ฉันมีเทเลพอร์ตสุดเจ๋ง(ทั้งเรื่องติดหัวใจแค่4ตอน)

    ตอนที่ 39 ผจญภัยในโลกโบราณ 5

    ตอนที่39 ผจญภัยในโลกโบราณ 5

     

    ในเวลานี้หนึ่งคนและหนึ่งนกต่างตกตะลึงกับเหตุการณ์ตรงหน้า


    พวกเขาคาดไม่ถึงว่าการช่วยเหลือเด็กชายนั้นจะเป็นการนำคนในตำนานมายังเผ่ามังกรบินนี้


    ตอนนี้หลิวเย่รู้สึกถึงความอบอุ่นพุ่งเข้าหาจึงเอื้อมมือออกไปสัมผัสสายน้ำกลุ่มหนึ่งที่เคลื่อนหมุนวนรอบตัวเขาอย่างอ่อนโยนและมีจำนวนมากขึ้นจนเกิดเป็นน้ำวนล้อมรอบตัวเขา


    จากนั้นเมื่อเงยหน้ามองขึ้นด้านบนเขามองเห็นแสงทองสว่างสดใสกระพริบวาบ ด้วยความอยากรู้อยากเห็นหลิวเย่กระโดดลอยตัวขึ้นด้านบนทันที


    เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับหลิวเย่เหมือนกับไม่มีใครรับรู้อะไร


    พวกเขาต่างพากันคุกเข่าทำความเคารพเด็กน้อยกันทั่วบริเวณรอบเสาบรรพชนเจียวซิง


    โยวจี้ที่มัวแต่มองโน่นนี่นั่นพอหันหน้ามาอีกที ปรากฏว่าเขาไม่เห็นหลิวเย่แล้ว


    “เอ๊ะ! เจ้านายหายไปไหนแล้ว?” เสียงดังของโยวจี้ปลุกทุกคนให้เงยหน้าขึ้นมาและเหลียวมองไปรอบ


    “เกิดอะไรขึ้น? ท่านหลิวเย่หายไปไหนแล้ว?” องค์ราชาถามด้วยความงุนงงเช่นกัน


    .........


    ทางด้านหลิวเย่เมื่อกระโดดลอยตัวขึ้นไป


    เขามาโผล่กลางสวนดอกไม้สีทองเหลืองงามสดใสเป็นดอกไม้คล้ายดอกเก๊กฮวยแต่ดอกใหญ่กว่าสองเท่า


    หลิวเย่เหลียวมองรอบกายอย่างสับสน!


    เขาอยู่ที่ไหนกัน?


    ทันใดนั้นมีเสียงอ่อนโยนของหญิงชราดังขึ้น“เมื่อมาแล้ว ก็มาชิมชาเก็กฮวยของข้าดูที”


    หลิวเย่มองไปทางต้นเสียงเขามองเห็นศาลาริมน้ำหลังใหญ่ห่างไกลออกไปราวหนึ่งลี้ จึงกระโดดเหินตัวลอยไปตามคำเชิญนั้นทันที


    “ขอบคุณที่ท่านเชิญข้า”หลิวเย่ตอบขอบคุณและทำความเคารพเมื่อร่อนลงเท้าลงแตะพื้นหน้าศาลาริมน้ำ


    “ฮึ ฮึ ฮึอย่าเพิ่งถามอะไรข้า! จงชิมชาร้อนๆก่อน!”หญิงชราหัวเราะเบาๆคล้ายรู้ทันหลิวเย่และบอกให้เขาสงบจิตใจชิมชาและดื่มด่ำกับการชมทิวทัศน์


    พวกเขาทั้งคู่ต่างนิ่งเงียบไม่มีคำสนทนาใดๆ และนั่งจิบชาอย่างสงบ


    ครึ่งก้านธูปผ่านไป


    หลิวเย่พยายามตรวจสอบความแข็งแกร่งของหญิงชราตรงหน้าแต่เขาไม่สามารถตรวจสอบได้เลย


    จู่ๆหญิงชราก็เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบลง“เจ้าคงแปลกใจว่าทำไมถึงได้มาอยู่ที่นี่?”


