ฟางเสียนจือเหลือบมองผู้เป็นพ่อของตนเองปราดหนึ่ง “พ่อเข้าใจผิดแล้วครับ ผมมารับเยี่ยนกุย ไม่ได้มารับพ่อ พ่อกลับไปเองเถอะ”
ฟางชิงสือ “…”
ลูกชายที่พอมีเมียก็ไม่เอาพ่อแบบนี้ ยังจะเก็บไว้ทำไม!
เขากำลังจะบ่นอยู่แล้วเชียว แต่ก็ได้ยินฟางเสียนจือพูดว่า “ที่โรงเรียนสอบอะไรกันครับ ทำไมนานจัง? เยี่ยนกุยยังไม่ออกมาเลย”
ฟางชิงสือรู้สึกว่าภายหน้าเขาคงไม่อยากจะคุยกับลูกชายตัวเองอีกต่อไปแล้ว สาเหตุที่จิ่งเยี่ยนกุยเข้าไปสอบนานขนาดนี้ก็เป็นเพราะฟางเสียนจือด้วยนั่นแหละ! ชื่อเสียงของเขาวันนี้เกือบจะเสียหายไปด้วยแล้ว
ฟางชิงสือพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “ก็เพราะแกนั่นแหละ!”
ฟางเสียนจือทำหน้างุนงง ฟางชิงสือก็คร้านอธิบาย จึงเอื้อมมือไปเปิดประตูรถแล้วเข้าไปนั่ง “ไม่ว่าแกจะมารับลูกสะใภ้หรือมารับพ่อ วันนี้เจอกันแล้วก็ต้องพาพ่อกลับไปด้วย!”
ฟางเสียนจือมองผู้เป็นพ่อ “พ่อครับ กว่าผมจะมีเมียได้ไม่ใช่เรื่องง่าย พ่ออย่ามาเป็นก้างขวางคอเลยครับ”
ฟางชิงสือชำเลืองมองเขา “ไม่ได้”
ฟางเสียนจือ “…”
เขาพลันตระหนักได้อย่างลึกซึ้งว่า พ่อผู้ไม่รู้จักกาลเทศะที่หนังสือบอกเอาไว้ ก็คือพ่ออย่างฟางชิงสือนี่แหละ
ในขณะที่สองพ่อลูกจ้องหน้ากันอยู่ จิ่งเยี่ยนกุยก็เดินออกมาจากโรงเรียน เธอเห็นทั้งสองก็ค้างไปเล็กน้อยก่อนจะทักทายอย่างสุภาพ “สวัสดีค่ะคุณลุงฟาง”
ฟางชิงสือไม่ได้มีท่าทางเคร่งขรึมเหมือนตอนอยู่ที่โรงเรียน เขายกยิ้มแล้วพูดว่า “เยี่ยนกุย ขึ้นรถไปด้วยกันสิ!”
ฟางเสียนจือชำเลืองมองผู้เป็นพ่ออย่างดูแคลน เขาขับรถมารับจิ่งเยี่ยนกุยชัดๆ ฟางชิงสือพูดออกไปอย่างนั้นยังกับเขาตั้งใจมารับฟางชิงสือ แล้วแวะรับจิ่งเยี่ยนกุยเป็นของแถมอย่างไรอย่างนั้น
จิ่งเยี่ยนกุยดูไม่ออกถึงการลอบปะทะกันระหว่างพ่อลูกตระกูลฟาง เธอพยักหน้าแล้วพูดว่า “ขอบคุณค่ะคุณลุงฟาง”
ฟางชิงสือนั่งเบาะหน้า จิ่งเยี่ยนกุยจึงไปนั่งเบาะหลัง ฟางเสียนจือที่เป็นคนขับเกิดรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย จากที่ตำแหน่งข้างคนขับเคยเป็นของว่าที่ภรรยา ตอนนี้กลับกลายเป็นตาแก่คนหนึ่ง ความรู้สึกมันต่างกันลิบลับ
หลังจากที่จิ่งเยี่ยนกุยขึ้นรถ ฟางเสียนจือก็ถามว่า “วันนี้สอบเป็นยังไงบ้าง?”
“ก็พอได้ค่ะ” จิ่งเยี่ยนกุยตอบ “เพิ่งจะสอบผ่านคาบเส้นของเกณฑ์เมื่อปีที่แล้วค่ะ ได้เข้าเรียนแล้วค่ะ”
ฟางเสียนจือรู้สึกภูมิใจอย่างยิ่ง เขาเหลือบมองผู้เป็นพ่ออย่างลำพองใจ ฟางชิงสือก็เข้าใจสายตาของเขาเช่นกันว่า สายตาเช่นนี้ของเขากำลังจะบอก “ดูสิ ผมเลือกเมียไม่ผิดใช่ไหมล่ะ!”
