ตอนที่ 10 การประลองคัดเลือก
หลินเฟยก้มๆเงยๆมองหาตำราวิชาดาบที่คิดว่าเหมาะสมกับตัวเองอยู่นานตำราทั้งหมดของวิชาดาบมีถึงสิบแถวหนึ่งแถวจะมีตำราวิชาอยู่สามชั้นทั้งหน้าและหลังทำให้หลินเฟยเลือกวิชาที่ถูกใจตัวเองไม่ได้สักที เขาเดินหน้านิ่วคิ้วขมวดวนไปวนมาอยู่เกือบหนึ่งชั่วยามก็ยังไม่รู้ว่าควรจะเลือกวิชาไหนดี
“หาอะไรรึเ้าหนู?”
เสียงเก่าแก่เสียงหนึ่งดังขึ้นดึงความสนใจของหลินเฟยออกจากชั้นวางตำราเขาหันไปมองตามเสียงจึงเห็นชายชราที่ดูธรรมดาๆใบหน้าเต็มไปด้วยความเมตตายืนยิ้มอยู่ในชุดของผู้าุโ
“คารวะผู้าุโ ศิษย์กำลังหาวิชาดาบที่น่าสนใจอยู่แต่ติดปัญหาตรงที่ศิษย์ไม่รู้จะเลือกวิชาใด” หลินเฟยหันไปคารวะกล่าวด้วยท่าทีนอบน้อม
เขาประหลาดใจเล็กๆเพราะผู้าุโคนนี้เขาไม่เคยเห็นหน้าค่าตามาก่อนแต่ชุดของผู้าุโท่านนี้เป็แบบเดียวกับชุดที่ผู้าุโห้าเจียนเหินใส่อยู่อย่างแน่นอนหลินเฟยจำได้แม่นเพราะว่าเขาก็อยู่ในเหตุการณ์ในวันที่ผู้าุโห้าไปยังตระกูลหลิน
“อืม ข้าก็พอจะมีความรู้อยู่บ้างให้ข้าช่วยเ้าเถอะ” ชายชราผมขาวเดินเข้ามาใกล้ๆด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“เ้าอยากได้วิชาแบบใดเป็พิเศษหรือไม่” ชายชรากล่าวก่อนจะลูบหนวดเคราสีเดียวกับเส้นผมด้วยใบหน้าครุ่นคิด
หลินเฟยนิ่งคิดไปชั่วครู่จึงกล่าวออกมา “ศิษย์คิดว่าวิชาดาบที่เน้นไปที่ความรวดเร็วคงจะเหมาะสมกับศิษย์ขอรับผู้าุโ”
“อืม...” ผู้าุโแย้มยิ้มเขารู้สึกพึงพอใจในรูปร่างหน้าตาและท่าทางนอบน้อมของหลินเฟยอย่างมากอีกทั้งรูปร่างหน้าตาของเด็กหนุ่มและบุคลิกเช่นนี้ทำให้เขาย้อนนึกถึงวันเก่าๆ
“เอาเป็วิชานี้แล้วกัน” ชายชราเอื้อมมือขึ้นไปหยิบม้วนตาราที่ดูเก่าๆออกมาจากชั้นบนสุดแม้จะไม่มีฝุ่นผงเพราะมีลูกศิษย์คอยทำความสะอาดอยู่ทุกวันแต่มันกลับดูเก่าแก่กว่าวิชาอื่นอย่างมากความเก่าแก่ของม้วนตำรานี่เองเองที่ทำให้มันดูเหมือนมีความลึกลับบางอย่างซ่อนอยู่
“วิชานี้คือ..” หลินเฟยรับตารามาจากชายชราก้มมองไปที่ม้วนตำราทำตาปริบๆ
“มันคือตำราวิชา ‘เพลงดาบลวงตา’ ในสำนักมีผู้คนน้อยนักที่ฝึกฝนวิชานี้มันมีทั้งหมดสี่กระบวนท่าทุกกระบวนท่าของมันล้วนแต่สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองได้ในสำนักนั้นผู้ที่เข้าใจกระบวนท่าแรกมีเพียงผิวเผินเท่านั้นส่วนกระบวนท่าที่สองขึ้นไปล้วนไม่มี...