    “ใช่!” หลิวเย่พยักหน้าตอบรับและรอคอยคำตอบ


    “นั่นเป็นเพราะว่าในกายเจ้ามีเศษเสี้ยวจิตวิญญาณของจักรพรรดิอมตะหลิวเย่”หญิงชราเฉลยสิ่งที่ค้างคาใจ


    “อะไรนะ? ท่านรู้ได้อย่างไร?” หลิวเย่ตื่นตกใจร้องเสียงหลง


    “เจ้าน่าจะเดาได้ว่าโลกนี้เป็นโลกที่จักรพรรดิอมตะหลิวเย่เคยเดินทางมาก่อนหน้า”หญิงชราตอบกลับอย่างสงบ


    “อืมข้าก็เดาว่าอย่างนั้น” หลิวเย่เริ่มเห็นด้วยกับคำพูดนั้น


    “ข้ากับจักรพรรดิอมตะหลิวเย่พวกเราได้บำเพ็ญฝึกฝนคู่กันมาห้าร้อยปี แต่ท้ายที่สุดเขาก็มีเหตุต้องจากไปข้ารู้ว่าเขาย่อมต้องไม่หายจากไปโดยไม่ทิ้งร่องรอยใดๆไว้จนวันนี้ข้าได้สัมผัสกับเศษเสี้ยวจิตวิญญาณของเขาในตัวเจ้า ข้าถึงได้รู้ว่าเขาประสบเหตุร้ายเข้าแล้ว”เสียงถอนหายใจดังเฮือกใหญ่จากหญิงชรา


    “ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่าท่านเป็นภรรยาของท่านจักรพรรดิอมตะหลิวเย่น่ะสิ”หลิวเย่ถามย้ำเพื่อความแน่ใจ

    หญิงชราพยักหน้าพลางทอดสายตาออกไปไกลคล้ายรำลึกความหลัง


    “หากเจ้าคิดจะไปช่วยเขาเจ้าสามารถสละชีวิตของตนได้หรือไม่?”นางถามแล้วหันหน้ามาจ้องหลิวเย่


    “เอ่อ......ในเมื่อข้ารับปากเขาไว้แล้วข้าย่อมรักษาสัญญานั้น” หลิวเย่ครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนตอบอย่างมั่นคง


    “ดี! ดี!ดี!” หญิงชราตอบด้วยรอยยิ้มจากนั้นพลางยื่นแหวนวงหนึ่งให้กับเขา เป็นแหวนหยกสีขาวขุ่นมีหัวเป็นหยกสีแดงที่สลักรูปสัญลักษณ์คล้ายหงส์คล้ายมังกรโอบรอบจุดหยินหยางตรงกลาง


    “นี่คือ?” หลิวเย่งุนงงกับแหวนที่นางมอบให้


    “สิ่งนี้จะช่วยให้เจ้าได้พบกับหนทางไปหาเขา”นางตอบเสียงแผ่วเบา


    “มันใช้งานอย่างไร?”


    “เมื่อใดที่เจ้าได้พบกับสมบัติที่สามารถนำทางได้หัวแหวนจะเปล่งประกายให้เจ้ารู้เพียงผู้เดียว ข้าทำได้เพียงเท่านี้”หญิงชราถอนหายใจพลางมองหลิวเย่ด้วยความคาดหวัง


    “ข้าเข้าใจแล้ว! ขอบคุณ!”หลิวเย่พยักหน้าและสวมแหวนบนนิ้วชี้มือซ้าย ปรากฏว่ามันสวมได้พอดีจนขยับไปมาไม่ได้


    “ไปเถอะหมดธุระที่ข้ามีต่อเจ้าแล้ว” หญิงชราพูดตัดบท


    “เดี๋ยวท่านข้าขอทราบนามของท่านได้ไหม?”หลิวเย่ร้องถามขึ้นมาอย่างรวดเร็ว


    “ลู่ผิงผิง!” จากนั้นนางโบกมือไล่หลิวเย่พลันเกิดคลื่นน้ำวนโอบล้อมรอบตัวเขาและดูดลงไปด้านล่างทันที


    หลิวเย่กำลังตกตะลึงที่ชื่อหญิงชราเหมือนกับชื่อของเจียงผิงผิง ต่างกันแค่แซ่


    .........