เมื่อเห็นท่าทางของลูกชายตัวเอง ฟางชิงสือก็รู้สึกขบขันในใจ
แต่ฟางเสียนจือกลับพูดว่า “พื้นฐานของเธอไม่ดีนัก ครั้งนี้ถึงจะสอบได้ดี แต่ก็ยังต้องพยายามอีกมาก หลังจากนี้ฉันจะเพิ่มเวลาเรียนพิเศษให้เธอ”
จิ่งเยี่ยนกุยยังไม่ทันได้พูดอะไร ฟางชิงสือก็ถามขึ้นว่า “จิ่งเสี่ยวเยวี่ยบอกว่าก่อนหน้านี้เธอสอบได้ที่โหล่ของโรงเรียนในอำเภอ เรื่องนี้จริงหรือเปล่า?”
จิ่งเยี่ยนกุยไม่ได้ปิดบังเรื่องนี้ เธอพยักหน้า “ใช่ค่ะ ก่อนหน้านี้ไม่มีสมาธิในการเรียน ตอนสอบก็มักจะหลับ เพราะงั้นผลการเรียนเลยไม่ดีเท่าไหร่ค่ะ”
“ตอนที่สอบได้ดีที่สุดในโรงเรียนอำเภอก็ยังได้แค่สองร้อยกว่าคะแนน ส่วนตอนที่สอบได้คะแนนแย่ๆ ก็คืออันดับสุดท้ายของโรงเรียนค่ะ”
ฟางชิงสือสนใจขึ้นมาทันที “งั้นที่เธอสอบได้คะแนนขนาดนี้ เป็นเพราะเรียนชดเชยภายในเดือนกว่าๆ อย่างนั้นเหรอ?”
จิ่งเยี่ยนกุยพยักหน้า ฟางเสียนจือที่อยู่ด้านข้างพูดว่า “เยี่ยนกุยฉลาด เรียนอะไรก็เข้าใจเร็ว แค่ชี้แนะนิดหน่อยก็เข้าใจ ถึงจะเสียเวลาไปหลายปี แต่ปีนี้ถ้าตั้งใจเรียนก็สอบเข้าโรงเรียนดีๆ ได้แน่นอนครับ”
ฟางชิงสือเอ่ยเสริม “ใช่ เก่งกว่าแกเยอะเลย”
ฟางเสียนจือ “…”
เมื่อจิ่งเยี่ยนกุยรู้สึกว่าบรรยากาศเริ่มแปลกๆ จึงรีบพูดว่า “หนูจะไปเทียบฟางเสียนจือได้ยังไง เขาเป็นที่หนึ่งของมณฑลเมื่อปีนั้น ถือเป็นเป้าหมายที่หนูต้องพยายามไปให้ถึง”
ฟางชิงสือพูดอย่างชื่นชมว่า “ถึงแม้เป้าหมายของเธอจะต่ำไปหน่อย แต่ก็ยังนับว่าพอใช้ได้อยู่ ถ้าอย่างนั้นปีนี้เธอก็ต้องตั้งใจให้มากขึ้นนะ พยายามชิงที่หนึ่งของมณฑลและสร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียนให้ได้”
จิ่งเยี่ยนกุยกับฟางเสียนจือ “…”
ทั้งสองรู้สึกเหมือนตกหลุมพรางอะไรบางอย่าง
แต่ฟางชิงสือทำเหมือนไม่ได้รับรู้ถึงความรู้สึกของพวกเขาแม้แต่นิด เขากลับพูดอย่างสบายใจว่า “โรงเรียนเราไม่ได้มีที่หนึ่งของมณฑลมาหลายปีแล้ว ปีนี้คงได้มีหวังอีกครั้ง เยี่ยนกุย สู้ๆ!”
จิ่งเยี่ยนกุยยังไม่ทันได้พูดอะไร ฟางเสียนจือก็เหลือบมองเขาแล้วพูดว่า “ผมรู้ว่าพ่อเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน เก่งในเรื่องการให้กำลังใจคน แต่ก็อย่าประเมินโรงเรียนพ่อสูงขนาดนั้นเลย โรงเรียนพ่อน่ะ ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งมา มีผมแค่คนเดียวที่ได้ที่หนึ่งของมณฑล อย่าพูดเหมือนกับว่าที่หนึ่งของมณฑลเป็นเรื่องง่ายๆ สิครับ”
จิ่งเยี่ยนกุยรู้สึกกดดันเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำพูดของฟางชิงสือ แต่หลังจากที่ฟางเสียนจือพูดจบ เธอก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ “คุณลุงฟางคะ หนูจะพยายามตั้งใจเรียนค่ะ แต่เรื่องที่หนึ่งของมณฑล ก็คงต้องแล้วแต่บุญแต่กรรมค่ะ”
ฟางชิงสือไม่พอใจที่ลูกชายตัวเองขัดคออยู่บ้าง แต่เขาก็ไม่อยากจะทะเลาะกับฟางเสียนจือต่อหน้าว่าที่ลูกสะใภ้ เช่นนั้นคงจะทำให้เขาเสียหน้าในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียน
เขาพูดอย่างเป็นห่วงว่า “เธอบอกว่าจะหาเงินเรียนเองและไม่ได้มาเรียนที่โรงเรียนทุกวัน จะลองคิดเรื่องนี้อีกครั้งไหม?”