...วิชาดาบนี้คือวิชาดาบระดับกลางสายความเร็วที่ดีที่สุดในชั้นสามนี้แล้วหากเ้ามีความสามารถเพียงพอมันจำทำให้เ้าแข็งแกร่งขึ้นอย่างมาก” กล่าวจบก็เดินจากไปโดยไม่สนใจหลินเฟยอีก
หลินเฟยยังคงมองไปที่ม้วนตำราในมืออย่างพินิจไม่นานประกายแสงในแววตาก็ลุกโชนไปด้วยความมุ่งมาดนำตาราวิชาออกไปยังผู้คุมหอตำราเพื่อใช้สิทธ์ในการยืมม้วนตำราเป็เวลาสามเดือน...
“การฝึกวิชาคงต้องรอไปอีกสักเล็กน้อยตอนนี้ข้าควรกลับไปเตรียมตัวเข้าร่วมงานคัดเลือกเสียก่อน...” หลินเฟยเดินจ้ำอ้าวเดินกลับไปยังเรือนพักฝั่งตะวันออกของเค้าทันที
ระหว่างทางหลินเฟยยังเจอิเต้าผู้ที่เคยให้ลูกน้องเข้ามาก่อกวนหลินเฟยตอนกลับมายังสำนักครั้งที่แล้วแต่ครั้งนี้เมื่อมันเห็นหลินเฟยมันทำแต่เพียงเสหน้ามองไปทางอื่นทำเป็มองไม่เห็นเขาซะอย่างนั้น
หลังจากกลับมาถึงเขตเรือนพักหลินเฟยก็ไปตามพวกเสี่ยวหลิน หลี่ปิงและยู่เจียงมาเพื่อมอบผลึกอสูรระดับต่ำให้กับทั้งสามกว่าคนละหลายสิบก้อนผลึกอสูรระดับต่ำนี้เขาได้มาจากภารกิจส่วนนึงและจากการแล่เอาจากสัตว์อสูรในป่าร้อยอสูร
ผลึกระดับต่ำนั้นสามารถเกิดขึ้นได้กับสัตว์อสูรขั้นปราณกำเนิดเสียเป็ส่วนมากแต่ก็มีไม่น้อยที่ตกผลึกอยู่ในสัตว์อสูรขั้นอสูรฝึกตนเพียงแต่จะหายากกว่าเท่านั้น
แต่ด้วยความที่หลินเฟยนั้นสังหารสัตว์อสูรไปไม่น้อยระหว่างที่อยู่ภายในป่าร้อยอสูรทำให้เขามีผลึกอสูรระดับต่ำเกือบร้อยก้อนหลังจากที่รวมกับที่ได้จากภารกิจล่าอสูรหมาป่าคลั่ง
เละมันไม่มีประโยชน์ใดสำหรับเขานอกจากจะนำไปขายแต่สุดท้ายเขาก็คิดถึงสหายของเขาหากผลึกอสูรระดับต่ำนี้มีประโยชน์กับพวกเขาหลินเฟยจึงไม่ลังเลที่จะนำมันให้กับทั้งสามไป
เสี่ยวหลิน หลี่ปิงและยู่เจียงต่างซาบซึ้งในน้ำใจครั้งนี้ของหลินเฟยอย่างมากต่างขอบคุณหลินเฟยกันเสียยกใหญ่หลังจากพูดคุยเล่นกันพอประมาณแล้วจึงแยกย้ายกันไปเตรียมตัวเพื่อเข้าร่วมงานคัดเลือกในวันพรุ่งนี้
งานคัดเลือกศิษย์สายในนั้นจะแบ่งเป็สี่สายคือสายเหนือ สายตะวันออก สายตะวันตกและสายใต้ แต่ละสายลูกศิษย์ที่้าจะเลื่อนเข้าเป็ศิษย์สายในจะต้องเข้าร่วมงานประลองเพื่อคัดเลือกหนึ่งร้อยคนแรกของแต่ละสาย