    ณอาณาจักรมังกรบิน ผ่านไปหนึ่งวัน


    ในตอนนี้พลันเกิดคลื่นน้ำวนเหนือเสาแปดเหลี่ยมบรรพชนเจียวซิง


    ชาวบ้านและทหารกลุ่มหนึ่งที่อยู่รอบบริเวณนั้นต่างพากันเงยหน้าและชี้มือให้กันดูเสียงร้องอื้ออึงด้วยความแปลกประหลาดใจดังไปทั่วบริเวณ


    เมื่อคลื่นน้ำวนค่อยๆคลายตัวหลิวเย่ลอยลงมายืนที่พื้นอย่างสงบด้วยความงุนงง


    ทหารที่เห็นหลิวเย่ได้มีบางคนวิ่งไปรายงานองค์ราชาและบางคนเฝ้าดูหลิวเย่ที่ยืนมองไปรอบๆ อย่างสับสน


    เพียงสิบลมหายใจองค์ราชาก็เดินทางมาถึงพร้อมกับสุ่ยหลง โยวจี้และเด็กชาย


    “ท่านหลิวเย่! ท่านมาแล้ว!”องค์ราชาสอบถามหลิวเย่ด้วยความสงสัยที่เขาหายไปที่ไหนมาหนึ่งวันเต็ม


    “เจ้านาย! โอ้....เจ้านายมาแล้ว”โยวจี้ส่งเสียงตื่นเต้นยินดี


    “พี่ชาย! ท่านมาแล้ว” เด็กชายยิ้มรับเสียงตื่นเต้น


    “อืม ข้ามาแล้ว”หลิวเย่กวาดสายตามองใบหน้าทุกคนและพยักหน้าตอบรับเบาๆ


    “เจ้านายท่านไปไหนมา?” โยวจี้ถามแทนทุกคนที่สงสัย


    “อืม ไม่แน่ใจเหมือนจำได้ เหมือนจำไม่ได้”หลิวเย่ก้มหน้าครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนสลัดหัวแรงและตอบอย่างงุนงง


    “เชิญท่านหลิวเย่ไปพักผ่อนก่อนเถิด”องค์ราชาเห็นท่าทางของหลิวเย่ เขาเอ่ยตัดบททันที


    หลิวเย่พยักหน้าและเดินตามพวกเขาทั้งหมดกลับพระราชวัง


    ในห้องโถงรับรองของพระราชวัง


    “ข้าจำได้ว่าท่านบอกว่าเจ้าหนูน้อยนี่เป็นคนในตำนานงั้นเหรอ?”หลิวเย่ที่ยังไม่รู้เรื่องราวได้สอบถามองค์ราชา


    “เด็กน้อยที่ท่านว่าคือองค์จักรพรรดิเป็นแน่แท้พวกเราได้ทำการทดสอบสายเลือดและตำหนิตามโบราณ ล้วนตรงกันทุกประการไม่ว่าจะเป็นสายเลือดที่เป็นชาวมังกรกึ่งหนึ่ง และมีรอยปานรูปมังกรด้านหลังหากแต่ยังเป็นเด็กอยู่ ดังนั้นรูปมังกรยังไม่เด่นชัดบางคนอาจพาลคิดไปว่าเป็นสัญลักษณ์ของปีศาจที่จะนำพาภัยพิบัติมาสู่ผู้คนหรือแผ่นดิน”องค์ราชาอธิบายยาวเหยียด


    “งั้นก็แสดงว่าแม่ของเจ้าหนูนี่เป็นมังกรเหมือนพวกท่านงั้นหรือ?” หลิวเย่ถามเพิ่มเติม


    “คาดว่าน่าจะใช่เพราะเมื่อสิบปีก่อนมีหลานสาวคนหนึ่งของข้าได้หลบหนีไปยังแผ่นดินด้านบนนั่น”องค์ราชาตอบกลับเสียงเบาด้วยความอับอาย


    “ดังนั้นเจ้าหนูนี่คงจะเป็นเหลนของท่านที่เกิดจากหลานสาวคนนั้นสินะ”หลิวเย่เรียบเรียงเรื่องราวและสรุปออกมา


    “ใช่แล้วแต่เราไม่รู้ว่าพ่อของเขาเป็นใคร?”องค์ราชาพยักหน้ารับ


    “อ้อ....แล้วพวกท่านตั้งชื่อเขาว่าอย่างไร?” หลิวเย่เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดแล้ว