เขาเอ่ยเตือนอีกครั้งเพราะติดนิสัยของคนเป็นครูที่รักถนอมผู้มีความสามารถ!
จิ่งเยี่ยนกุยตอบว่า “หนูตัดสินใจแล้วค่ะ คุณลุงฟางวางใจเถอะค่ะ หนูจะแบ่งเวลาทำงานและเรียนให้ดี หนูสัญญาว่าถ้าผลสอบรายเดือนของหนูไม่ดีขึ้น หนูจะกลับมาเรียนที่โรงเรียนค่ะ”
เมื่อเธอพูดมาถึงขนาดนี้ ฟางชิงสือก็ไม่รู้จะห้ามยังไง
และภาพลักษณ์ของจิ่งเยี่ยนกุยที่มีต่อฟางชิงสือก็เปลี่ยนไป จากเด็กสาวที่ดูร่าเริงสดใส กลายเป็นว่าที่ลูกสะใภ้ที่มีความคิดเป็นของตัวเอง
จิ่งเยี่ยนกุยก็เคยได้ยินชาวบ้านพูดถึงฟางชิงสือมาบ้างเหมือนกัน บอกว่าเขาไม่เหมือนกับพวกชาวบ้าน นับว่าคบหาไม่ง่ายอยู่บ้าง แต่เมื่อได้มาสัมผัสจริงๆ เธอก็พบว่าเขาไม่ได้ยากที่จะเข้าหาเลย วันนี้ถึงจะมีเรื่องเกิดขึ้นเยอะแยะ แต่ภาพลักษณ์ที่เธอมีต่อฟางชิงสือก็ไม่น่าจะแย่เท่าไรนักตอนที่ทั้งสามกลับมาถึงหมู่บ้านอิ๋นซาน ก็เห็นหลิวชุนฮวายืนรออยู่ที่ปากทางเข้าหมู่บ้านเพื่อรอจิ่งเสี่ยวเยวี่ยกลับมา
เมื่อเห็นรถของตระกูลฟางเธอก็ชะงักไป จากนั้นก็ทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดอย่างการกระโดดออกมาขวางรถ เป็นเพราะฟางเสียนจือไหวตัวทันและเบรกของรถก็ดี รถจึงหยุดได้ทัน ไม่อย่างนั้นเธอคงโดนชนกระเด็นไปแล้ว
รถหยุดลงโดยที่ล้อแทบจะเฉียดปลายรองเท้าของหลิวชุนฮวาไป
หลิวชุนฮวาขวางรถเอาไว้เพราะความคิดชั่ววูบ ตอนนี้เธอก็ตกใจกับเสียงเบรกแสบแก้วหูและฝุ่นที่ลอยคลุ้งอย่างมากเช่นกัน
ฟางเสียนจือลดกระจกรถลงแล้วถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา “คุณอยากตายเหรอ?”
แต่หลิวชุนฮวากลับยิ้มประจบแล้วพูดว่า “ลูกเขยอย่าโกรธเลย ฉันแค่ไม่ได้เจอเยี่ยนกุยมาสักพักใหญ่แล้ว พอเห็นว่าเธออยู่ในรถ ก็เลยคิดถึงเธอเลยเดินมาหาโดยไม่รู้ตัว”
เธอพูดจบก็หันไปพูดกับฟางชิงสือว่า “คุณพ่อของลูกเขย สวัสดีค่ะ!”
ฟางชิงสือเป็นคนมีการศึกษา ไม่มีทางไปทะเลาะกับหลิวชุนฮวา การรับมือกับคนอย่างหลิวชุนฮวาก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาถนัด พอเห็นท่าทีแบบนี้ของหลิวชุนฮวา เขาก็ไม่รู้จะพูดอะไร
เมื่อจิ่งเยี่ยนกุยได้ยินแบบนั้น เธอก็อยากจะเอามือปิดหน้าเหลือเกิน ความหน้าด้านของหลิวชุนฮวานี่มันช่างน่าทึ่งจริงๆ