม่ขอตัวกลับก่อนก็แล้วกันนะ”
“พวกเ้าทั้งสองอยู่ดูแลฝ่าาให้ดีล่ะ” นางกล่าวพลางหันไปสั่งสองสาวงาม จากนั้นก็จากไปพร้อมนางกำนัลที่ช่วยประคอง
“พ่ะย่ะค่ะ!” สองสาวงามแห่งตระกูลจ้าวค้อมตัวคำนับ และหางตาเผยรอยยิ้มบาง ๆ
จ้าวเหอเต๋อ — เรือนร่างอวบอิ่ม ผิวพรรณและใบหน้าเปล่งปลั่งดุจดอกท้อแรกแย้ม หญิงงามผู้มีตัวตนในสมัยฮั่นเฉิงตี้…
จ้าวเฟยเยี่ยน — รูปร่างบอบบาง ผิวพรรณขาวนวล ดวงตากลมเรียวดุจลูกอัลมอนด์ ริมฝีปากสีชาด หญิงงามอีกนางจากยุคฮั่นเฉิงตี้เช่นกัน…
ขณะนั้นเอง จูโฮ่วจ้าวหันไปมองหญิงงามทั้งสองตรงหน้า และในหัวของเขาก็ปรากฏเสียงของระบบดังขึ้นมาอีกครั้ง