    “องค์จักรพรรดิเจิ้งอี้!” องค์ราชาตอบกลับอย่างภาคภูมิใจ


    “อืมถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่า เขาคงต้องอยู่ที่นี่กับพวกท่านแล้วสินะ”


    “ใช่แล้วท่านหลิวเย่พวกเรามีหน้าที่ปกป้ององค์จักรพรรดิและเป็นกำลังให้ท่านเพื่อสร้างความสันติสุขต่อไป”องค์ราชาตอบเสียงหนักแน่นมั่นคง


    “แต่ท่านอย่าลืมนะสันติสุข บางทีอาจต้องเสียเลือดเนื้อและทำสงครามจึงจะได้มา” หลิวเย่ย้ำเตือน


    “ไม่ว่าอย่างไรหากองค์จักรพรรดิต้องการสิ่งใด พวกเรายินดีสละแม้แต่ชีวิตของพวกเรา”องค์ราชาตบอกตัวเองเป็นการยืนยันคำสัญญานั้น


    หลิวเย่ยิ้มเล็กน้อยอันที่จริงแต่เดิมนั้นเขาต้องการครอบครองแผ่นดินทุกอาณาจักรเพื่อสร้างกองกำลังของตนเองและทรัพย์สินจากธรรมชาติแต่ในตอนนี้ที่มีผู้ปกครองที่ทรงธรรมได้ถือกำเนิดขึ้น บางทีเรื่องการปกครองเขาอาจโอนย้ายให้กับเด็กน้อยไปส่วนเรื่องอื่นๆเขาค่อยดูแลเอง แต่ถ้าเด็กน้อยช่วยดูแลให้เขามันก็จะดียิ่งเขาจะได้ไม่ต้องกังวลกับการดูแลโลกโบราณนี้ เมื่อหลิวเย่คิดได้ดังนี้เขาจึงเอ่ยขึ้นว่า


    “ในเมื่อเป็นเช่นนี้หากมีสิ่งใดที่ข้าสามารถช่วยเหลือได้ ข้ายินดีเพราะอย่างไรเสียข้าก็ถือได้ว่าเป็นพี่ชายเขา”


    “โอ้.....เยี่ยมไปเลยพี่ชาย”คราวนี้เด็กชายที่นิ่งเงียบฟังผู้ใหญ่คุยกันอยู่นานได้เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นยินดี


    เจิ้งอี้กำลังกังวลใจกับภารกิจที่ได้รับรู้มาจากองค์ราชาก่อนหน้านี้คนที่เขารู้จักมีเพียงหลิวเย่ที่ได้ช่วยชีวิตและให้อาหารกับเขาและเจ้านกอินทรียักษ์เท่านั้นแต่เหตุการณ์ก่อนหน้านั้นเขากลับจำอะไรไม่ได้เลย เมื่อหลิวเย่ได้รับปากที่จะช่วยเหลือเขานั่นทำให้รู้สึกสบายใจมากขึ้น


    “ขอเชิญท่านพักผ่อนอยู่กับพวกเราสักสองสามวันเถิด”องค์ราชาเชื้อเชิญอย่างเป็นมิตรมากขึ้น


    “ตกลง”หลิวเย่ตอบรับอย่างเป็นธรรมชาติ


    .........


    สามวันผ่านไป


    ตอนนี้หลิวเย่และโยวจี้ได้ยืนอยู่บนชายฝั่งของอาณาจักรเหอ


    พวกเขาร่ำลาองค์ราชาฮวงสุ่ยเฉินสุ่ยหลง และเด็กน้อยจักรพรรดิเจิ้งอี้ และรับปากที่จะช่วยเหลือพวกเขาเมื่อถึงเวลาโดยพวกเขาได้มอบหยกไข่มุกส่งสัญญาณให้กับหลิวเย่


    “พวกเราไปท่องเที่ยวให้ทั่วอาณาจักรเหอกันเถอะโยวจี้”หลิวเย่พูดพลางกระโดดขึ้นยืนบนหลังโยวจี้


    “ขอรับเจ้านาย!” โยวจี้ตอบรับเสียงสดชื่นมันตื่นเต้นที่จะได้ออกเดินทางท่องโลกกว้างอีกครั้ง