หลังจากนั้นร้อยคนแรกของแต่ละสายจะย้ายเข้าไปอยู่ในเรือนพักพิเศษของแต่ทิศเพื่อรอเวลาสามเดือนภายในสามเดือนนี้หากได้รับคำท้าประลองก็จำเป็ต้องรับคำท้าจากผู้ที่ติดอยู่ในอันดับสามร้อยคนแรก
พวกเขาที่ไม่ติดหนึ่งในร้อยมีสิทธ์อีกคนละหนึ่งครั้งที่จะได้รับที่นั่งเข้าไปสู่การเป็ศิษย์สายในการคัดเลือกที่เข้มข้นเช่นนี้จึงการันตีได้เลยว่าผู้ที่เข้าเป็ศิษย์สายในได้จะต้องแข็งแกร่งอย่างมาก อยู่เหนือผู้คนอีกหลายหมื่นคนของศิษย์สายนอกกลายเป็ัที่แท้จริงในมวลหมู่ผู้คน
เมื่อผ่านไปสามเดือนที่นั่งการเข้าเป็ศิษย์สายในก็จะได้รับการยืนยันหนึ่งร้อยคนของแต่ละทิศเท่านั้นที่จะสามารถเข้าเป็ศิษย์สายในทั้งทรัพยากรและฐานะแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับศิษย์สายนอก
และที่สำคัญที่สุดสิบอันดับแรกของแต่ละสายจะต้องประลองกันอีกครั้งเพื่อหาสุดยอดของศิษย์สายนอกผู้ที่ได้อันดับหนึ่งจะได้รับของรางวัลล้ำค่าจากทางสำนักและได้รับทรัพยากรเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าเลยทีเดียว
ก๊องๆๆ!
เสียงระฆังดังขึ้นเมื่อยามเช้ามาเยือนเป็สัญญาณให้รับรู้ว่างานคัดเืศิษย์สายในกำลังจะเริ่มขึ้นแล้วเหล่าบรรดาศิษย์ที่้าจะเลื่อนฐานะตัวเองต่างกระตือรือร้นออกไปยังสถานที่คัดเลือกของแต่ละสายทันที
แต่ก็มีลูกศิษย์สายนอกอีกมากที่ไม่ได้สนใจซึ่งทางสำนักก็ไม่ได้บังคับให้ทุกคนเข้าร่วมจึงมีลูกศิษย์ที่ยังไม่มั่นใจในพลังและฝีมือปล่อยผ่านเื่นี้ไป
แต่ถึงกระนั้นผู้คนที่เข้าร่วมงานคัดเลือกของแต่ละสายกลับไม่ได้ลดน้อยลงเท่าใดในแต่ละพื้นที่ต่างเต็มไปด้วยศิษย์ที่เข้าร่วมงานคัดเลือกไม่ต่ำกว่าที่ละสองหมื่นคน!
“ทุกคนจัดแถวให้เรียบร้อยงานประลองนี้จะกินเวลานานจนกว่าจะคัดเลือกสามร้อยคนแรกได้ขอให้ทุกคนตั้งใจกันให้ดีในรอบแรกจะแบ่งกลุ่มออกเป็สิบกลุ่ม กลุ่มละสองพันคนในแต่ละกลุ่มจะต้องประลองกันให้เหลือเพียงร้อยคนเท่านั้น!...”