    อินทรียักษ์เหินบินขึ้นบนท้องฟ้าพวกเขาบินผ่านป่าและเมืองอย่างช้าๆเหมือนกับดื่มด่ำกับวิวทิวทัศน์รอบด้านอย่างมีความสุข


    หลิวเย่สังเกตแต่ละเมืองที่ผ่านไปเขาพบว่าอาณาจักรเหอมีขนาดใหญ่เท่ากับอาณาจักรหยางจำนวนประชากรดูคร่าวๆจากสัมผัสสวรรค์พบว่าใกล้เคียงกับอาณาจักรหยางเช่นกัน


    ชาวเมืองมีการค้าขายสินค้าทางทะเลมีหลากหลาย ทั้งอาหาร เครื่องประดับ สมุนไพร สมบัติเล็กน้อยบางอย่างเศรษฐกิจดีทีเดียว ขอทานมีน้อย ไม่มีผู้อพยพแต่อย่างใด


    “เจ้านายโยวจี้อยากไปเดินเล่นในเมืองขอรับ” โยวจี้อ้อนวอนหลิวเย่ด้วยเสียงเศร้าน่าสงสาร


    “ยังๆ รอก่อนข้าจะพาเจ้าไปเดินเล่นที่อาณาจักรเล่ย เจ้าจะได้ช่วยข้าหาข่าวด้วย”หลิวเย่ปฏิเสธเสียงแข็งพลางมอบหมายภารกิจให้มัน


    “จริงนะเจ้านาย!”โยวจี้เสียงตื่นเต้นที่จะได้เดินเล่นและทำงานให้เจ้านาย


    “จริงๆตอนนี้พวกเราข้ามไปอาณาจักรลู่กันดีกว่า”หลิวเย่คำนวณเวลาที่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกโบราณ เขากังวลว่ามันจะล่วงเลยเวลาเรียนในวันจันทร์หากเขาหายตัวไปโดยที่เพื่อนๆไม่รู้ อาจนำปัญหามาให้เขาได้


    .........


    หนึ่งชั่วยามผ่านไป


    โยวจี้บินนำหลิวเย่มาถึงแนวเทือกเขาชายแดนระหว่างอาณาจักรเหอกับอาณาจักรลู่


    “พวกเราอยู่สบายมาหลายวันแล้ววันนี้เรากินอาหารป่ากันเถอะ” หลิวเย่ชักชวนโยวจี้เปลี่ยนบรรยากาศ


    โยวจี้ได้ยินดังนั้นมันแทบจะส่งเสียงร้องไห้ออกมาดังๆว่ามันเบื่อป่ามากกกกกก แต่ก็ต้องจำใจ “ขอรับนายท่าน”มันกังวลว่าจะไม่ได้กินยาเม็ดสมุนไพรอร่อยๆจากนายท่านอีก


    พวกเขาร่อนลงจอดยังริมแม่น้ำสายเล็กๆในหุบเขาที่ซ่อนตัวกลางเทือกเขารอบตัวมีต้นไม้สูงใหญ่และมีดอกไม้ป่าบานสะพรั่ง ดูสดชื่นสวยงามยิ่งนัก


    “เจ้าเลือกทำเลได้เหมาะสมมากโยวจี้”หลิวเย่ยืนมองรอบตัวพลางเอ่ยชมโยวจี้ด้วยใจจริง


    โยวจี้ที่แต่เดิมซึมเศร้าเล็กน้อยพลันมีชีวิตชีวามากขึ้น


    และทันใดนั้นมันร้องเสียงดังขึ้นมาว่า“เจ้านาย! ข้าได้กลิ่นสมุนไพรหายาก!”


    หลิวเย่หูผึ่งขึ้นทันที“อยู่ที่ใด? พาข้าไปเร็ว!”


    โยวจี้วิ่งตรงไปก้อนหินขนาดใหญ่หลายก้อนที่อยู่ใกล้น้ำตกหลิวเย่เห็นดังนั้นเขากระโดดเหินตัวลอยตามอย่างใกล้ชิด


    ครู่หนึ่งพวกเขามองเห็นต้นพืชสีเหลืองอ่อนขนาดสูงหนึ่งจั้งมันไม่มีใบกำลังโบกสะบัดไปตามการไหลวนของน้ำในซอกหินก้อนใหญ่


    หลิวเย่ตื่นเต้นยินดี“นี่มันต้น “อู๋เย่เต๋อ” เป็นส่วนประกอบสำคัญในสมุนไพรรักษาแผล” สมุนไพรตัวนี้จะช่วยทำให้บาดแผลนั้นหายเร็วมากขึ้นโดยใช้เวลาเพียงกึ่งหนึ่ง


    เขาเก็บรวบรวมสมุนไพรอู๋เย่เต๋อที่มีอยู่เพียงสามสิบต้นเข้ามิติพื้นที่อย่างมีความสุข


    “เจ้าทำได้ดีโยวจี้ข้าจะให้รางวัลแก่เจ้า” หลิวเย่เอ่ยชมและหยิบเม็ดยายื่นให้กับโยวจี้


    โยวจี้รีบจิกกินเม็ดยาสมุนไพรด้วยความรื่นรมย์


    คืนนี้หลิวเย่นั่งย่างไก่ฟ้ากินอย่างเพลิดเพลินหลังจากนั้นทั้งคนและนกนั่งใต้ต้นไม้ใหญ่และฝึกฝนกันจนถึงรุ่งเช้า


    หลิวเย่ใช้เวลาอยู่ในโลกโบราณมาสิบกว่าวันแล้ว


    รุ่งเช้าพวกเขาเตรียมตัวออกเดินทางสำรวจอาณาจักรลู่


    สภาพแวดล้อมทั่วไปของอาณาจักรลู่แห้งแล้งบางพื้นที่แห้งแล้งจนกลายเป็นทะเลทรายราวสองในสิบส่วน ชาวบ้านทำการเกษตรน้อยส่วนใหญ่พวกเขาเลี้ยงสัตว์ หลิวเย่พบเห็นฟาร์มปศุสัตว์เพาะเลี้ยงม้าจำนวนมาก


    บริเวณภูเขามีการทำเหมืองและมีชาวบ้านเดินเรียงรายแบกตะกร้าบรรจุดินหินออกจากเหมือง


    เมื่อพวกเขาบินผ่านเมืองหลวงที่มีขนาดใกล้เคียงกับเมืองหลวงของอาณาจักรเทียน


    พบเห็นขอทานจำนวนมากและมีผู้อพยพประปราย


    หลิวเย่อยากรู้เรื่องราวของอาณาจักรลู่มากกว่านี้เขาบอกให้โยวจี้ลงจอดในป่าใกล้เคียงกับเมืองหลวง


    “เจ้านายข้าขอไปด้วยได้ไหม?”โยวจี้ทำตาละห้อยอ้อนวอนน่าสงสาร


    “ตกลง ข้าจะช่วยเปลี่ยนรูปลักษณ์ของเจ้าใหม่”จากนั้นเขาร่ายมนต์ด้วยศิลปะจิตวิญญาณชูรา ปรับรูปลักษณ์จากนกอินทรียักษ์เป็นชายวัยกลางคนคนหนึ่ง


    “เจ้านายทำไมข้าไม่หนุ่มเหมือนท่านเล่า?” โยวจี้ตัดพ้อด้วยความน้อยใจ


    “จงอย่าลืมว่าเจ้าอายุเท่าใดกันแล้วข้าต้องใช้พลังเป็นอย่างมากในการทำเช่นนี้ หากเจ้าเป็นเพียงคนธรรมดาไม่ใช่ผู้ฝึกฝนเข้าอาจจะปรับรูปลักษณ์ได้ง่ายกว่านี้ ดังนั้นจงพอใจกับสิ่งที่มี”เขาถอนหายใจพลางอธิบายยืดยาวถึงเหตุผลของ

    การกระทำดังกล่าว


    “ตกลง! ข้าจะยอมรับมัน!”โยวจี้กัดฟันรับคำ


    พวกเขาเดินผ่านเข้าประตูเมืองเหมือนชาวบ้านทั่วไปโดยจ่ายคนละ 100 เหรียญทองแดง แต่หลิวเย่ไม่มีเหรียญทองแดงสักเหรียญเขามีแต่เหรียญทอง แต่เขาไม่ใช่คนเอาเปรียบผู้อื่น


    ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจมอบเหรียญทองพลางชี้นิ้วไปด้านหลังและบอกกับทหารว่า“เหรียญทองนี้จะเป็นค่าผ่านทางสำหรับคนทั้งหมดที่อยู่ด้านหลังข้าด้วย ตกลงไหม?”