เสียงทุ้มหนักดังกังวานไปทั่วบริเวณลานกว้างพร้อมกับร่างของชายวัยกลางคนสวมใส่ชุดสีน้ำเงินอันเป็ตัวแทนของผู้าุโฝ่ายคุมกฎของสำนักก้าวขึ้นสู่เวทีขนาดใหญ่ที่มีผู้าุโหลายคนนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่จัดเตรียมไว้ให้
เสียงของเขาทำให้เสียงจอกแจกจอแจจากบรรดาศิษย์ที่กำลังพูดคุยกันอย่างออกรสเงียบสงบลงทันทีต่างตกตะลึงในข้อกำหนดจำนวนผู้เข้ารอบที่น้อยซะเหลือเกิน
หลังจากกล่าวเปิดงานอีกเล็กน้อยจึงมีผู้ช่วยชุดดำของเหล่าผู้าุโรับหน้าที่แบ่งกลุ่มของลูกศิษย์ทั้งสองหมื่นคนออกเป็สิบกลุ่มกลุ่มละสองพันแต่ก็มีบางกลุ่มที่เกินมานิดหน่อย แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาเพราะการประลองรอบแรกนั้นเป็แบบตะลุมบอนนั่นเองเพื่อประหยัดเวลาไม่ให้ยืดยาวมากจนเกินไป
“ข้าอยู่กลุ่มที่สามเสียดายที่สหายทั้งสามของข้าต่างอยู่กันคนละกลุ่ม”
หลังจากพ่นลมหายใจด้วยความเสียดายหลินเฟยก็หลับตาลงไม่สนใจเสียงโหวกเหวกจากการพูดคุยกันรอบข้างตอนแรกเขาคิดว่าถ้าอยู่กลุ่มเดียวกันเขาจะเป็คนปกป้องสหายของเขาให้อยู่รอดจนถึงข้อกำหนดแต่นี่กลับอยู่คนละกลุ่มเขาจึงทำได้แค่เพียงเอาใจช่วยเท่านั้น
“กลุ่มที่หนึ่งขึ้นไปบนลานประลองได้!” เสียงของผู้ช่วยผู้าุโที่รับหน้าที่แบ่งกลุ่มของกลุ่มที่หนึ่งดังขึ้นหลังจากที่ให้ทุกคนลงชื่อในแผ่นหยกเสร็จแล้วและเขายังรับหน้าที่เป็กรรมการอีกด้วย
ทันทีที่สิ้นสุดเสียงของผู้ช่วยศิษย์สายนอกกลุ่มที่หนึ่งทั้งสองพันคนก็พุ่งทะยานขึ้นไปบนลานประลองโดยพร้อมเพรียงกันหลายคนในนั้นมีคนที่หลินเฟยคุ้นหน้าตาเป็อย่างดีหนึ่งคือเสี่ยวหลินสหายของเขาหนึ่งคือิเต้าที่เคยมีเื่กับเขาก็อยู่กลุ่มหนึ่งนี้ด้วย
“เสี่ยวหลินสู้ๆ!” หลี่ปิงะโเสียงดัง
“ไม่ไหวก็รีบลงจากลานประลองล่ะ”
ยู่เจียงก็เอ่ยออกมาด้วยความเป็ห่วงมีเพียงหลินเฟยที่ยิ้มให้กำลังใจเท่านั้นหลี่ปิงและยู่เจียงหลังจากลงชื่อของตัวเองเสร็จเรียบร้อยจึงเดินมารวมกับหลินเฟยทุกคนต่าง้าช่วยเป็กำลังใจให้กับสหายของตนเองและยังเต็มไปด้วยความตื่นเต้นกับงานประลองคัดเลือกที่อาจจะเปลี่ยนชีวิตของพวกเขาได้เลยทีเดียว
“การประลองรอบแรกของกลุ่มที่หนึ่งกฎของการประลองมีสองข้อคือข้อแรกห้ามฆ่าคน ข้อสองห้ามตกจากลานประลอง มีแค่นี้ขอให้ทุกคนตั้งใจต่อสู้ให้เต็มที่”
ผู้ช่วยชุดดำกล่าวด้วยน้ำเสียงขึงขังผู้เข้าร่วมกลุ่มที่หนึ่งต่างจ้องมองกันต่างกำหนดเป้าหมายของตัวเองไว้แล้วเมื่อใดที่เริ่มประลองพวกเขาจะไม่ลังเลที่จะบดขยี้เพื่อนร่วมสำนักเบื้องหน้า
“เริ่มได้!”
ตู้มม!
ทันทีที่สิ้นเสียงของผู้ช่วยชุดดำลูกศิษย์ทั้งสองพันคนต่างะเิพลังของตัวเองออกมาวิชาอภินิหารต่างๆถูกงัดออกมาใช้กันอย่างเต็มที่เพียงชั่วพริบตาเดียวมีคนจำนวนไม่น้อยถูกโยนลงจากลานประลองพวกมันล้วนมีประกายแห่งความไม่ยินยอมอยู่ในแววตา
บางคนยังไม่ทันได้งัดวิชาของตัวเองออกมาก็โดนคนอื่นซัดปลิวออกมาแล้วทำให้พวกมันแม้ไม่อยากจะยินยอมแต่ก็ต้องทำใจกัดฟันยอมรับความพ่ายแพ้ไป
อินทรีวารีพิสุทธ์!
เสี่ยวหลินโจมตีไปยังลูกศิษย์สายนอกคนหนึ่งที่เข้ามาโจมตีนางคลื่นพลังสีฟ้ารูปอินทรีกางปีกขนาดหลายเมตรกางกงเล็บแหลมคมของมันเข้าใส่ศิษย์สายนอกผู้นั้นมันพยามใช้วิชากระบี่ของมันปัดป้อง
แต่ดูเหมือนว่าอินทรีวารีพิสุทธ์นี้จะไม่ธรรมดาเมื่อมันเข้าปะทะกับศิษย์ผู้นั้นร่างของมันก็ลอยละลิ่วหน้าซีดขาวกระอักเลือกกระเด็นล่วงลงจากลานประลองไปทันที
อินทรีขนาดใหญ่หลายเมตรนั้นยังสร้างรอยหลุมไว้ที่ลานประลองอีกด้วยแม้จะไม่ลึกนักแต่ลานประลองที่แข็งแกร่งแข็งแรงกลับกลายเป็หลุมได้โดยการโจมตีเพียงแค่ครั้งเดียวทำให้เหล่าบรรดาศิษย์ที่เห็นเหตุการณ์ต่างหลีเลี่ยงที่จะปะทะกับดรุณีน้อยน่ารักผู้นี้
ต้องเข้าใจว่าตบะของผู้เข้าร่วมนั้นต่ำสุดอยู่ที่ขั้นผู้ฝึกตนระดับห้าสูงสุดอยู่ที่ปราณกำเนิดขึ้นไปเสี่ยวหลินนั้นทุ่มเทให้กับวิชาและตบะของเธอไม่แพ้ใครอีกทั้งทางตระกูลของเธอก็ใช่ว่าจะยากจนทรัพยากรจึงไม่ได้ขาดแต่ก็ไม่ได้เหลือมากนัก
และด้วยความเฉลียวฉลาดอีกทั้งพร์ที่ไม่ธรรมดาทำให้เธอก้าวไปถึงขั้นผู้ฝึกตนขั้นที่เก้าระดับสูงด้วยวัยเพียงสิบห้าปีเท่านั้นหากนับที่ตบะและอายุนับว่ามีพร์เหนือล้ำกว่าคนทั่วไปอยู่หลายขั้นเลยทีเดียว
“เสี่ยวหลินสุดยอด!”