    ทหารเฝ้าประตูจำนวนสี่นายต่างมองหน้ากันและหันมองไปทางด้านหลังของหลิวเย่ ซึ่งมีจำนวนชาวบ้านราวสิบคนพวกเขาได้กำไรแน่นอน ทหารจึงพยักหน้าตกลงและยิ้มขอบคุณ “ขอบคุณท่านผู้ใจดี”


    ชาวบ้านที่ยืนต่อท้ายหลิวเย่และโยวจี้เมื่อพวกเขาเห็นการกระทำของหลิวเย่ต่างพากันสรรเสริญเสียงดัง “ขอบคุณท่านผู้มีเมตตา!” ในจำนวนชาวบ้านเหล่านั้นมีหลายคนที่ฐานะยากจนวันนี้พวกเขาช่างโชคดีเสียจริง


    หลิวเย่หันหน้ามาพยักหน้ายิ้มรับคำสรรเสริญนั้น


    “พวกเราไปนั่งชิมชาและขนมอร่อยที่โรงน้ำชากันเถอะ”หลิวเย่ตบไหล่โยวจี้เบาๆ


    โยวจี้ยิ้มกว้างกับคำกล่าวนั้น“ดี! ดี!เจ้านาย! ข้ายังไม่เคยเห็นอะไรแบบนั้นเลย”


    ณโรงน้ำชาอันดับหนึ่งของเมืองหลวงลู่


    ในเวลานี้มีการแสดงร่ายรำของคณะร้องรำวงหนึ่งที่มีชื่อเสียงของเมืองหลวงลู่หญิงสาวเรือนร่างอรชรอ้อนแอน สวมผ้าไหมโปร่งบาง ดูวับแวมน่าค้นหา จำนวน 7 คน กำลังร่ายรำในท่วงท่าอ่อนช้อยสวยงามเสียงโห่ร้องดังกึกก้องไปทั่วโรงน้ำชาจากบรรดาชายหนุ่มชายแก่ทั้งหลาย


    “สายลมพัดไหวพลิ้วกายลอยละล่องสายน้ำไหลเชี่ยวหัวใจลอยปลิดปลิว ห่วงหาอาทรคนจรห่างไกล เรือนร้างหลังน้อยเงียบเหงาอ้างว้างเปล่าเปลี่ยวเหลือทน....” น้ำเสียงใสกระจ่างกังวานพร้อมกับการบรรเลงดนตรีทำให้การร่ายรำมีความงดงามมากยิ่งขึ้น


    “เจ้านายร่ายรำสวยงามมากนัก น่าดูชมเสียจริง” โยวจี้ชื่นชมพลางปรบมือชอบใจเสียงดัง


    “สวยงามตามสายตาของเจ้าแต่สำหรับข้านั้น ข้าชื่นชอบความรู้สึกตื่นเต้นสนุกสนานมากกว่านี้”หลิวเย่ตอบกลับพลางส่ายหน้าเล็กน้อย


    “มันมีอะไรที่น่าตื่นเต้นมากกว่านี้อีกเหรอนายท่าน?” โยวจี้ถามอย่างงุนงง


    “มีสิละครร้องรำจะน่าสนุกตื่นเต้นมากกว่านี้อีก” หลิวเย่ด้วยรอยยิ้ม


    “ละครร้องรำ! มันคืออะไ?รมันจะสนุกกว่าร่ายรำนี่จริงหรือ?”โยวจี้ยิ่งงุนงงมากยิ่งขึ้น


    “จริงแท้แน่นอนเจ้าไม่รู้อะไร?” หลิวเย่ยักคิ้วให้กับโยวจี้อย่างขบขัน


    “ท่านพูดเช่นนี้เหมือนดูหมิ่นการร้องร่ายรำของพวกเรา!” เสียงเข้มแหบต่ำดังขึ้นอย่างไม่พอใจมาจากโต๊ะด้านหลังของหลิวเย่พร้อมกับมีชายฉกรรจ์จำนวนสี่คนมายืนรายล้อมโต๊ะของหลิวเย่กับโยวจี้

    คล้ายกับเรื่องฉันมีเทเลพอร์ตสุดเจ๋ง(ทั้งเรื่องติดหัวใจแค่4ตอน) ที่คุณอ่าน