หลี่ปิงะโออกมาด้วยท่าทางเบิกบานใจมันแอบชอบเสี่ยวหลินมานานแต่ด้วยท่าทางเงอะๆงะของมันจึงไม่กล้าเอ่ยบอกอีกทั้งเวลาที่ผ่านมาต่างก็คุ้นชินและมีความสุขไปด้วยกันเช่นสหายเท่านั้นทำให้เื่ที่มันแอบชอบเสี่ยวหลินดูจะมีข้อยุ่งยากอยู่ไม่น้อย
เสี่ยวหลินยังคงโบกสะบัดมือหมุนตัวไปรอบๆราวกับร่ายรำคลื่นพลังสีฟ้าบริสุทธ์กระจายออกไปรอบๆตัวของเธอชุดของศิษย์สายนอกสีเหลืองไม่ได้ทำให้ความน่ารักน่าทนุถนอมของเธอด้อยลงแต่กลับดูเข้ากันได้ดีกับผิวขาวๆของเธออย่างมาก
มีลูกศิษย์จำนวนไม่น้อยตกลงจากลานประลองไปเพราะเสี่ยวหลินแต่เมื่อมองเห็นดรุณีน้อยผงกหัวขอโทษด้วยแววตาเศร้าสร้อยจึงต้องยอมอ่อนลงความรู้สึกโกรธเคืองก็ค่อยๆจางหายไป
ผ่านไปอีกหนึ่งชั่วยามลานประลองที่หนึ่งก็จบลงเสี่ยวหลินรอดผ่านเข้ารอบได้อย่างหวุดหวิดในระยะเวลาตลอดที่ประลองเธอต้องคอยเก็บพลังลมปราณอยู่ตลอดพยามใช้ออกให้น้อยและคุ้มค่าที่สุด
แต่ด้วยความที่เธอยังอายุน้อยและพลังตบะไม่มากนักยังดีที่พลังฝึกตนของเธอถือว่าสูงมากแล้วในกลุ่มที่หนึ่งนี้จึงพอที่จะทำให้เธอรอดเข้ากลุ่มร้อยคนสุดท้ายได้อย่างหวุดหวิด
“ข้าทำได้แล้ว!”
เสี่ยวหลินวิ่งไปหาพวกหลินเฟยทันทีหลังจากที่ลงชื่อผู้ผ่านเข้าสอบเสร็จเรียบร้อยหลินเฟยหลี่ปิงและยู่เจียงต่างแสดงความยินดีกับเสี่ยวหลินกันอย่างครื้นเครงหลินเฟยสังเกตุดูก็เห็นิเต้าผ่านเข้ารอบเช่นกัน เขาไม่ได้เป็คนเ้าคิดเ้าแค้นอะไรจึงไม่ได้สนใจมากนักไม่นานการประลองของกลุ่มที่สองก็เริ่มขึ้น
ในรอบที่สองนี้มียู่เจียงและหลี่ปิงอยู่ในนั้นด้วยพวกเขาต่างใช้พลังวิชาของพวกเขาออกมาอย่างเต็มที่แต่สุดท้ายโชคไม่เข้าข้างเท่าไหร่เมื่อหลี่ปิงและยู่เจียงที่ต่างคนต่างคอยช่วยเหลือกันดันไปเจอเข้ากับลูกศิษย์คนนึงที่มีพลังถึงขั้นปราณกำเนิดทำให้ทั้งคู่ถูกซัดจนตกเวทีไป
ไม่นานเกินไปกลุ่มที่สองก็จบลงหลินเฟยและเสี่ยวหลินต่างเข้ามาปลอบทั้งสองและให้กำลังใจโดยเฉพาะหลี่ปิงที่ร้องให้ฟูมฟายเมื่อรู้ว่าจะต้องแยกห่างจากเสี่ยวหลิน
“ตาข้าแล้ว...”
หลินเฟยยิ้มบางๆเดินไปรออยู่ข้างลานประลองทันใดนั้นเขาก็รู้สึกถึงสายตาคู่หนึ่งที่จ้องมองมาเงียบๆ
.
.
.
.